ตอนที่ 113 เปลี่ยนความคิด

“ข้าเข้าใจ”

เฉินเฟยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขาเห็นการต่อต้านในดวงตาเก่อหงเจี๋ย เฉินเฟยคิดว่าเก่อหงเจี๋ยคงโดนกัวหลินซานบังคับให้รับเขาเข้าร่วมกลุ่ม

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลังรวมตัวกันเสร็จทุกคนจึงเริ่มออกเดินทาง

เฉินเฟยโบกมือให้เฟิงซิวผู่ทั้งสอง จากนั้นหันหลังเข้าไปในรถม้า

การนั่งรถม้าจากที่นี่ไปถึงดินแดนลมประหลาดต้องใช้เวลาสามชั่วยาม เพื่อรักษาแรงกายและพลังต่อสู้เอาไว้ ทุกคนจึงนั่งรถม้าไป

“เขาชื่อเฉินเฟย เป็นศิษย์น้องที่จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราในครั้งนี้” ในรถม้า เก่อหงเจี๋ยแนะนำให้คนอื่นรู้จัก

“ศิษย์พี่เก่อ ข้าเป็นคนพูดตามตรง ท่านรู้เรื่องนี้ดี”

มู่หลางเทาชำเลืองมองเฉินเฟยสองสามครั้งแล้วหันไปมองเก่อหงเจี๋ย “หากข้าจำไม่ผิด ศิษย์น้องเฉินอยู่ในขอยบเขตหลอมกระดูกใช่ไหม?”

“ใช่ ฐานฝึกฝนเฉินเฟยยังอยู่ในระดับหลอมกระดูก” เก่อหงเจี๋ยพยักหน้า

“ฐานฝึกฝนหลอมกระดูกต่ำไปหรือไม่? แม้เราจะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่น้อยสุดยังอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูก ศิษย์พี่หญิงจางเป็นเช่นเดียวกับท่านที่อยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน แต่จู่ๆกลับมีระดับหลอมกระดูกโผล่มา ดินแดนลมประหลาดไม่ใช่สถานที่วิ่งเล่นนะ”

“ข้าไม่ยอมเป็นผู้คุ้มกันตอนอยู่ในดินแดนลมประหลาดแน่ ศิษย์พี่เก่อ ครั้งนี้ข้าขอแยกกับพวกท่าน ข้าจะไปอยู่กลุ่มอื่น” ทันใดนั้นมีคนพูดขึ้น

“โอ้ ยังพูดไม่ชัดเจนแล้วทำไมถึงจากไปเล่า ศิษย์พี่จ้าว ท่านใจร้อนเกินไป” มู่หลางเทารีบตอบกลับ

“ข้าเพียงไม่อยากถูกรั้งไว้” ศิษย์พี่จ้าวส่ายหน้า

“ในเมื่อกลุ่มของเราไม่ต้องการอยู่ด้วยกัน เช่นนั้นใครต้องการออกสามารถพูดได้เลย”

เก่อหงเจี๋ยมองหลายคนและถอนหายใจ หากในเวลานั้นกัวหลินซานไม่ได้มีบุญคุณต่อเขา เก่อหงเจี๋ยคงไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เช่นกัน

แต่ในเมื่อเป็นคำขอของกัวหลินซานและเก่อหงเจี๋ยยอมตกลงไปแล้ว เก่อหงเจี๋ยจึงทำในสิ่งที่ตัวเองรับปาก ต่อให้สุดท้ายแล้วจะไม่มีใครอยู่ในกลุ่มเขาก็จะพาเฉินเฟยไปด้วยอยู่ดี

“ศิษย์พี่เก่อ ศิษย์พี่หญิงจาง ลาก่อน!”

เมื่อเห็นท่าทีของเก่อหงเจี๋ย ศิษย์พี่จ้าวจึงกุมมือให้เก่อหงเจี๋ยทั้งสองและลุกออกไปจากรถม้า

มู่หลางเทาอยากจะเกลี้ยกล่อมให้เขาอยู่ต่อแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เมื่อนึกถึงสิ่งนี้มู่หลางเทาเลยเหลือบมองเฉินเฟยอย่างไม่พอใจ

