ตอนที่ 208

สูเจิ้งเหมารู้ว่าซูข่านไม่ได้พูดเล่นเรื่องเงิน หาก 500 ไม่พอก็ 1,000 ล้าน หาก 1,000 ล้านไม่พอก็ 2,000 ล้าน

คุณซูสามารถทำแบบนี้ได้จริงๆ

ในการมาที่เซียงเจียงครั้งแรก เขาได้นำเงินมาให้ไปแลกไม่กี่หมื่นดอลล่าห์ฮ่องกงเท่านั้น จากนั้นในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว เขาก็ขายหยกจักรพรรดิจนได้เงินมาหลายล้าน

ส่วนเงินหลายล้านนั้นของคุณซู ก็ได้นำไปเล่นหุ้นจนได้มาเป็นสิบๆล้าน จากนั้นเขาก็ไปเลเวอเรจจนกลายเป็นร้อยๆล้าน เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

และตอนนี้ได้ผ่านมาแล้วกว่า 6 เดือน คุณซูสามารถจัดการโอนเงิน 500 ล้านมาให้เราจัดการกับตึกซิงซีได้อย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย นี่เป็นเงินแค่ส่วนเดียวของคุณซูเท่านั้น

หลังจากที่สูเจิ้งได้รับการสั่งสอนจากซูข่านแล้ว ต้าชุนและเหลาหลี่ก็ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย

พวกเขากำลังจะก่อตั้งบริษัททำงานที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ตอนนี้พวกเขาได้จำฝังใจเลยว่า พี่สามที่พวกเขาทำงานด้วยไม่ชอบการทำงานแบบขอไปที หรือโครงการห่วยๆที่กลายเป็นกากเต้าหู้

เรื่องแบบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นในบริษัทของพวกเขา หากว่าเกิดขึ้นแล้วพี่สามรู้เรื่องละก็ บอกได้เลยว่าบริษัทของพวกเขาอาจไปจากโลกนี้ก็ได้

"เจ้านายครับ พวกผมมาแล้ว"

ขณะนั้นก็ได้มีเสียงดังขึ้นข้างนอกประตู

"เจ้านาย?"

ซูข่านขมวดคิ้วเล็กน้อย

สูเจิ้งเหมาเลยอธิบายอย่างรวดเร็ว

"คุณซูครับ ผมได้ใช้ให้คนขับรถไปซื้อวัตถุดิบมา เดี๋ยวผมไปเอาวัตถุดิบมาก่อนนะครับ"

"เดี๋ยวผมไปช่วย"

ซงหมิงเจียงพูดอย่างรวดเร็ว

"ผมด้วย"

ไทเกอร์พูดจบก็เดินจากไป จากนั้นคนในห้องทั้งหมดก็ออกไปข้างนอกและช่วยกันหยิบวัตถุดิบเข้ามา พวกเขาถือกันคนละอย่างสองอย่าง

วัตถุดิบต่างๆไม่ได้ถูกใส่ไว้ในถุงพลาสติก ทุกวันนี้ถุงพลาสติกยังไม่เป็นที่นิยมสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือว่าเนื้อปลา พวกเขาจะใช้เชือกฟางเส้นเล็กๆในการมัดรอบเนื้อและทำให้สามารถถือได้เท่านั้น

บางคนก็นำเนื้อสัตว์ไปใส่ไว้ในไม้ไผ่และขายพร้อมไม้ไผ่เลยก็มี

สำหรับผักและผลไม้ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีตระกร้าใส่ของพวกนี้ไว้เฉพาะ แต่บางคนก็ประยุกต์นำไปใส่กับเนื้อสัตว์ได้แต่ก็ต้องล้างให้ดีเช่นกัน

ที่นี่จะใช้ถุงกระดาษไว้ใส่อาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น

ซูข่านได้มีคนถือเชือกฟางที่ห้อยกับปากของปลาอยู่ด้วย ดูจากปลาแล้วน่าจะสดน่าดู เนื้อของมันแวววาวราวกับกระจก แล้วซูข่านก็ได้กลิ่นของเนื้อแกะอีกต่างหาก น่าจะเป็นแกะของเผิงเฉิง

ในเมืองเผิงเฉิงถึงจะมีโรงงานเยอะก็จริงแต่รอบๆนั้นก็เต็มไปด้วยทุ่งเลี้ยงแพะจำนวนมาก เนื้อแพะที่ถือมาด้วยคงสดน่าดู ไม่อย่างงั้นเขาคงไม่ได้กลิ่นคาวเลือดแพะแน่ๆ

หากเป็นที่หนานจิงพวกเขาคงไม่สามารถหาอาหารที่สดๆแบบนี้ได้

คนในมณฑลกวางตุ้งให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารที่สดใหม่มาก วัตถุดิบที่เพิ่งซื้อมาตอนเย็นก็อาจถูกฆ่าเมื่อตอนบ่ายก็เป็นได้

แต่การที่จะซื้อวัตถุดิบที่สดขนาดนี้ได้ แสดงว่าสูเจิ้งเหมาก็เป็นคนที่มีเส้นสายพอสมควร เพียงแค่เขาใช้คนขับรถไปซื้อ พวกเขาก็ได้วัตถุดิบที่ดีขนาดนี้มาแล้ว ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

"พี่สามครับ เดี๋ยวพวกผมไปทำอาหารกวางตุ้งกันก่อนนะครับ"

ลู่กั๋วเฉียงได้พูดอย่างรวดเร็ว

"ไปเถอะ"

ซูข่านโบกมือไล่ ตอนนี้เกือบจะ 6 โมงเย็นแล้ว น่าจะใช้เวลาสักพักกว่าจะจัดการวัตถุดิบพวกนี้ให้หมด

