เธอได้อยู่ในสถาบันระดับสูงอย่างมหาวิทยาลัยชิงหวา ผู้คนที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิทั้งนั้น นอกจากเรื่องการเรียนแล้วจ้าวชิงชิงก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นอีกเลย
เพราะว่าที่นี่มันคือมหาวิทยาลัยชิงหวา มันเป็นแหล่งที่รวมสุดยอดของนักเรียนเก่งๆทั่วประเทศอยู่แล้ว การสอบแข่งขันที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความยากอันดับต้นๆ ส่วนใหญ่แล้วมีแต่นักเรียนที่บ้านมีเงินส่งเรียนพิเศษ ไม่ก็ระดับแชมป์ของจังหวัดเท่านั้นที่ได้มาเรียน
ที่นี่มีทั้งพยัคฆ์และมังกรที่ยังหลับไหลอยู่อีกเพียบ คนที่มีพ่อแม่เป็นชาวนาก็คงไม่กล้าที่จะเปิดเผยตัวตนของพวกเขามาก
ส่วนจ้าวชิงชิงตอนนี้เธอได้มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าพวกแชมป์ระดับจังหวัดหรือลูกคนรวยซะอีก เกือบทุกคนในมหาวิทยาลัยตอนนี้ต้องรู้จักกับเธอ
เวลาที่เธอเดินไปรอบๆมหาวิทยาลัย นักศึกษาก็มักจะชี้เธอและซุบซิบกัน
"นั่นจ้าวชิงชิงใช่ไหม"
"ใช่ๆ เธอเป็นไอดอลของฉันเลย"
คำพูดเหล่านี้มักได้ยินทั่วทุกที่ที่เธอเดินไป โดยพวกเขาไม่รู้อะไรที่อยู่เบื้องหลังของเธอเลย
สิ่งที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ได้ เป็นเพราะชายที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้
เขาเป็นคนที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ เขาเป็นคนที่ทำให้เธอดูดีในสายตาของคนอื่น
เขาเองที่มอบเงินบริจาคให้กับมหาวิทยาลัย 2 ล้าน เขาเป็นคนที่จัดการประกวดระดับประเทศ
สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกทำโดยชายคนนี้ทั้งนั้น แต่คนในมหาวิทยาลัยต่างคิดว่าจ้าวชิงชิงมีส่วนร่วมทั้งหมด เธอเป็นคนที่ทำเพื่อมหาวิทยาลัยชิงหวาอย่างแท้จริง
"เรื่องเล็กน้อยเอง"
ซูข่านส่ายหัวเบาๆและยิ้ม
"ไม่ค่ะ"
จ้าวชิงชิงพูดอย่างจริงจัง
"สำหรับฉันแล้ว ทุกอย่างๆที่ฉันได้รับตอนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สามฉันก็คงเป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆเท่านั้น"
"ตอนนี้ฉันกำลังจะได้รางวัลนักเรียนดีเด่นจากมหาวิทยาลัยอีก"
สำหรับใบเบิกทางในการสมัครงานแล้ว รางวัลนักเรียนดีเด่นนี่สำคัญกว่าเกียรตินิยมซะอีก บริษัทชั้นนำต่างๆให้ความสำคัญกับรางวัลนี้มากกว่าผลการเรียนด้วย
มันเป็นใบเบิกทางที่จ้าวชิงชิงกำลังจะได้รับโดยเธอไม่ได้ทำอะไรเลย
ซูข่านมองไปที่จ้าวชิงชิงแล้วก็ยิ้มที่มุมปาก เขากำลังคิดถึงอนาคตของหญิงคนนี้ที่จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
จ้าวชิงชิงครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
"นอกจากขอบคุณพี่สามแล้ว ฉันก็อยากได้คำแนะนำเล็กน้อยจากพี่สามเช่นกัน"
"อะไรล่ะ?"
