ไม่ว่าซูข่านจะพูดยังไง ซงหมิงเจียงก็ยังยืนยันที่จะอยู่ในบ้านของซูข่านต่อ เขาสามารถไปอยู่กับภรรยาได้ในทุกวันหยุดของเขาอยู่แล้ว
ไม่นานซูข่านก็กินอาหารเช้าเสร็จ เขาได้เดินไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นต่อ
"นี่ครับพี่สาม"
ซงหมิงเจียงได้ยกกาน้ำร้อนมา ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อยและพูดกับซงหมิงเจียงด้วยรอยยิ้ม
"ไปจัดการหาข้าวหาปลากินได้แล้ว เดี๋ยวถ้ามีอะไรฉันจะเรียกนายเอง"
จากนั้นซูข่านก็นำเทใบชาลงในกาน้ำชาลายครามก่อนจะใส่น้ำร้อนตามลงไป กลิ่นหอมของใบชาลอยอบอวลไปทั่วทั้งบ้านของเขา
ทันทีที่ได้กลิ่นชา ร่างกายของซูข่านก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นทีละน้อย น่าเสียดายที่ตอนนี้อากาศข้างนอกยังค่อนข้างหนาวอยู่ ไม่อย่างนั้นก็คงจะไปนั่งจิบชาที่มุมเดิมของเขาแล้ว
ซูข่านเทชาลงในถ้วยแล้วจิบช้าๆ เขาเอนหลังพิงกับเก้าอี้ด้วยความสบาย
จากนั้นซูข่านก็เหมือนจะคิดอะไรออกแล้วก็ลุกขึ้นไปหยิบเทปวิทยุมา ตรงที่เก็บของมีเทปหลายอันวางไว้อยู่ ซูข่านมองดูเทปเหล่านั้นแล้วก็ตัดสินใจเลือกขึ้นมาหนึ่งอันก่อนจะเดินกลับไปใส่เทปในวิทยุ
ไม่นานเสียงของวิทยุได้ดังขึ้น ซูข่านได้เลือกเทปที่บันทึกเสียงของปักกิ่งโอเปร่ามาฟัง เขาหลับตาแล้วก็เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีอันไพเราะ
ซูข่านปล่อยตัวผ่อนคลายไปกับเสียงเพลงและชาแสนอร่อย ซงหมิงเจียงที่จัดการข้าวเช้าเสร็จเข้ามาเห็นก็เดินผ่านไปอย่างเงียบๆ
เวลาได้ผ่านไปประมาณครึ่งเดือน
ซู่เฟิงและเสี่ยวเว่ยได้มาหาซูข่านที่บ้านแต่เช้า ซึ่งมันทำให้ซูข่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"อรุณสวัสดิ์ครับพี่สาม"
ซู่เฟิงและเสี่ยวเว่ยเดินเข้ามาในบ้านและทักทายซูข่านด้วยความเคารพ ถ้าไม่ใช่เพราะงานแต่งงานของซงหมิงเจียง ซูข่านก็ไม่ได้พบเจอกับสองคนนี้อีกเลย
ถ้าไม่รู้จักนิสัยของพี่สามละก็ ทั้งซู่เฟิงและเสี่ยวเว่ยคงคิดว่าถูกพี่สามตัดหางปล่อยวัดไปแล้ว
ห้างคาร์ฟูร์ที่พวกเขาทั้งสองคนดูแลอยู่เปิดมาเกือบจะ 2 ปีเห็นนจะได้ แต่พี่สามกลับไม่ได้ไปเยี่ยมหรือไปดูกิจการของห้างคาร์ฟูร์เลย
ใช้มือข้างเดียวก็สามารถนับครั้งที่พี่สามไปห้างคาร์ฟูร์ได้ด้วยซ้ำ
เรื่องนี้มันทำให้ทั้งซู่เฟิงและเสี่ยวเว่ยกังวลอยู่ไม่น้อย พวกเขาคิดมาเสมอว่าพวกเขาได้ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?
