ศิษย์หลายคนที่กำลังดูการประลองถึงกับเงียบกริบไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นส่งเสียงดังสนั่น
พวกเขาคิดถึงสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งเดียวที่ไม่ได้คาดหวังคือสถานการณ์ตรงหน้านี้
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉียนกวงจี๋ลงมือเพียงไม่กี่กระบวนท่าก็หมดสติไปเพราะหนึ่งหมัดของเฉินเฟย
หากเฉินเฟยแทงกระบี่ยาวแทนหมัดนั้น เกรงว่าตอนนี้ร่างกายเฉียนกวงจี๋คงมีรูเพิ่ม
ฟานจงเจิ้งที่ยืนอยู่นอกสนามประลองเดินไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พอเห็นเฉียนกวงจี๋ที่หมดสติอยู่บนพื้น ดวงตาก็เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
เฉียนกวงจี๋แพ้เช่นนี้ เตรียมการไว้มากมายเพื่อกระตุ้นให้เฉินเฟยสู้ สุดท้ายเฉินเฟยออกมาสู้จริง แต่เฉียนกวงจี๋ใช้ได้เพียงไม่กี่กระบวนท่า ไร้สาระสิ้นดี!
วิชากระบี่แยกแสงไม่ได้ผลแม้แต่น้อย เฉินเฟยมองผ่านภาพลวงตาแสงกระบี่เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันกระบวนท่าสังหารของเฉียนกวงจี๋ยังเหมือนกระโดดไปหาที่ตาย
มันกลายเป็นว่าเฉินเฟยบดขยี้เฉียนกวงจี๋อยู่ฝ่ายเดียว
แต่เฉินเฟยเพิ่งทะลวงระดับการฝึกอวัยวะภายใน ส่วนเฉียนกวงจี๋ทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในนานแล้ว นอกจากนี้เขายังฝึกท่าร่างและวิชากระบี่จนเชี่ยวชาญ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแพ้อย่างน่าสมเพช ฟานจงเจิ้งไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย
เฉินเฟยมองผ่านกระบี่แยกแสงและกระบวนท่าสังหารเปลี่ยนร่างเคลื่อนเงาได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร แม้ฟานจงเจิ้งจะสู้กับเฉียนกวงจี๋ด้วยตัวเอง แต่เขาไม่สามารถชนะได้อย่างหมดจดขนาดนี้
“เฉินเฟยชนะ!”
หรวนลู่เทาประกาศอย่างสงบแล้วสบัดมือ ร่างเฉียนกวงจี๋ถูกดึงมาตรงหน้า หลังตรวจสอบอาการบาดเจ็บจึงพบว่าไม่มีอะไรร้ายแรง เฉินเฟยไม่ได้ลงมือฆ่า
หรวนลู่เทาพยักหน้าเล็กน้อยและย้ายเฉียนกวงจี๋ออกจากสนามประลอง
“คนต่อไปเป็นใคร?”
หรวนลู่เทามองทั้งแปดคนที่เหลือด้วยสายตาสนุกสนาน เดิมทีคิดว่าการต่อสู้ในวันนี้คงไม่มีอะไร แต่หมัดของเฉินเฟยกลับทำให้สถานการณ์พลิกผัน
เยว่ผานกระโดดขึ้นสนามประลอง
เยว่ผานมองเฉินเฟยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ความพ่ายแพ้ของเฉียนกวงจี๋ส่งผลต่อจิตใจเยว่ผานไม่น้อย ไม่เพียงแค่เยว่ผานแต่รวมถึงหลันหยุนเฟิงคนอื่น
สิ่งที่พวกเขากังวลในตอนแรกคือ เฉินเฟยจะแพ้เร็วเกินไปจนเสียตำแหน่งศิษย์แท้จริงก่อนถึงรอบของพวกเขา
ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าดี เฉียนกวงจี๋ไม่ได้สร้างบาดแผลให้เฉินเฟย แถมเฉียนกวงจี๋ยังพ่ายแพ้เฉินเฟยราวกับเขาอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูก
สุดท้ายพวกเขาเห็นแล้วว่าธนูของเฉินเฟยนั้นเกินจริงแค่ไหน ลูกธนูชนค่ายกลสนามประลองจนทำให้ค่ายกลสั่นเทา เรื่องนี้ทำให้ผู้คนจำขึ้นใจ
“เยว่ผาน โปรดชี้แนะด้วย!” เยว่ผานหายใจเข้าและพูดเสียงทุ้มลึก
“เฉินเฟย โปรดชี้แนะด้วย!” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย
เมื่อเฉินเฟยพูดจบ เยว่ผานรีบวิ่งเข้าหาเฉินเฟยทันที แผนเดิมคือเข้าประชิดตัว หลังจากเห็นพลังของธนูเฉินเฟยแล้ววิธีสู้นี้ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง
เพียงแค่เฉินเฟยสู้ระยะประชิดเก่งเช่นกัน แต่ตอนนี้ขี่หลังเสือแล้วลงยาก[1]
“ตู้ม!”
เฉินเฟยมองเยว่ผานอย่างสงบ สายธนูสั่นเทา ลูกธนูพุ่งไปหาเยว่ผาน
เยว่ผานเอนตัวหลบลูกธนูสองดอก แต่เขาไม่มีเวลาหลบดอกที่สามจึงต้องใช้กระบี่ยาวป้องกัน
“ปัง!”
เสียงกระแทกดังขึ้น ใบหน้าเยว่ผานซีดลง ร่างกายโดนโจมตีจนต้องหยุดนิ่ง แม้ประเมินพลังลูกธนูของเฉินเฟยไว้สูงแล้ว แต่พอได้รับของจริงจึงตระหนักได้ว่ายังประเมินต่ำเกินไป
เยว่ผานเงยหน้าขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ตรงหน้ามีลูกธนูอีกหลายดอกพุ่งเข้ามา แต่เพราะลูกธนูดอกเมื่อครู่ทำให้ร่างเยว่ผานขยับไม่ได้ เขาได้แต่รับมันโดยตรง
“ปังปังปัง!”
เสียงกระแทกสามครั้งดังขึ้น ร่างเยว่ผานถอยหลังอย่างควบคุมไม่ได้ ปากเสือที่จับกระบี่ฉีกแตกจนเลือดไหล
ทั้งแขนชาไปหมด หน้าอกยังถูกดันด้วยแรงมหาศาลจนเหมือนมีก้อนหินขนาดใหญ่ทับอยู่ ใบหน้าเยว่ผานเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ
“ปัง!”
ลูกธนูอีกดอกหนึ่งพุ่งเข้ามา เยว่ผานพยายามป้องกันอย่างเต็มที่ แต่แรงมหาศาลดันแขนกระแทกเข้าหน้าอกโดยตรง
“พรู่ด!”
สุดท้ายก็กระอั่กเลือดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ใบหน้าเยว่ผานเปลี่ยนจากแดงเป็นซีดขาว พละกำลังในร่างกายถูกทำลายด้วยลูกธนูดอกนี้ จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งลมหายใจในการฟื้นตัว
แต่เวลาหนึ่งลมหายใจมากพอให้เฉินเฟยจะยิงอีกหลายดอก ในเวลานี้เยว่ผานเป็นเพียงหมูที่รอโดนเชือด
“ตู้ม!”
ลูกธนูกระทบเท้าเยว่ผาน พลังมหาศาลกระแทกพื้นจนเกิดหลุมลึก เห็นแบบนี้แล้วนึกว่าเป็นปืนใหญ่เสียอีก ศิษย์ภายในที่อ่อนแอรอบด้านกว่าถึงกับสั่นสะท้าน
หากลูกธนูดอกนั้นตกลงบนหัวพวกเขา แม้พวกเขาจะป้องกันไว้ก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส เว้นแต่จะหลบมันได้
แม้แต่ศิษย์ภายในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นกลางยังขมวดคิ้ว ถ้าเปลี่ยนตรงนั้นเป็นตัวเอง ต่อให้สวมรองเท้าไว้ หากท่าร่างอ่อนด้อยกว่าคงต้องป้องกันอย่างเดียว
แต่ดูจากพลังของลูกธนูกับระดับบ่มเพาะพวกเขา เกรงว่าคงมีไม่กี่คนที่กล้าพูดว่าสามารถป้องกันธนูและพุ่งเข้าหาเฉินเฟยได้
นั่นคือศิษย์แท้จริงที่เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในจริงหรือ? ต่อให้เป็นศิษย์แท้จริง แต่ฝีมือแบบนี้จะโหดเกินไปไหม
แรงสะเทือนเกือบทำให้เยว่ผานล้มลง แต่สุดท้ายก็ทรงตัวเอาไว้ได้
หลังพละกำลังของร่างกายกลับเป็นปกติ เยว่ผานก็มองเท้าตัวเองด้วยสีหน้าซับซ้อน
เห็นได้ชัดว่าเฉินเฟยแสดงความเมตตาแล้ว ไม่อย่างนั้นถ้าลูกธนูดอกนี้พุ่งเข้าตัว มันจะระเบิดร่างกายเป็นรูใหญ่
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นธนูหนักเช่นนี้ เยว่ผานไม่คิดเลยว่าพอได้เห็นมันอีกครั้งจะเป็นเวลาที่ตัวเองท้าทายศิษย์แท้จริงอันดับสุดท้าย
เยว่ผานนึกถึงข่าวลือของเฉินเฟย ก่อนหน้านี้บางคนพูดไว้นานแล้วว่าเฉินเฟยแสดงทักษะธนูทรงพลังในดินแดนลับ แม้เยว่ผานจะกังวลเรื่องนี้ในตอนแรก แต่เขามั่นใจในความสามารถของตัวเอง
ตอนนี้ดูเหมือนว่าความมั่นใจนั้นจะไร้สาระสิ้นดี
หากนี่ไม่ใช่การประลองในสำนักแต่เป็นการสู้เป็นตายในป่า เยว่ผานรู้ตัวดีว่าคงไม่รอด
“ขอบคุณศิษย์น้องสำหรับความเมตตา ข้ายอมแพ้!”
เยว่ผานกุมมือให้เฉินเฟย จากนั้นวูบไหวออกจากสนามประลองไปอยู่ข้างสนาม
เดิมทีเยว่ผานต้องการจากไป อย่างไรการแพ้แบบนี้น่าอายไม่น้อย แต่เยว่ผานอยากเห็นว่าใครจะหยุดธนูหนักของเฉินเฟยได้
“เฉินเฟยชนะ ต่อไป!”
หรวนลู่เทาประกาศ ผลลัพธ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากต้องการเข้าประชิดตัวจะต้องมีท่าร่างดีพอ แต่เห็นได้ชัดว่าท่าร่างของเยว่ผานดีไม่เท่าเฉียนกวงจี๋ เป็นธรรมดาที่ผลลัพธ์จะออกมาแบบนี้
กลุ่มคนดูศิษย์ภายในต่างมองเฉินเฟยด้วยดวงตาเป็นประกาย
ในการประลองแบบนี้ชนะหนึ่งคนอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ชนะสองคนต้องแข็งแกร่งจริงแน่นอน เดิมทีพวกเขามาดูเฉินเฟยว่าจะโดนตบหน้าอย่างไร
ผ่านมายังไม่ถึงหนึ่งเค่อ ผู้ท้าทายเก้าคนกลับถูกตบหน้าแทน นั่นยังรวมถึงพวกเขาด้วย
ใครจะคิดว่าเฉินเฟยจะแข็งแกร่งเกินจริงแบบนี้
ผู้ท้าทายสองคนทำอะไรเฉินเฟยไม่ได้เลย
เฉียนกวงจี๋ประชิดตัวเฉินเฟยได้ด้วยท่าสังหารเปลี่ยนร่างเคลื่อนเงา สิ่งนี้ช่างน่าทึ่งนัก แม้ผลลัพธ์ในตอนท้ายจะเป็นแบบนั้นก็ตาม แต่แท้จริงแล้วเฉียนกวงจี๋แข็งแกร่งมาก เพียงแค่เขามาเจอเฉินเฟยที่ไร้เหตุผลเท่านั้นเอง
ในทางกลับกันเยว่ผานเข้าใกล้ไม่ได้เลย โดนธนูหนักของเฉินเฟยโจมตีจนต้องถอยหลัง และสุดท้ายพละกำลังหายไปช่วงหนึ่ง เขาแพ้จนแพ้ไม่ได้อีก
กาประลองในวันนี้มีแต่เรื่องพลิกผัน ศิษย์โดยรอบตื่นเต้นยิ่งนักเมื่อได้เห็นแบบนี้
ตอนนี้รู้สึกคลุมเครือว่าการต่อสู้เก้าต่อหนึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แม้มันจะยากสักหน่อย แต่เฉินเฟยแข็งแกร่งยิ่งนัก
ตำแหน่งศิษย์แท้จริงอันดับสุดท้ายไม่สอดคล้องกับความกล้าในการต่อสู้ของเฉินเฟยเลย
“ศิษย์น้องเฉิน โปรดชี้แนะด้วย!”
หลู่ย์เซี่ยหงปรากฏตัวบนสนามประลอง มองเฉินเฟยและพูดเสียงทุ้ม
“โปรดชี้แนะด้วย!” เฉินเฟยพยักหน้า
หลังเฉินเฟยพูดจบ หลู่ย์เซี่ยหงไม่ได้รีบร้อนเข้าไปหาแต่ถอยหลังไปสิบกว่าหมี่
เมื่อเห็นภาพนี้ทุกคนต่างตกใจ ในการสู้กับนักธนู วิธีถอยแทนที่จะเข้าใกล้แบบนี้คืออะไร?
เฉินเฟยประหลาดใจเช่นกัน แต่พอเห็นหลู่ย์เซี่ยหงซึ่งป้องกันตัวอย่างสมบูรณ์ เขาจึงเข้าใจทันที
หลู่ย์เซี่ยหงอาจรู้ว่าท่าร่างตัวเองไม่ดีพอและไม่สามารถฝ่าด่านธนูเข้ามาได้ ดังนั้นเขาจึงหลีกเลี่ยงธนูหนักโดยการเพิ่มระยะห่าง
ดวงตาหลู่ย์เซี่ยหงมองข้ามไปด้านหลังเฉินเฟย เขาซ่อนสายตาไว้ดีแล้วแต่เฉินเฟยยังคงจับได้ เฉินเฟยรับรู้จำนวนลูกธนูในกระบอกธนูและอดยิ้มไม่ได้
หลังจากยิงอย่างต่อเนื่อง ในกระบอกลูกธนูเหลือลูกธนูเพียงครึ่งเดียว
ก่อนเริ่มการประลองเฉินเฟยสามารถเติมกระบอกธนูได้ แต่เฉินเฟยไม่ได้ทำซึ่งหลู่ย์เซี่ยหงสังเกตเห็นเรื่องนี้
เห็นได้ชัดว่าหลู่ย์เซี่ยหงต้องการเว้นระยะห่างเพื่อให้เฉินเฟยใช้ลูกธนูจนหมด จากนั้นพอเข้าไปใกล้จะไม่ได้มีอันตรายจากลูกธนูอีก
หรวนลู่เทาที่ข้างสนามเห็นสายตาหลู่ย์เซี่ยหงและอดไม่ได้ที่จะยิ้ม เป็นความคิดที่ฉลาด หากเร่งรีบจะต้องแพ้ เช่นนั้นไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
หรวนลู่เทาหันไปมองเฉินเฟย เขาอยากรู้ว่าเฉินเฟยจะทำอย่างไรเพื่อลดระยะห่างกับหลู่ย์เซี่ยหงและเพิ่มภัยคุกคามของธนู
เฉินเฟยไม่ขยับ ถือธนูในมือซ้ายและลูกธนูในมือขวา วางลูกธนูบนคันธนูแล้วดึงสายทีละน้อย
มันต่างจากก่อนหน้านี้ที่ดึงธนูยิงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เฉินเฟยดึงสายธนูออกทีละน้อย ร่างเฉินเฟยเริ่มปล่อยคลื่นพลังออกมา
ดาวตก!
นี่เป็นท่ายิงที่เฉินเฟยสร้างขึ้นหลังจากฝึกทักษะธนูหลายแบบ
ท่ายิงนี้ไม่ค่อยได้ใช้นักเพราะต้องสะสมพลัง ยิ่งสะสมพลังยิ่งมีพลังมาก การต่อสู้ธรรมดาจะเกิดขึ้นในพริบตา ดังนั้นเฉินเฟยจึงไม่มีโอกาสได้สะสมพลัง
คาดไม่ถึงว่าโอกาสนั้นจะมาปรากฏตรงหน้าแบบนี้
หลู่ย์เซี่ยหงสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังเฉินเฟยเปลี่ยนไป สีหน้าเขาจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
[1]ขี่หลังเสือแล้วลงยาก ทำบางอย่างแล้วเจออุปสรรคแต่ไม่สามารถหยุดกลางคัน
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved