ตอนที่ 234

"หากว่าบริษัทเหล่านี้เริ่มทำการขายหุ้นก็ดำเนินการซื้อได้เลย ถ้าพวกเขาเริ่มจดทะเบียนแสดงว่าพวกเขาเริ่มมีความต้องการทางเงินเพิ่มขึ้น"

"นอกจากบริษัทที่เพิ่งเริ่มจดทะเบียน บางบริษัทก็ได้จดขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพทั้งนั้น ลองติดต่ออัดฉีดเงินทุนพวกเขาดู"

"เอ่อ"

หลี่เสว่เอ๋อตะลึงไปชั่วขณะกับคำสั่งมากมายของจางหม่าน

จางหม่านเองก็ยิ้มและสั่งต่อ

"จำเอาไว้ด้วย เงินที่จดทะเบียน 50 ล้าน นอกจากต้องค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายรายเดือนแล้ว ต้องแบ่งมาลงทุนในบริษัทเหล่านี้อีกด้วย"

"ค่ะ"

หลี่เสว่เอ๋อสูดหายใจเข้าลึกๆและถามไปยังจางหม่านด้วยความสงสัย

"ถ้าหากว่าใช้เงินหมด เจ้านายจะว่าไหมคะ?"

จางหม่านได้คิดถึงซูข่านแล้วเธอก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจพร้อมกับตอบหลี่เสว่เอ๋อ

"เจ้านายไม่ว่าเธอแน่นอน"

หลังจากได้ยินคำตอบของจางหม่าน หลี่เสว่เอ๋อก็ได้หัวเราะออกมาเบาๆ

เจ้านายคนนี้ใจถึงจริงๆเลย เขายอมให้ลูกน้องใช้เงินหมดตั้ง 50 ล้านได้ยังไงกัน

เจ้าของบริษัทแบบนี้มีด้วยเหรอ?

ขนาดเจ้าของบริษัทใหญ่ๆในอเมริกาหรือพวกผู้บริหารทั้งหลาย พวกเขาเกือบทุกคนต่างคิดนโนบายเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด

แต่เจ้านายของบริษัทว่านเซี่ยงกลับบอกให้ใช้เงินตามใจได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เขาวางเอาไว้ ถึงขนาดไม่สนใจเงิน 50 ล้านเลยอย่างงั้นเหรอ?

จางหม่านเห็นรอยยิ้มของหลี่เสว่เอ๋อเธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา

"นี่แหละเจ้านายของพวกเรา"

เจ้านายคนนี้แหละที่ชอบทำอะไรตามอำเภอใจสุดๆ ไหนจะเอาเงิน 100 ล้านไปซื้อหุ้นที่กำลังตกต่ำ ไหนจะเอาเงินทั้งหมดของบริษัทไปลงทุนฟิวเจอร์

พูดก็พูดเถอะ จางหม่านยังไม่เคยเห็นใครใช้เงินเยอะเท่ากับซูข่านมาก่อนในชีวิต

ถึงแม้ว่าเขาจำชอบทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ผลลัพธ์ของการทำตามใจนั้น กลับได้เงินคืนมาจำนวนมหาศาล

ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นใจให้กับเขาทั้งหมด ราวกับว่าเขาเป็นเทพเจ้าที่กำหนดทุกอย่างเอาไว้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ต้องรู้จักกับเทพเจ้าแน่ๆ มันเป็นความสามารถที่น่าอิจฉามากๆ

แล้วไหนจะเรื่องที่มาดินแดนห่างไกลอย่างอเมริกาอีก ตอนนี้มันยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานพวกเราจะต้องอ้าปากค้างอีกแน่ๆ

จากนั้นหลี่เสว่เอ๋อก็ได้พูดขึ้นมา

"ประธานจางคะ คุณซุนเขาต้องการเข้าพบกับประธานจางด้วยค่ะ เห็นว่าเขาต้องการจะคุยเรื่องการลงทุนในประเทศญี่ปุ่นค่ะ"

พวกเธอทั้งสองไม่รู้จักบุคคลนิรนามคนนี้ หลังจากที่พวกเธอได้ลงทุนในไมโครซอร์ฟไป ชื่อเสียงของพวกเธอก็ได้เพิ่มขึ้นมา

ด้วยเงินจำนวนที่พวกเธอได้ลงไปกับไมโครซอร์ฟ ทำให้มูลค่าตลาดของไมโครซอร์ฟได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า มันทำให้คนอื่นๆได้เห็นความมั่งคั่งและทรงพลังของบริษัทเฉียนฟ่าน

นั่นคือสิ่งที่ซูข่านคิดว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ เมื่อพวกเธอมาถึงที่อเมริกาครั้งแรก ไม่มีใครรู้จักกับพวกเธอหรือบริษัทเฉียนฟ่านเลย

แต่การร่วมลงทุนของบริษัทเฉียนฟ่าน ทำให้มันดึงดูดความสนใจของบริษัททั่วประเทศ บริษัทร่วมลงทุนขนาดเล็กและใหญ่ต่างสังเกตุเห็นการลงทุนนี้

เช่นเดียวกันคนที่ชื่อซุน เขาเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการจะลงทุนในประเทศญี่ปุ่น แต่การลงทุนระหว่างประเทศจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ร่วมลงทุนด้วยสักหน่อย

ตอนแรกบริษัทเฉียนฟ่านของหลี่เสว่เอ๋อไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของเขาเลย แต่หลังจากที่เขารู้ข่าวของไมโครซอร์ฟ เขาก็ได้รีบติดต่อมายังหลี่เสว่เอ๋อทันที

เหมือนกับว่าเขาเห็นชื่อบริษัทก็รู้ได้เลยว่าคนสัญชาติอะไรเป็นเจ้าของ

จางหม่านได้คิดถึงคำพูดของหลี่เสว่เอ๋อและก็พูดขึ้นมา

"เขานัดคุยกับเรากี่โมง"

"เที่ยงค่ะ"

หลี่เสว่เอ๋อมองไปยังนาฬิกาแล้วพูด

"เที่ยงเหรอ?"

"เที่ยวบินของฉันจะออกตอนบ่าย 3 ถ้าไปตอนนี้น่าจะยังคุยได้ทันเวลา รีบไปพบเขากันเถอะ"

"ใกล้จะถึงเวลาแล้วด้วย"

จางหม่านพูดพร้อมกับมองไปยังนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา 11.45 น.แล้ว อีกไม่กี่นาทีก็จะถึงเวลานัดหมาย

"ได้ค่ะ สักครู่นะคะ"

หลี่เสว่เอ๋อพยักหน้า แม้ว่าเธอจะกลายเป็นประธานของบริษัทเฉียนฟ่านแล้ว แต่ต่อหน้าจางหม่านเธอก็ยังคงเป็นเลขาอยู่

ผ่านไปไม่กี่นาที

"เขามารอที่ห้องประชุมแล้วค่ะ"

หลี่เสว่เอ๋อได้เดินมาคุยกับจางหม่าน

"ไปกันเถอะ"

จางหม่านลุกขึ้นด้วยความมั่นใจ เธอขยับสูทของเธอให้เข้ารูป ด้วยลักษณะท่าทางของเธอแล้ว เธอเหมือนกับเป็นประธานที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนหลายหมื่นล้านอยู่

ด้วยทรัพย์สินของบริษัทที่มากขนาดนี้ ทำให้จางหม่านมีออร่าพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมาเล็กน้อย แม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ยังมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มูลค่าเยอะขนาดนี้

จางหม่านได้เดินไปที่ห้องประชุมพร้อมกับหลี่เสว่เอ๋อ ทันทีที่เขาห้องประชุมมาเธอได้เห็นชายหนุ่มอายุพอๆกับเธอลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาหา

"สวัสดีครับ"

ชายคนดังกล่าวเดินมาทักทายด้วยความเคารพ

จางหม่านมองไปยังชายคนนั้นแล้วพยักหน้าให้ เธอเคยได้ยินซูข่านบอกว่าคนพวกนี้จะมีธรรมเนียมการทักทายแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุกเข่าหรือว่ายกมือขึ้นมาไหว้ เป็นต้น

นี่เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของประเทศเขาอย่าดูถูกพวกเขาเด็ดขาด

แน่นอนสำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้เลย ในปัจจุบันหลังจากฟื้นตัวจากสงคราม ประเทศญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาประเทศของพวกเขาอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้าที่จะมายังอเมริกาแห่งนี้เธอจำได้ว่าเคยได้ยินซูข่านพูดถึงชายที่ชื่อ ซุนเจิ้งยี่อยู่ ไม่อย่างงั้นเธอคงไม่เสียเวลามาพบกับชายคนนี้หรอก

เขามีชื่อว่าซุนเหมือนกัน และในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย จะมีคนชื่อนี้อยู่สักกี่คนเชียว

"สวัสดีค่ะคุณซุน"

จางหม่านพูดเบาๆ

จากนั้นเธอมองไปยังผู้ชายที่ชื่อซุนคนนี้ เขาน่าจะเป็นนักเรียนที่เคยมาเรียนที่นี่แน่ๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงพอสมควร

เธอได้ยินสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของเขาแล้ว ไม่มีความผิดพลาดหรืออะไรเลยแม้แต่น้อย

จางหม่านได้ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้

"ผมซุนเจิ้งยี่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

ซุนเจิ้งยี่ยิ้มและแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"ประธานจาง ประธานหลี่ครับ"

"ผมกำลังจะทำการลงทุนบริษัทในประเทศญี่ปุ่น โปรดให้เวลาผมสัก 20 นาทีในการแนะนำ"