ซูข่านถามด้วยความสงสัย
จ้าวชิงชิงทำสายตาไม่ค่อยมั่นใจก่อนจะพูดกับซูข่าน
"ฉันอยากจะรู้ว่า หลังจากที่ฉันเรียนจบไปแล้ว ฉันควรจะเป็นครูเพื่อสอนตามโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยดี หรือว่าฉันควรจะสมัครงานในบริษัทหรือราชการดี"
ดวงตาของจ้าวชิงชิงกระพิบอย่างมีความหวัง ซูข่านก็ได้คิดถึงอาชีพที่เธอน่าจะทำได้ในอนาคต
ปัจจุบันตอนนี้เธอยังไม่มีประสบการณ์มากมายในการทำงาน เธอยังผ่านโลกมาไม่เยอะ
"หลังจากที่เธอเรียนจบแล้ว เธอก็สามารถหางานทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นครูหรือจะเป็นพนักงานทั่วไปมันก็ดีทั้งสองแบบ แต่คนที่เชี่ยวชาญด้านวิชาการมักจะได้การเลื่อนตำแหน่งที่เร็วกว่า"
"คนที่เรียนจบสูงกว่าเธอมีนิดเดียวเองในสังคมตอนนี้ การที่จะก้าวนำไปอยู่จุดเดียวกับพวกเขาได้ก็คือการศึกษาที่มากขึ้น"
ในยุคหลังปี 2000 อาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยชิงหวาหรือมหาวิทยาลับปักกิ่ง พวกเขาจะได้รับเงินเดือนต่อปีประมาณ 300,000-400,000 หยวนเท่านั้น หากว่าไปทำงานในบริษัทหัวเว่ย หรือบริษัทที่มียอดขายทางการตลาดสูงอาจจะได้ประมาณล้านหยวนๆทุกปีเลยก็ได
ต้องบอกว่าการศึกษาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ใช้ในการทำงาน แต่การศึกษาก็เป็นพื้นฐานที่ดีต่อการทำงาน หลายต่อหลายคนได้ให้ความสำคัญกับพื้นฐานอันนี้จนได้ดิบได้ดี
เป็นเรื่องยากในหลายครอบครัวที่จะมีปัญญาส่งลูกของตัวเองได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี
แต่แนวคิดแปลกๆนี้ก็ได้เริ่มแพร่หลายในชนบทของประเทศจีนแล้ว ทำไมต้องไปให้เด็กไปสอบแข่งขันกับคนอื่นด้วย แค่เรื่องเรียนทำไมต้องเขี่ยวเค็ญให้พวกเขาไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป
สิ่งที่พวกเขาควรจะทำจริงๆคือการปล่อยลูกของพวกเขาให้เติบโตเอง ให้พวกเขามีความสุขตั้งแต่ในวัยเด็ก ไม่จำเป็นต้องส่งให้เรียนสูงขนาดต้องเอาบ้านไปขายก็ได้ แต่พวกเขาจะกล้าทำตามที่ซูข่านคิดไว้ไหมล่ะ
ซูข่านรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เรียนจบแล้วเป็นยังไงต่างจากเรียนไม่ตบตรงไหน? ไม่ว่าจะเป็นครูหรือจะไปเป็นราชการก็สามารถทำได้ทั้งคู่ เพียงแต่ใช้เวลาไม่เท่ากันแค่นั้นเอง
จ้าวชิงชิงตกตะลึงกับแนวคิดของซูข่าน เธอไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย เธอถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าให้เรียนสูงๆจะได้มีงานดีๆทำ ในปัจจุบันคนที่เรียนไม่จบแล้วยิ่งใหญ่มีอยู่ทั่วไปหมด
ยกตัวอย่างก็เช่นพี่สามตรงหน้าเธอตอนนี้ เขาไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยแต่กลับมีบ้านหลังใหญ่โตกว่าพวกที่ทำงานมาแล้วเป็นสิบปีซะอีก
ฉันเคยเห็นคนที่นั่งอ่านหนังสือริมแม่น้ำอยู่ เขาพยายามในการสอบเข้ามหาวิยาลัยหลายต่อหลายครั้ง เขาได้สอบตกมาหลายปี ถ้าว่าปีนี้เขาสอบติดก็โชคดีไป แต่ตอนที่เขาเรียนจบแล้ว ที่ไหนจะรับเขาเข้าทำงานบ้าง
"ตามสถานการณ์ปัจจุบันของเธอ เธอลองไปคุยกับอธิบดีของมหาวิทยาลัยดูก่อน เธอลองยื่นข้อเสนอเป็นอาจารยที่นี่พร้อมกับเรียนต่อปริญญาโทไปด้วยสิ"
ซูข่านแนะนำ
จ้าวชิงชิงพยักหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนกับลูกแมวน้อยที่กำลังเชื่อฟังเจ้านายของมันอยู่ ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นอีกเล็กน้อย
จากนั้นจ้าวชิงชิงก็ได้ถามกับซูข่านด้วยความคาดหวังอีกว่า
"พี่สาม ตอนนี้ฉันกำลังเรียนกับอาจารย์หลี่อยู่ ถ้าฉันว่างให้ฉันมาที่นี่ได้ไหม?"
ซูข่านเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ เป็นเรื่องปกติที่จ้าวชิงชิงต้องขออนุญาติกับเจ้าของบ้าน ถ้าแม้ว่าเฒ่าหลี่จะอยากสอนแค่ไหน แต่ถ้าซูข่านไม่อนุญาติจ้าวชิงชิงก็ไม่มีสิทธิมาที่นี่
ตอนนี้จ้าวชิงชิงกำลังสนใจในเรื่องของเก่ามาก ไม่รู้ว่าสนใจในของเก่าหรือตัวซูข่านมากกว่ากัน
แต่ถ้าถามหวางรุยเพื่อนของเธอละก็…คำตอบก็น่าจะรู้ๆกันอยู่
"ได้สิ เธอสามารถมาที่นี่ได้ตลอดเวลาเลย หรือจะทำอะไรก็มาทำที่นี่ได้ด้วย"
ซูข่านตอบพร้อมกับหัวเราะ
"จริงเหรอคะพี่สาม พี่สามใจที่สุดเลย"
จ้าวชิงชิงมองไปที่ซูข่านด้วยความตื่นเต้น หัวใจของเธอรู้สึกโล่งไปหมด
เธอสามารถมาเรียนกับอาจารย์หลี่ได้ทุกเวลาเลย แถมยังได้เจอพี่สามอีกด้วย
ระหว่างที่จ้าวชิงชิงกำลังคิดอยู่ เธอก็ได้เผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เธอได้คิดถึงใบหน้าของซูข่านที่กำลังยิ้มให้เธอระหว่างเดินมาที่สวนหลังบ้านจากมุมน้ำชาของเขา
ทันใดนั้นเองหน้าของจ้าวชิงชิงก็ได้แดงก่ำ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved