ตอนที่ 342

ซูข่านบิดผ้าขนหนูที่ชุ่มน้ำออก จากนั้นเขาก็แขวนมันไว้ที่เดิมก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ทันทีที่เปิดประตูออกมา กลิ่นหอมก็ลอยมาเตะจมูกของซูข่านทันที ท้องฟ้าที่นอกหน้าต่างก็เริ่มมืดลงแล้วด้วย ดูเหมือนว่าเสี่ยวผิงจะกลับมาที่บ้านนี้ได้สักพัก

ไม่อย่างงั้นเธอคงจะไม่เตรียมอาหารและเตรียมน้ำให้สำหรับล้างหน้าหรอก แต่ก็ไม่น่าจะกลับมานานมาก

"พี่สามคะ"

ขณะที่ซูข่านกำลังเดินไปที่ห้องรับแขก เสี่ยวผิงก็เดินออกมาจากครัวทันทีและพูดว่า

"อาหารเย็นพร้อมแล้วค่ะ พี่สามจะกินเลยไหมคะ?"

"อืม ไปตามเฒ่าหลี่ได้เลย"

ซูข่านพยักหน้า

ตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาหกโมงเย็นเท่านั้น แต่อากาศก็เริ่มที่จะเย็นลงแล้ว

ฤดูหนาวเองก็ใกล้จะมาถึงเต็มแก่ ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าเร็วขึ้นไปทุกวัน หากเป็นฤดูร้อนตอนหกโมงฟ้ายังสว่างอยู่เลย

จากนั้นซูข่านก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวผิงตะโกนเรียกเฒ่าหลี่ที่หลังบ้าน แล้วเธอก็เดินไปที่หาซงหมิงเจียงต่อ

ระหว่างนั้นเฒ่าหลี่ก็เดินมาจากมุมมืดของห้องอย่างเงียบๆ นับวันก็ยิ่งเหมือนผีเข้าไปเรื่อยๆ

ไม่นานซงหมิงเจียงก็มาที่โต๊ะอาหาร ส่วนเสี่ยวผิงก็เดินเข้าไปในครัวและนำอาหารออกมาเสิร์ฟ

อาหารเย็นวันนี้ก็ยังคงเป็นอาหารง่ายๆสไตล์เสี่ยวผิงอย่าง ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน ปลาหมึกนึ่ง ซุปสาหร่าย และก็ผัดผัก

นอกจากนี้ก็ยังมีข้าวสวยร้อนๆอีกหนึ่งหม้อ

ซูข่านเหลือบมองไปที่ซงหมิงเจียง หลังจากที่เขาช่วยเสี่ยวผิงจัดโต๊ะเสร็จเขาก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ซูข่านจึงสั่งว่า

"นั่งลงสิหมิงเจียง กินข้าวเย็นด้วยกัน"

"เอ่อ..ไม่ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงส่ายหัว

"วันนี้ผมจะไปกินกับพวกพี่น้องของผม พวกเขาทำอาหารเผื่อผมไว้อยู่แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ"

หลังจากพูดจบซงหมิงเจียงก็เดินออกจากห้องไป

ซงหมิงเจียง หลี่เจียงเฝิงและคนอื่นๆได้ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดรักษาความปลอดภัยให้กับซูข่านและบ้านหลังนี้ ก่อนหน้านี้ซงหมิงเจียงกับหลี่เจียงเฝิงได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้

แต่จากนั้นก็เริ่มมีพี่น้องของพวกเขามาเพิ่ม ซงหมิงเจียงและหลี่เจียงเฝิงจึงย้ายออกไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นของซูข่านที่ไม่ไกลที่นี่มากนัก ห่างกันประมาณ 100 เมตร

ที่บ้านหลังนั้นมีผู้ชายกำยำอาศัยอยู่หลายชีวิต ซูข่านเองก็อยากจะหาแม่บ้านสักคนไปประจำที่บ้านหลังนั้นอยู่

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลาดของหนานจิงได้มีการนำเข้าอาหารทะเลมาบ้างแล้ว ซึ่งหมายความว่าตอนนี้สามารถซื้ออาหารซีฟู้ดได้ตามตลาดทั่วไป แต่มันก็ไม่ได้มีให้เลือกมาเท่ากับที่เซียงเจียงหรอกนะ

อาหารซีฟู้ดจะเห็นได้บ่อยในช่วงปีใหม่และในวันเทศกาล มันกลายเป็นอาหารประจำที่จำเป็นต้องมีในการเลี้ยงฉลองพวกนี้แล้ว

เสี่ยวผิงเองก็มีฝืมือการปรุงอาหารที่ดี ปลาหมึกนึ่งของเธอนั้นสามารถทำออกได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด

ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานก็อยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เธอจัดการซี่โครงหมูจนแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเลย เนื้อแทบจะหลุดจากกระดูกทันทีที่ใส่เข้าไปในปาก

ผัดผักเองก็ตัดรสชาติได้อย่างดี ซุปสาหร่ายก็ช่วยทำให้อาหารนั้นกินง่าย อาหารที่พูดมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงอาหารบ้านๆของคนในยุคที่มีสมาร์ทโฟน

แต่สำหรับในยุคนี้มันถือว่าเยอะกว่าหลายครอบครัวมากนัก ส่วนใหญ่แล้วหลายครอบครัวจะกินแบบนี้ได้ในวันตรุษจีนเท่านั้น

ถ้าไม่ใช่วันตรุษจีนแล้วมีของกินเยอะแบบนี้ แทบจะถือเป็นความผิดร้ายแรงพอๆกับก่ออาชญากรรมเลย คนทั่วไปต้องมากินเครื่องในไม่ก็ส่วนของสัตว์ที่ไม่มีเนื้อ แต่บ้านหลังนี้ได้กินเนื้อสัตว์แทบทุกวัน

หลังจากที่ทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว ซูข่านก็จิบชาของเขาต่อ เมื่อมองไปในครัวก็เห็นเสี่ยวผิงกำลังวุ่นวายกับการล้างจาน ซูข่านเลยพูดขึ้นมาช้าๆ

"เสี่ยวผิง!!"

"ล้างจานเสร็จแล้วมาคุยกับฉันหน่อย"

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของซูข่าน มือของเสี่ยวผิงก็ชะงักเล็กน้อย ร่างกายของเธอกระวนวายสุดๆ เธอกำลังคิดถึงเรื่องที่พี่สามกำลังจะดุเธอต่อจากนี้

แล้วเธอก็คิดไปถึงกรณีเลวร้ายอย่างถูกไล่ออก ถ้าเธอถูกไล่ออกจริงเธอจะหางานที่ไหนที่รายได้เยอะกว่าพนักงานในโรงงานแบบนี้ได้อีก

ยิ่งไปกว่านั้นการที่อยู่บ้านหลังนี้ ทำให้เธอได้กินเนื้อสัตว์ในทุกๆมื้อ มันเยอะจนแทบจะเบื่อเนื้อกันไปข้าง

เสี่ยวผิงรู้ดีว่าเนื้อสัตว์นั้นเป็นความฝันของคนหลายคน มีผู้คนนับไม่ถ้วนมีความฝันอยากจะมีเนื้อสัตว์กินในทุกๆมื้อแบบเธอ

ถ้าเสี่ยวบอกว่ากินเนื้อสัตว์จนเบื่อ บางทีเธออาจจะโดนคนทั้งเกลียดและด่าเธอเลยก็ได้

จริงๆแล้วเธอก็แค่อยากจะออกไปหารายได้พิเศษเพิ่มเติมเท่านั้นเอง

"พี่สามคะ…"

เสียงล้างจานของเสี่ยวผิงหยุดลงชั่วคร่าว

ซูข่านมองไปก็เห็นเสี่ยวผิงทำท่าทางหวาดกลัวและมองมาที่เขา ซูข่านไม่มีทางเลือกจึงต้องพูดปลอบเสี่ยวผิงด้วยน้ำเสียงสบายๆ

"ไม่มีอะไร เธอล้างจานให้เสร็จก่อนก็ได้"

"ค่ะพี่สาม"

เสี่ยวผิงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยหนึ่ง

ตอนแรกเฒ่าหลี่กำลังลุกจะไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้าน แต่หลังจากได้ยินการสนทนาของทั้งสองคนแล้ว เฒ่าหลี่ก็หยุดแผนการนั้นและกลับนั่งอยู่ที่เดิมอย่างเงียบๆ

"เอ้า!! ไหนเฒ่าหลี่บอกจะไปเดินเล่นที่หลังบ้าน?"

ซูข่านมองไปที่เฒ่าหลี่ด้วยสายตาที่สงสัย

ปกติแล้วหลังจากอาหารเย็น เฒ่าหลี่ก็มักจะขอตัวไปเดินเล่นที่หลังบ้านอยู่บ่อยๆ วันไหนที่อากาศดีเขาก็มักจะไปเดินเล่นตามซอกซอยแถวนี้

"วันนี้รู้สึกเหนื่อยหน่ะ"

เฒ่าหลี่ตอบด้วยรอยยิ้ม

เมื่อซูข่านได้ยินเขาก็กลอกตามองบน ตาเฒ่าคนนี้นี่มัน… ซูข่านคิดคำที่จะให้เฒ่าหลี่ตอนนี้ไม่ออก เฒ่าหลี่ดูเหมือนจะอยากได้ยินการพูดคุยกับเสี่ยวผิงด้วย

ไม่นานหลังจากนั้นเสี่ยวผิงก็จัดการล้างจานทุกใบเสร็จ เธอค่อยๆเดินอย่างระมัดระวังมาที่ห้องรับแขกราวกับเป็นลูกสะใภ้ตัวน้อยที่กำลังมีความผิดอยู่

ซูข่ายมองดูก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

"ฮ่าๆๆๆ"

"นั่งลงก่อนลงสิ ฉันไม่ดุที่เธอไปหารายได้เสริมหรอก"

ซูข่านมองไปที่เสี่ยวผิงพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม

"ขอบคุณค่ะพี่สาม"

เมื่อได้ยินคำพูดของซูข่าน เสี่ยวผิงเองก็รู้สึกมีความสุขอย่างมาก เธอรีบก้มหัวโค้งขอบคุณซูข่านด้วยความสง่างาม

จากนั้นเสี่ยวผิงก็นั่งลงตรงด้านหน้าของซูข่าน เผยให้ซูข่านได้เห็นใบหน้าที่งดงามของเธอเต็มที่ ซูข่านเหลือบมองไปที่เสี่ยวผิงตรงหน้าแล้วก็เงียบสักครู่

ความรู้สึกของบรรยากาศในห้องตอนนี้นั้นเป็นกันเองและสบายสุดๆ สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆเกี่ยวกับความมีเมตตาออกมาจากตัวของซูข่าน

มันเป็นบรรยากาศที่ไม่มีความตึงเครียดเลยแม้แต้น้อย

แต่กลับกันบรรยากาศเหล่านี้มันได้สร้างแรงกดดันอะไรบางอย่างให้คนอื่นนอกจากซูข่านต้องยอมจำนน มันเป็นความรู้สึกที่กดดันทางอ้อมโดยไม่ต้องออกแรงพูดอะไรสักคำพูดเดียว

เฒ่าหลี่ที่มองดูทั้งหมดก็รู้สึกแบบนั้นได้

"ข้าคิดไม่ผิดจริงๆ"

เฒ่าหลี่พูดกับตัวเองในใจ

ชายคนนี้แหละคือคนที่ฟ้าได้ประทานมา

หากว่าชายคนนี้ได้เกิดในยุคที่มีสงคราม โอกาสที่เขาจะกลายเป็นขุนพลหรือเจ้าเมืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก ความสามารถเช่นเขาหาได้ยากนักในหมู่บรรดาผู้คน

เฒ่าหลี่มองไปที่ซูข่านและเสี่ยวผิงด้วยความสนใจ