ห้างคาร์ฟูร์เองก็มียอดขายไม่น้อยต่อเดือน แถมการเติบโตก็ดีมากๆด้วยถ้าเทียบกับช่วงแรกที่เปิด ถึงมันจะไม่ได้เติบโตเร็วเท่ากับพวกของพี่จางเฉียงหรือพี่หวางเอ๋อก็เถอะ
"อืม"
ซูข่านชำเหลืองมองทั้งสองคนก่อนจะพูดเบาๆ
"นั่งลงก่อนสิ"
"ขอบคุณมากครับพี่สาม"
ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากันทีหนึ่งก่อนจะพูดขอบคุณซูข่านและนั่งลง
จากนั้นเสี่ยวเว่ยก็หันหน้าไปมองที่ซู่เฟิง ส่วนซู่เฟิงก็พยักหน้าเล็กน้อยให้กับเขา เสี่ยวเว่ยเลยพูดขึ้นมา
"พี่สามครับ พวกเราสองคนมาหาพี่สามเพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องของคาร์ฟูร์ครับ"
ซูข่านไม่ได้ตอบอะไรและมองไปที่เสี่ยวเว่ยด้วยแววตาที่แน่นิ่ง
เมื่อเห็นว่าซูข่านไม่ได้พูดอะไร เสี่ยวเว่ยเลยรู้สึกประหม่าเล็กน้อยและพูดต่ออย่างรวดเร็ว
"เราต้องการเปิดคาร์ฟูร์สาขาที่สองครับ…"
หลังจากพูดเสร็จ ร่างกายของเขาก็ชาไปทั้งตัว เสี่ยวเว่ยมองไปที่ซูข่านด้วยแววตาที่ไม่มั่นใจ เขากลัวที่ซูข่านจะไม่เห็นด้วยกับแผนการครั้งนี้ของเขา
ไม่เพียงแต่เสี่ยวเว่ยที่รู้สึกแบบนั้นคนเดียว ซู่เฟิงเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเสี่ยวเว่ย เขากลัวจะโดนซูข่านปฏิเสธและดุพวกเขาสำหรับความคิดนี้
ในบรรดากิจการของพี่สามที่พวกเขารู้จัก ห้างคาร์ฟูร์นี้เปิดมานานเกือบจะ 2 ปีแล้วอแต่มันก็ไม่ได้เติบโตมากมายอะไรเลยถ้าเทียบกับคนอื่น
ถึงแม้ว่าห้างจะมีการขยายใหญ่กว่าเดิมและมีการเพิ่มสินค้าใหม่ให้หลากหลายเพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายแล้วมันก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
ลองดูร้าน KFC ของพี่หวางเอ๋อและเสี่ยวหู่ดูสิ เห็นว่ามีสาขาเกือบจะ 20 ร้านเข้าไปแล้ว
ไหนจะยังพี่จางเฉียงอีก เขาสามารถติดต่อส่งสินค้าจากทางใต้ไปยังภูมิภาคต่างๆของประเทศได้สบาย แถมตอนนี้จะสร้างโกดังที่มีขนาดหลายร้อยไร่อีก
ไม่เพียงแค่นั้น พี่จางเฉียงยังเปิดโรงแรมฮั่นหยู่เอ็กเพรสที่มีลูกค้าเข้าพักเต็มเกือบตลอดอีกด้วย เห็นว่าพี่จางเฉียงกำลังจะขยายเปิดอีกแห่งในเมืองนี้และก็ยังจะเปิดในเมืองอื่นๆอีก
ขนาดคนแก่ๆอย่างเฒ่าจางก็ยังได้ขยายร้านอาหารวังหลวงเพิ่ม ตอนนี้เปิดทีวีไปช่องไหนก็จะได้ยินเกี่ยวกับชื่อเสียงและรสชาติจากร้านอาหารวังหลวง
ที่หนานจิง ร้านอาหารวังหลวงน่าจะเป็นร้านที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดแล้ว
ขนาดคนจากเมืองข้างๆยังนั่งรถเพื่อมากินอาหารจากร้านวังหลวงเลย ยังไม่รวมลูกค้าจากต่างประเทศอีกนะ