ซูข่านชอบกินอาหารกวางตุ้งมาก แม่บ้านที่จ้างมาก็เหมือนจะเป็นคนท้องถิ่นที่นี่ด้วย

ระหว่างที่ลู่กั๋วเฉียงไปจัดการเตรียมมื้อเย็น ซูข่านก็ได้นั่งคุยกันต่อสักพัก

"เจ้านายคะ อาหารพร้อมแล้ว"

เสียงแม่บ้านได้ดังมาจากที่ประตู ก่อนหน้านี้ลู่กั๋วเฉียงได้แนะนำแม่บ้านคนนี้ให้กับซูข่านเธอชื่ออาหยาน

"จะไปกินที่ห้องนั่งเล่นหรือจะไปกินในสวนคะ"

"เอาไงดีครับพี่สาม"

ลู่กั๋วเฉียงได้เดินมาที่ประตูและมองไปยังซูข่าน

อากาศช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่เผิงเฉิงนั้นร้อนมาก หากว่าเป็นที่หนานจิงยังคงต้องใส่เสื้อแขนยาวอยู่

ในห้องนี่ก็ดูอึดอัดไม่ใช่เล่น หากว่ากินข้าวกันในนี่น่าจะขาดอากาศหายใจตายกันไปก่อน

"ในสวนละกัน"

"ได้ครับพี่สาม"

จากนั้นลู่กั๋วเฉียงก็ได้ตะโกนบอกแม่บ้านที่ชื่ออาหยานให้ยกอาหารไปที่สวน

"พวกเราย้ายโต๊ะกับเก้าอี้กันเถอะ"

ต้าชุนและเหลาหลี่ได้มองหน้ากัน จากนั้นพวกเขาก็ยกโต๊ะขนาดใหญ่และเก้าอี้ทั้งหมดในบ้านออกไป

ซูข่านและคนที่เหลือก็เดินตามออกมาที่สวน

ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้ว อากาศเเริ่มจะเย็นขึ้นเล็กน้อย หากว่าเป็นฤดูร้อนที่หนานจิง เวลานี้ก็เหมาะสมที่สุดที่จะวิ่ง มันไม่มีแดดมาเผาผิวให้ไหม้

ซูข่านรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศยามเย็นแบบนี้ มีลมเย็นพัดมาปะทะกับหน้าของเขาเบาๆ มีเสียงของต้นไม้ที่โดนลมพัดพร้อมกลิ่นหอมของดอกลิ้นจี่ที่ถูกปลูกอย่างมากในภาคใต้แห่งนี้

นอกจากนี้แล้ว ท้องฟ้าก็โปร่งใสมาก สามารถมองเห็นดาวได้ มีเสียงแมลงร้องกันระงมที่รอบๆบ้าน

"อ๊บ อ๊บ"

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกบร้องออกมา เสียงนี้หาได้ยากมากในเผิงเฉิงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ได้หายไปพร้อมกับการมาของความเจริญ

ซูข่านรู้สึกชอบบรรยากาศแบบนี้เป็นพิเศษ เขาใช้ชีวิตในเมืองมาตลอด การได้มาซึมซับกับธรรมชาติแบบนี้ทำให้ซูข่านรู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการกลับมาจากเซียงเจียง ที่นั่นเป็นเมืองที่มีตึกคอนกรึตอยู่ทั่วทุกมุม ไหนจะเทคโนโยลีอีก

จากนั้นก็มีกลิ่นหอมอบอวลลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ซูข่านได้มองไปตามกลิ่นก็เห็นว่าลู่กั๋วเฉียงกับแม่บ้านอาหยานได้ถืออาหารออกมาเสริฟ

อาหารที่ยกมาน่ากินมากๆ มีเนื้อแกะกับไข่กวนใส่มะเขือเทศอยู่หนึ่งจาน จานข้างๆก็เป็นเนื้อที่ผัดกับผักใบเขียวใส่กระเทียม และสุดท้ายเป็นซุปที่มีปลาตัวใหญ่ทั้งตัว

ซูข่านได้กลิ่นก็รู้ได้เลยว่าซุปจานนี้ต้องมีรสชาติที่เข้มข้นมาก น้ำซุปที่อยู่ด้านในก็ถูกเคี่ยวจนมันวาว

ลู่กั๋วเฉียงได้วางจานและตะเกียบบนโต๊ะ จากนั้นเขาก็ถ้วยใบหนึ่งส่งให้กับซูข่านและพูดว่า

"พี่สามต้องลองซุปฝีมือผม"

ซูข่านหยิบถ้วยนั้นขึ้นมาดู สีของน้ำซุปน้ำมีสีนวลที่ดูเข้มข้นมาก เนื้อปลาก็เป็นสีขาวเด้งอยู่ข้างใน

เขาได้หยิบช้อนขึ้นมาตักเนื้อปลาพร้อมน้ำซุปก่อนจะเป่ามัน 2-3 ที และกินเบาๆ

"หื้ม"

ทันทีที่น้ำซุปโดนลิ้นของซูข่าน ตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที นี่มันซุปปลาคาร์ฟไม้กางเขน

ไม่มีรสชาติคาวในน้ำซุปเลยแม้แต่น้อย เต็มไปรสความอร่อยล้วนๆ เนื้อปลาก็สดราวกับว่ายังมันว่ายน้ำอยู่

มันมีกลิ่นที่หอมอีกอย่างหนึ่งด้วย น่าจะเป็นขิง

ส่วนความหวานของน้ำซุปก็ไม่น่ามาจากน้ำตาล มันเป็นรสชาติของวัตถุดิบที่ถูกเคี่ยวด้วยความร้อนที่พอดี

"อร่อยดี"

ซูข่านพูดด้วยรอยยิ้ม