ตอนที่ 256

ซงหมิงเจียงได้ยินซูข่านอุทานออกมา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมาเช่นกัน ตอนที่ได้โทรเลขนี้มาเขาไม่ได้เปิดอ่านมันเลย เขารีบนำกลับมาและมอบให้กับซูข่านอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นซงหมิงเจียงแสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็น ซูข่านก็เลยพูดด้วยรอยยิ้ม

"ไม่ต้องห่วง ไทเกอร์กับเสี่ยวจุนทำงานได้ดีมากที่นั่น"

ซงหมิงเจียงรู้สึกโล่งใจทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ ทั้งสองคนนั่นเป็นพี่น้องกินนอน ร่วมเป็นร่วมตายกับเขามา ตอนนี้พวกเขาได้ทำงานให้กับเจ้านายใหม่ได้เป็นอย่างดีทำให้ซงหมิงเจียงสบายใจมาก

"ฉันไม่คิดเลยว่าไทเกอร์กับเสี่ยวจุนจะก้าวหน้าเร็วกว่าที่คาดไว้ขนาดนี้"

"หลังจากพี่เขาได้ไปถึงที่พรมแดนแล้ว พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจที่ชายแดนก่อน สินค้าที่พวกเขาเอาไปค่อนข้างตอบโจทย์กับผู้คนที่นั้น ทำให้มีสินค้าขายออกไปเป็นจำนวนมาก"

ซูข่านเล่ารายละเอียดให้ซงหมิงเจียงฟังด้วยรอยยิ้ม

ไทเกอร์และเสี่ยวจุนกับคนอื่นๆ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีประการณ์ในสงครามมาแล้ว และทันทีที่พวกเขาก็ได้ไปถึงที่นั่นทักษะที่พวกเขาได้ฝึกมาก็ได้ใช้ทันที

ที่นั่นได้มีเจ้าถิ่นที่ขายของแต่แรกมาพยายามขับไล่พวกไทเกอร์กับเสี่ยวจุน แต่พวกเขาทั้งหมดก็ไม่ยอมทำตามคำสั่งเจ้าถิ่นพวกนั้น

ด้วยความสามารถของไทเกอร์และเสี่ยวจุน รวมถึงอีกคนอื่นๆด้วย พวกเขาได้ไล่เจ้าถิ่นกว่า 20 คนในพื้นที่ตรงนั้นได้ มันทำให้ชื่อเสียงของพวกเขาโด่งดังมากๆที่นั่น

ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับพวกเขาอีกเลยหลังเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

รู้ไหมว่าคนที่อยู่ในบริเวณแถบนั้นจะเป็นคนที่ตัวสูงใหญ่และมีน้ำหนักมาก แต่พวกเขาก็ได้โดนหมัดและลูกเตะของพวกไทเกอร์และเสี่ยวจุนเข้าไป

หลายต่อหลายคนจมูกหัก ที่หน้าตามีรอยฟกซ้ำไปหมด การต่อสู้กับพวกไทเกอร์มือเปล่านี้เหมือนกับการฆ่าตัวตายชัดๆ

หากว่าเป็นพื้นที่สงครามละก็ พวกคนรัฐเซียคงไม่มีชีวิตรอดกันแล้ว แต่การที่ขับไล่ด้วยกำลังก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกัน

มันทำให้พวกเขาไม่กล้ามายุ่งกับพวกไทเกอร์และเสี่ยวจุนอีกเป็นครั้งที่สอง

"ไทเกอร์กับเสี่ยวจุนได้ขายสินค้าหมดไป 3 รอบแล้ว"

ซูข่านเล่าให้ซงหมิงเจียงต่อด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์การต่อสู้อะไรให้ซงหมิงเจียงฟัง

ซูข่านได้อ่านรายละเอียดที่พวกไทเกอร์และเสี่ยวจุนส่งมาต่อ ดูเหมือนว่าที่นั่นจะต้องการพวกขนสัตว์หรือหนังสัตว์เป็นจำนวนมาก ไม่แปลกหรอกก็ที่นั่นมันเมืองหนาวนี่น่า

หนังเสือ หนังหมี หนังหมูป่า ขนแกะ ฯลฯ

ที่ประเทศรัฐเซียนั้นดูเหมือนจะไม่ได้คุ้มครองสัตว์ประเภทนี้ พวกเขาสามารถล่าได้เท่าที่ต้องการ

นอกจากขนสัตว์แล้วดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องการรถแทรกเตอร์อีกด้วย แต่รถแทรกเตอร์นั้นประเทศจีนเองยังไม่สามารถผลิตขึ้นมาเองได้

พวกเราต้องศึกษาเครื่องยนต์หรือพวกกลไกยกของหนักก่อน จากนั้นก็วิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพก่อนจะผลิตออกมาได้

โชคยังดีที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตอนนี้ยังอยู่ในกลางๆ เรียกไม่ได้ว่าเป็นมิตรขนาดนั้น

กว่าจะถึงปี 2019 ที่ความตึงเครียดได้คลายลง หากว่าเริ่มธุรกิจตอนนั้นก็คงจะสายไปแล้ว

การเริ่มธุรกิจที่นั้นในปีนี้มีอะไรที่ต้องเสี่ยงหลายๆอย่าง ไหนจะเรื่องเจ้าถิ่น ไหนจะเรื่องเชื้อชาติอีก

ยังดีที่พวกคนที่ไปเป็นคนที่มีทักษะและประสบการณ์การต่อสู้ ไม่อย่างงั้นก็คงกลายเป็นอาหารหมีแถวนั้นไปแล้ว

ซูข่านไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาหลังจากที่คิดถึงเรื่องนี้ ผู้คนที่นั่นดิบเถื่อนกว่าที่คนทั่วไปคิดไว้เยอะมาก

และผู้คนที่นั่นก็ดื่มเหล้าเฉพาะของประเทศอีก มันมีกลิ่นที่รุนแรงจนขนาดหมีไม่กล้าเข้าใกล้เลย

ไหนจะเรื่องอากาศหนาวที่จะต้องหาฟืนตลอดทั้งปีอีก ต้นไม้ที่นั่นก็สูงใหญ่และตัดได้ลำบาก การทำฟืนด้วยไม้เหล่านี้เป็นอะไรที่ลำบากพอสมควร

"ต้นไม้?"

ทันใดนั้นเองดวงตาของซูข่านก็เบิกกว้างขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น

อากาศของรัฐเซียนั้นจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี ต้นไม้ที่อยู่แถวนั้นก็มักจะเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่และมีอายุมาก ต้นไม้พวกนั้นต้องใช้เวลาไม่รู้ตั้งกี่สิบปีกว่าจะโตได้ขนาดนี้

และเนื้อไม้ของต้นไม้อายุเป็นสิบๆปีจะเป็นยังไงล่ะ? ถึงแม้ว่าจะไม่ขึ้นชื่อว่าเป็นไม้ที่เนื้อดีเท่ากับไม้สักหรือไม้พะยูงก็เถอะ แต่ก็อยู่ระดับที่ใกล้ๆกันได้เลย

ในพวกไม้สักและไม้พะยูงหลายประเทศได้มีกฏหมายห้ามตัดต้นไม้พวกนี้เด็ดขาด ทำให้ราคาของไม้พวกนี้ได้พุ่งสูงมาก โดยเฉพาะเฟอนิเจอร์ที่ทำจากไม้พวกนี้

ลองคิดดูสิโซฟาไม้ธรรมดาทั่วไปอาจจะราคาถึง 100 หยวน แต่ถ้าเป็นไม้สักหรือไม้พะยูงอาจจะสูงถึง 100,000 หยวนเลยก็ได้

แล้วบริษัทที่มีไม้พวกนี้ครอบครองและทำเฟอนิเจอร์ขายจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนขนาดไหน ส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับโรงงานเฟอร์นิเจอร์พวกนี้อาจจะสูงถึงพันล้าน ไม่สิแสนล้านเลยก็ได้

ช่างฝีมือที่จะมาทำเฟอร์นิเจอร์ด้วยไม้พวกนี้ก็หาได้ยากพอๆกับไม้นั่นแหละ ส่วนใหญ่แล้วเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆอาจจะต้องใช้ช่างฝีมือสัก 2-3 คนเลยทีเดียว

และช่างฝีมือพวกนี้ก็มักจะเป็นคนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฒ่าหลี่กันทั้งนั้น

"หมิงเจียงนายไปตามเจียงเฝิงมา"

ซูข่านหันไปสั่งซงหมิงเจียง

หลังจากที่หยางไท่เฉียนได้เดินทางไปที่เซียงเจียงแล้ว หน้าที่ของหลี่เจียงเฝิงก็ได้หมดลง เขาจึงกลับมาทำงานที่บ้านของซูข่านต่อ

"ครับพี่สาม"

ซงหมิงเจียงพยักหน้าและรีบเดินเข้าไปในตัวบ้านทันที

หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองคนก็ได้เดินมาหาซูข่านที่หน้าบ้าน หลี่เจียงเฝิงได้พูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"พี่สามต้องการให้ผมไปทำอะไรครับ?"

"นายเป็นคนที่ไหน?"

"หลงเจียงครับ"

หลี่เจียงเฝิงรีบตอบอย่างรวดเร็ว

ซูข่านได้ยินก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นคนท้องถิ่นที่นั้น ซูข่านเลยพูดด้วยยิ้ม

"ฉันต้องการให้นายไปที่ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือหน่อย"

"ได้ครับพี่สาม"

หลี่เจียงเฝิงพยักหน้า

ซูข่านเลยพูดต่อว่า

"นายรีบไปสมทบกับพวกไทเกอร์และเสี่ยวจุนที่อยู่ที่นั่น แล้วบอกว่าฉันมีงานเพิ่มให้พวกเขาทำ"

"งานที่ว่าก็คือการไปติดต่อแลกเปลี่ยนไม้จากนั่น ไม่จำเป็นต้องแลกกับเงินก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร หรืออะไรก็เอาไปแลกกับไม้ที่นั่นให้หมด"

หลี่เจียงเฝิงตะลึงและถามด้วยความสงสัย

"พี่สามจะเอาไม้จากที่นั่นมาทำอะไรครับ ที่หนานจิงก็มีไม้ให้พี่สามเยอะแยะเลย"

ซูข่านหัวเราะเล็กน้อยและตอบหลี่เจียงเฝิง

"ไม้ที่นั่นมีเนื้อไม้ที่ดีกว่าที่นี่มาก ไปรวบรวมมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอ จากนั้นก็ส่งเข้ามาในประเทศจีนได้เลย"

"ไปเช่าสถานที่แถวนั้นเพื่อทำโกดังเก็บไม้ไว้ก็ได้ หากว่าที่ไม่พอก็เช่าเพิ่มไปอีก แล้วที่สำคัญเลยเอาไม้พวกนั้นแช่น้ำไว้ให้หมดเลยนะ"

ไม้ที่จะนำเข้ามาจากรัฐเซียถ้าเป็นไม้ที่ตัดไม้สดๆแล้วแช่น้ำ จะเป็นอะไรที่ดีมากๆสำหรับไม้พวกนี้

คนสมัยก่อนเองก็ชอบสร้างบ้านที่ทำจากไม้ แล้วก็ยังเฟอร์นิเจอร์อีก ซึ่งไม้ที่พวกเขาเอามาทำก็ล้วนแล้วแต่แช่น้ำมาทั้งสิ้น

"พี่สามจะสร้างโรงงานไม้เหรอครับ?"

ซงหมิงเจียงถามด้วยความประหลาดใจ