พี่ลู่กั๋วเฉียงถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ที่หนานจิงก็ตาม แต่พี่เขาก็ได้เปิดโรงงานเปิดของตัวเองและส่งมาขายที่ห้างคาร์ฟูร์ตลอดไม่สายขาด ดูเหมือนพี่กั๋วเฉียงจะให้เตรียมพื้นที่สำหรับขายผลิตภัณฑ์ใหม่จากโรงงานด้วย
ถ้าเทียบทุกอย่างกับห้างคาร์ฟูร์ดูสิ ต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย
ซู่เฟิงและเสี่ยวเว่ยไม่รู้จะทำยังไงให้ตามธุรกิจอื่นๆทัน สิ่งที่พวกเขาคิดออกมีเพียงอย่างเดียวคือการเปิดคาร์ฟูร์สาขาที่สอง แต่การสร้างคาร์ฟูร์มันไม่ได้สร้างง่ายๆเหมือนกับร้าน KFC
มันจำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่มากแถมเวลาดำเนินการก็ยาวนานกว่าอีก แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยห้างคาร์ฟูร์จะโดนคนอื่นทิ้งห่างไปไกลกว่านี้
KFC ของพี่หวางเอ๋อและเสี่ยวหู่ก็กำลังจะไปเปิดสาขาที่เผิงเฉิงแล้ว และพวกเขาก็มีโครงการคิดเมนูใหม่ทุกเดือนอีกด้วย
ทุกคนที่ทำงานกับพี่สามกำลังเติบโตเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ทำอะไรให้ห้างคาร์ฟูร์เติบโตแบบนั้นบ้าง บางทีพี่สามอาจจะไม่ต้องการเราสักวันก็ได้…
"เปิดสาขาสอง?"
ซูข่านมองไปที่ทั้งสองคนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยอีกครั้ง
ทำไมทั้งสองคนนี้ถึงมีความคิดที่จะเปิดสาขาสองด้วยล่ะ? ทั้งทีสาขาแรกคนก็เยอะมากๆอยู่แล้ว
"ใช่ครับ พี่สามให้โอกาสพวกเราด้วยนะครับ"
ซู่เฟิงยืนขึ้นและก้มหัวลงเกือบจะ 90 องศา
"ให้โอกาสพวกเราด้วยครับ"
เสี่ยวเว่ยก็ยืนขึ้นและทำแบบเดียวกับซู่เฟิง
"พวกนายมีแผนแล้วอย่างงั้นเหรอ?"
ซูข่านรู้สึกดีใจเล็กๆที่เห็นทั้งสองคนมีความคิดแบบนี้ ในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็มีความคิดแบบเดียวกับนักธุรกิจได้สักที
ก่อนหน้านี้ที่ซูข่านให้ทั้งสองคนไปบริหารห้างคาร์ฟูร์ พวกเขาทั้งสองคนก็ทำงานกันอย่างปกติโดยไม่คิดถึงอนาคตข้างหน้า แน่นอนว่าคนทั่วไปจะย่อมคิดไม่ได้อยู่แล้ว
คนที่ทำงานกับซูข่านส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นคนธรรมดาบ้านๆเท่านั้น พวกเขาไม่เคยทำธุรกิจหรือเห็นอะไรพวกนี้มาก่อน ไม่แปลกหรอกที่ก่อนหน้านี้พวกเขาจะคิดไม่ได้
"ใช่ครับพี่สาม ตอนนี้ห้างคาร์ฟูร์เริ่มอยู่ตัวแล้วครับ ผมคิดว่ามันคงจะเติบโตไปมากกว่านี้แล้วไม่ได้ด้วย มันจะดีกว่าถ้าหากว่าได้เปิดคาร์ฟูร์สาขาที่สองครับ"
เสี่ยวเว่ยพูดพร้อมกับมองซูข่านด้วยแววตาที่มุ่งมั่น
"ใช่ครับพี่สาม ได้โปรดให้โอกาสเราด้วยนะครับ"
ซู่เฟิงพูดต่อ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved