ตอนที่ 312

ที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้งานแถบชานเมืองนี่มีราคาถูกมากๆ 1 ตารางเมตรบางเมืองยังมีราคาถูกกว่ากะหล่ำปลีหัวหนึ่งอีก

"จริงๆมีพวกนายทุนยินดีที่จะซื้อที่ดินตรงนี้ให้พวกเราครับ แต่ผมก็ได้ปฏิเสธไปแล้วซื้อที่ดินด้วยตัวเอง"

สูเจิ้งเหมาตอบซูข่าน

"ใช่ครับ ที่ดินแถวนี้ราคาไม่แพงอย่างคิดเลย ไม่แปลกที่พวกนายทุนจะอยากซื้อให้พวกเรา"

"ราคาน่าจะอยู่ที่ประมาณไร่ละ 200 หยวนครับ"

เรื่องการซื้อที่ดินนั้น ซูข่านได้กำชับไว้เป็นเป็นพิเศษ

สูเจิ้งเหมาและต้าเฟยต้องจัดการซื้อที่ดินเป็นบริเวณกว้างในการสร้างตึกที่สูงอย่างนี้ ถึงมีว่าจะมีนายทุนมาเสนอที่ดินฟรีให้แต่ซูข่านก็ไม่ต้องการ

พวกนั้นเห็นว่าซูข่านขาดแคลนเงินรึยังไง?

ซูข่านได้บอกให้สูเจิ้งเหมาจัดการซื้อที่ดินด้วยตัวเองซะ ตัวซูข่านไม่อยากจะมีปัญหากับพวกนายทุนสักเท่าไหร่

เขารู้ดีว่าพื้นที่ตรงนี้จะเป็นยังไงในอนาคต แล้วยิ่งถ้าที่ดินตรงนี้ได้มาอย่างถูกกฏหมายทุกอย่าง ในอนาคตก็จะไม่มีปัญหาตามมาให้ปวดหัวอีก

เรื่องพวกนี้คือสิ่งที่ซูข่านต้องการจะทำเป็นอันดับแรกๆด้วยซ้ำ ตึกที่จะสร้างต้องมีประวัติที่ขาวสะอาด เจ้าของตึกที่ไปโกงเขาได้มาก็มีแต่จะเป็นขี้ปากชาวบ้านเอา

ซูข่านไม่อยากให้เขาต้องเป็นแบบคนพวกนั้น เพราะมันไม่ใช่เพียงซูข่านคนเดียวที่เสียชื่อเสียง แต่ตระกูลซูของเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนโกงทั้งตระกูล

ทุกอย่างที่จะทำต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าเสมอ แล้วยิ่งถ้าข่าวพวกนี้ไปอยู่ในยุคอินเตอร์เน็ตละก็…

ไม่อยากจะคิดเลยว่าชื่อเสียงของตึกที่โกงคนอื่นมาจะเป็นยังไง

แถมที่ดินเองราคามันไม่ได้สูงอะไรมากเลย มันถูกซะยิ่งกว่าถูกอีก

ไร่ละ 200 หยวน ลองคิดดูสิถ้าตีเป็นตารางเมตร ที่ดินตรงนี้ยังมีมูลค่าน้อยกว่ากะหล่ำปลีซะอีก

ซูข่านพยักหน้าเล็กน้อย

สูเจิ้งเหมาก็ได้พูดต่อ

"ผมเลยได้ซื้อที่แถบนี้ทั้งหมดประมาณ 200 ไร่ครับ นอกจากตึกสูงเฉียดฟ้าแล้ว รอบๆตึกเองก็น่าจะมีพื้นมากพอที่จะสร้างเขตเมืองเล็กๆได้เลย"

200 ไร่!!

ซูข่านมองไปที่สูเจิ้งเหมา ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อยและมีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก

ถ้ามีคนบอกว่าได้ซื้อบ้านที่เซี่ยงไฮ้มา หลายคนจะยกย่องให้คนที่ซื้อบ้านนั้นประสบความสำเร็จในชีวิตไปแล้ว ต้องบอกก่อนว่าบ้านหลังหนึ่งในเซี่ยงไฮ้นั้นราคาสูงมาก

แล้วลองคิดดูสิ ถ้าปล่อยเช่าที่ดิน 200 ไร่ในเซี่ยงไฮ้ ปีๆหนึ่งจะได้เงินเท่าไหร่กัน

ที่ดินเหล่านี้จะเป็นที่ดินที่มูลค่าสูงติดอันดับต้นๆของประเทศ นอกจากจะมีตึกที่สูงเฉียดฟ้าซึ่งน่าจะเปิดให้เช่าทำสำนักงานแล้ว รอบๆแถวนี้ก็น่าจะมีที่อยู่อาศัยหรือร้านค้าระดับไฮเอนท์อีก

ซูข่านคิดถึงเรื่องพวกนี้ก็เริ่มยิ้มกว้างออกมาเรื่อยๆ เขายังจำได้ดีเลยในชีวิตก่อนหน้านี้ของเขา มีครั้งหนึ่งที่เขาเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องมูลค่าที่ดินของเซี่ยงไฮ้

บทความนั้นได้บอกว่า มูลค่าของที่ดินในเซี่ยงไฮ้เมืองเดียว สามารถซื้อประเทศเล็กๆประเทศหนึ่งได้เลย

แค่นี้ก็น่าจะรู้แล้วนะว่าทองคำแท่ง 1 อันยังไม่สามารถซื้อ 1 ตารางเมตรได้นั้นคือเรื่องจริง

ในตอนนั้นเขาได้แต่ฝันลมๆแล้งๆว่าอยากจะมีที่ดินในเซี่ยงไฮ้สัก 1 ไร่ไว้ขาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนมันจะเกินความฝันไปไกลเลยทีเดียว

ที่ดินของ 200 ไร่ในเซี่ยงไฮ้จะมีมูลค่าเท่าไหร่กัน แน่นอนมันจะต้องมากกว่าหมื่นล้านแน่ๆ เช่นเดียวกันกับที่ดินบริเวณรอบๆตึกซิงซีในเผิงเฉิง ที่ดินแถวนั้นก็จะมีมูลค่าสูงไม่แตกต่างกัน

แต่มันก็ยังน้อยกว่าในเซี่ยงไฮ้อยู่ดี ฉะนั้นในเมืองเผิงเฉิงค่อยดำเนินการที่หลังก็ยังได้ ซูข่านไม่ได้รีบร้อนขนาดนั้น

"ไปดูรอบๆกัน"

ซูข่านพยักหน้าและเดินต่อไปบนถนนลูกรัง

เขาไม่สนใจกับที่บริเวณที่เป็นถนนลูกรังสักเท่าไหร่ นี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ตามเมืองต่างๆทั่วประเทศ แม้กระทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้เองเมื่อก่อนก็ยังเต็มไปด้วยถนนลูกรัง

โครงสร้างพื้นฐานของประเทศจีนอยู่ในช่วงกำลังเติบโต

การก่อสร้างถนนที่ยังไม่มีคนสัญจรสักเท่าไหร่จึงเป็นตัวเลือกอันดับท้ายๆ อุปกรณ์ในการสร้าง แรงงาน งบประมาณ ตอนนี้ทุกอย่างมันยังไม่เอื้ออำนวยให้มีถนนได้ทุกที่

แต่ในไม่กี่ปี เดี๋ยวทุกอย่างก็จะเรียบร้อยดีเอง

ซูข่านไปเดินต่อไปเรื่อยๆและมองทิวทัศน์รอบๆ ซึ่งแน่นอนเขาเห็นแต่ป่าที่รกรุงรังเต็มไปหมด ระหว่างที่เดินอยู่นั้นซูข่านก็เห็นเขตก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่มาก

พื้นที่ก่อสร้างนั้นมันใหญ่กว่าตึกของไล้อ้อนกรุ๊ปอีก

ภาพที่เขาเห็นตรงหน้าก็เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังทำงานกันอย่างวุ่นวาย มีฝุ่นคลุ้งทั่วไปหมดบริเวณรอบๆ ซูข่านเห็นแบบนี้แล้วก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ดูเหมือนว่าสูเจิ้งเหมากับต้าเฟยจะทำทุกอย่างได้รวดเร็วมาก

หลังจากที่ซูข่านได้บอกให้สองคนนี้ร่วมมือกันในสร้างตึกในเซี่ยงไฮ้ พวกเขาทั้งสองคนน่าจะทำงานกันไม่มีวันหยุดเลย

นี่ขนาดผ่านมาได้ไม่เท่าไหร่ ดูเหมือนจะเริ่มเห็นโครงสร้างคร่าวๆของตึกแล้ว

ถ้าทุกอย่างดำเนินการด้วยความเร็วระดับนี้ไปเรื่อยๆ บางทีอาจจะได้เห็นตึกจงฮงเสร็จในเวลาไม่กี่ปี

"เหลาหลี่!!"

ซูข่านตะโกนไปด้านหลังเสียงดัง

เมื่อสูเจิ้งเหมาและต้าเฟยได้ยินซูข่านตะโกนเรียก พวกเขาทั้งสองก็มองไปยังทิศเดียวกับที่ซูข่านตะโกน จากนั้นก็มีผู้ชายผิวคล้ำรีบวิ่งมาหาซูข่าน

"ครับพี่สาม"

เหลาหลี่รีบมาหาซูข่านด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่ซูข่านได้ให้โอกาสครั้งใหม่กับเขา ดูเหมือนว่าเหลาหลี่จะไม่อาจระงับความตื่นเต้นได้อีกต่อไปแล้ว

สูเจิ้งเหมามองดูก็รู้ได้ทันทีว่าซูข่านกำลังจะทำอะไร

มันน่าจะเหมือนกับที่เผิงเฉิง

ในตอนนั้นคุณซูก็ได้ให้โอกาสเหลาหลี่และต้าชุนในการมีส่วนร่วมในการสร้างตึกซิงซี เขากำลังจะให้โอกาสครั้งที่สองกับสองคนนี้อีกแล้ว

สำหรับสูเจิ้งเหมาแล้วเขาไม่ติดใจอะไรในตัวของเหลาหลี่และต้าชุนเลย พวกเขาทั้งคู่เป็นคนที่ขยันทำงานมากกว่าคนอื่น วิศวกรจากเซียงเจียงเองก็ต่างชื่นชมพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง

ไม่แปลกเลยที่ทำไมทีมงานของพวกเขาถึงทำงานออกมาได้ดี ถ้าผู้นำเป็นยังไงลูกน้องก็มักจะเป็นแบบนั้นเสมอ

ทีมก่อสร้างของทั้งคู่เรียนรู้อะไรต่างๆได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน แถมงานทำออกมาบางคนทำดีกว่าคนสอนซะอีก

"ดีใจที่เห็นเหลาหลี่มากับคุณซูด้วย ถ้ามีเหลาหลี่มาช่วยงานผม น่าจะประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย"

สูเจิ้งเหมาพูดกับเหลาหลี่ด้วยรอยยิ้ม

"หัวหน้าสูครับ"

เหลาหลี่รู้สึกดีใจอย่างมากที่ได้รับคำชม

"ผมแค่ทำในสิ่งที่ผมควรจะทำเท่านั้นเองครับ มันเป็นโอกาสที่พี่สามมอบให้กับผม"

"ถึงแม้ว่าคุณซูจะให้โอกาส แต่พวกเหลาหลี่เองก็ทำหน้าที่ออกมาได้เป็นอย่างดี"

สูเจิ้งเหมายังคงพูดชมเหลาหลี่ต่อไป

ซูข่านได้ยินก็กลอกตามองบนอย่างช่วยไม่ได้ มาชมอะไรกันตอนนี้เนี่ย แต่ถึงซูข่านจะเหนื่อยใจกับภาพตรงหน้าเขา แต่เขาก็รู้สึกดีที่สูเจิ้งเหมายอมรับในตัวของเหลาหลี่และทีมงาน

ไม่คิดเลยว่าสูเจิ้งเหมาเองก็เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน ตั้งแต่เป็นประธานสหพันธ์สิ่งทอกวางตุ้งเนี่ย สูเจิ้งเหมาก็เริ่มมีความคิดแบบผู้บริหารบ้างแล้ว

"ไว้พวกนายค่อยไปคุยกันที่หลังนอกรอบได้ไหม"

ซูข่านพูดด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะหยุดความรู้สึกดีๆตรงนี้ แต่มันก็ไม่ใช่ที่ๆจะมาคุยกัน

"ครับคุณซู"

สูเจิ้งเหมาพูดด้วยความเคารพ

เหลาหลี่เองก็ก้มหัวเล็กน้อยและพูดกับซูข่าน

"ขอบคุณที่ให้โอกาสนี้กับผมครับพี่สาม"