“เฉินเฟยสินะ ข้าไม่รู้ว่าทำไมศิษย์พี่เก่อถึงเต็มใจรับเจ้า แต่ในเมื่อศิษย์พี่เก่อเห็นด้วย เช่นนั้นข้าจะสนับสนุนการตัดสินใจของเขา ส่วนเจ้าอยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถอะ ไม่เช่นนั้นด้วยฐานฝึกฝนของเจ้า การจะเข้าร่วมกลุ่มอื่นคงเป็นเรื่องยาก ถ้าโดนบังคับให้เข้าร่วมมันจะไม่ดีต่อทุกคน”

จางฟางฉยงชำเลืองมองเก่อหงเจี๋ยและเฉินเฟย นางรู้จักเก่อหงเจี๋ยดี เขาควรได้รับคำไหว้วานมาจากคนอื่น

เฉินเฟยไม่พูดอะไร ตามความตั้งใจเดิมของเฉินเฟย หากโดนคนอื่นปฎิเสธจริงเขาจะเดินทางไปคนเดียว อันตรายคืออันตราย แต่เขาไม่อาจทำเป็นตาบอดได้ทุกวัน

โชคดีที่แม้ว่าเก่อหงเจี๋ยและคนอื่นจะไม่พอใจฐานฝึกฝนเฉินเฟย แต่พวกเขาไม่ได้ดูถูกเช่นกัน

“เมื่อตั้งกลุ่มมาก็ต้องมีการแบ่งงานเพื่อดึงพลังออกมาให้ได้มากที่สุด แม้ฐานฝึกฝนจะไม่เพียงพอ แต่เจ้าควรเก่งในด้านอื่นใช่ไหม?” จางเฟางฉยงมองเฉินเฟยแล้วพูด

“ใช่เลย เจ้าทำอะไรได้บ้าง? ไม่นับการทำอาหารนะ พวกเรากินแต่ของแห้ง”

เมื่อมู่หลางเทาเห็นท่าทางของเก่อหงเจี๋ยทั้งสองต่อเฉินเฟย มู่หลางเทาจึงเปลี่ยนท่าทางของตัวเองต่อเฉินเฟยด้วย ท้ายที่สุดพวกเขายังต่องร่วมมือกันอีก ดังนั้นความสัมพันธ์ควรจะกลมเกลียวกันไว้

“ข้าสามารถใช้ธนูได้” เฉินเฟยตบคันธนูและลูกธนูที่หลัง

“สิ่งที่พูดไม่มีหลักฐาน แสดงให้เห็นได้ไหม?”

มู่หลางเทาเริ่มสนใจ ตามจริงแล้วมีศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวหลายคนชำนาญธนู ดังนั้นวันนี้จึงมีหลายคนที่พกธนูไปด้วย

มู่หลางเทาต้องการพกไปด้วยเช่นกัน แต่รู้สึกว่ามันเกะกะเลยไม่ได้เอามา

เมื่อเห็นสายตาเก่อหลงเจี่ย เฉินเฟยจึงยิ้มและลุกขึ้นกระโดดขึ้นไปบนรถม้า

“จะยิงอะไร? ต้นไม้นั่นดีหรือไม่?”

มู่หลางเทาทั้งสามตามมา มู่หลางเทาชี้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากมู่หลงเทาโชคดีเขาจะทำได้เช่นกัน

“ข้าจะกลับมาพร้อมกับนก”

เฉินเฟยไม่เห็นด้วย เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าซึ่งมีจุดสีดำอยู่ เฉินเฟยหรี่ตาลง ท้องฟ้าในระยะไกลเหมือนใกล้เข้ามา

ง้างธนูแล้วปล่อยออกไป เฉินเฟยทำทุกอย่างเสร็จในพริบตาเดียว

เสียงลูกศรธนูพุ่งผ่านดังขึ้น ครู่ต่อมานกสีดำที่อยู่ไกลออกไปตัวสั่นและร่วงหล่นทันที เห็นได้ชัดว่ามันถูกยิง

“ดี!”

ดวงตาเก่อหงเจี๋ยเป็นประกาย หากต้องการยิงธนูให้ดีก็จำเป็นต้องฝึกหนัก

สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเป็นสำนักที่มุ่งเน้นกระบี่เป็นหลัก นั่นจึงมีไม่กี่คนที่เก่งด้านธนู ในบรรดาศิษย์หลายคน ความสามารถของเฉินเฟยเป็นหนึ่ง

“ท่าร่างของเจ้าเป็นอย่างไร?” สีหน้าจางฟางฉยงเปลี่ยนไปเช่นกัน

เฉินเฟยไม่พูด ร่างกายเขาสั่นไหวไปเก็บนกสีดำที่ตกลงมาในระยะไกล คณู่ต่อมาเขากลับมาด้านบนรถม้าพร้อมกับนกสีดำในมือ

เก่อหงเจี๋ยกับจางฟางฉยงมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

ท่าร่างเฉินเฟยดีกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก มู่หลางเทาประหลาดใจเช่นกัน ด้วยท่าร่างนี้ หากต้องไล่ตามไปเขาคงได้กินฝุ่น

“เจ้าชื่อเฉินเฟยสินะ หรือว่าเจ้าเป็นคนที่ล่อสิ่งแปลกประหลาดในภารกิจเก็บสมุนไพรของสำนัก?”

จางฟางฉยงมองเฉินเฟยแล้วจำข่าวลือในสำนักได้ ในเวลานั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก ตอนนี้นางเพิ่งนึกได้ว่าคนคนนั้นชื่อเฉินเฟยเช่นเดียวกัน และฐานฝึกฝนยังอยู่ในระดับหลอมกระดูกด้วย

“ใช่ เป็นข้าเองที่อยู่กับศิษย์พี่กัว”

เฉินเฟยยอมรับอย่างไม่ปิดยัง ท่าร่างและทักษะธนูเป็นสิ่งที่เฉินเฟยตั้งใจแสดงให้เห็น ดังคำที่จางฟางฉยงพูดไว้ เมื่ออยู่ในกลุ่มก็จำเป็นต้องแสดงคุณค่าให้เพียงพอ

“ดี ด้วยท่าร่างและทักษะธนูของเจ้า ความแข็งแกร่งของทีมเราเลยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เข้าไปคุยกันเถอะ!”

เก่อหงเจี๋ยเรียกให้ทุกคนเข้าไปในรถม้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

ก่อนออกเดินทาง เก่อหงเจี๋ยต้องการตอบแทนกัวหลินซานจึงอาสาเป็นผู้คุ้มกันให้ ท้ายที่สุดแล้วกลับคิดไม่ถึงว่าเฉินเฟยจะสร้างความประหลาดใจครั้งใหญ่แบบนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงทักษะธนู แค่ท่าร่างเมื่อครู่ก็เป็นประโยชน์มากแล้วในดินแดนลมประหลาด

จางฟางฉยงคิดแบบเดียวกัน นางมองเฉินเฟยด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเดิม

มู่หลางเทายิ้มกว้างเช่นกัน แต่ทันใดนั้นมู่หลางเทาพบว่าหน้าที่ของเขาในกลุ่มเหมือนจะถึงจุดสิ้นสุด

สามชั่วยามต่อมา เดินทางโดยไม่หยุดพักจนกระทั่งมาถึงที่หมาย

“นั่นคือทางเข้าดินแดนลมประหลาด?”

เฉินเฟยมองถ้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไป พื้นผิวดูเหมือนผิวน้ำและสั่นไหวตลอด เห็นได้อย่างคลุมเครือว่าถ้ำทางเข้านั้นมีถ้ำสวรรค์

“อืม พวกเราจะพักกันเล็กน้อยก่อนเข้าไป” เก่อหงเจี๋ยพยักหน้าพูด

เฉินเฟยมองไปรอบด้าน มีค่ายประจำการอยู่ที่นี่ คนธรรมดาจำนวนมากเข้าออกไปมา คนเหล่านั้นคือคนที่รับใช้พวกเขา

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทุกคนเริ่มเข้าไป

ก่อนจะมาที่นี่สำนักได้บอกให้พวกเขารู้ถึงจุดประสงค์ของการเดินทาง

ค้นหารอยต่อในดินแดนประหลาดและทำลายมัน ฆ่าสิ่งแปลกประหลาด ยิ่งฆ่ามากยิ่งดี เมื่อสิ่งแปลกประหลาดในดินแดนลมประหลาดถูกกำจัดหมด ราชาประหลาดที่ซ่อนตัวจะปรากฏ ในเวลานั้นผู้อาวุโสของสำนักจะลงมือเอง

ตอนนี้ราชาประหลาดซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึกของดินแดนลมประหลาด ผู้อาวุโสสำนักจึงไม่อาจทำอะไรได้

มองดูเหล่าศิษย์ด้านหน้าเข้าไปทีละคน เมื่อถึงคราวของเฉินเฟย เฉินเฟยยื่นมือออกไปก่อน

มันให้ความรู้สึกเหมือนแช่อยู่ในน้ำ แต่ไม่ได้เหมือนซะทีเดียว

ครู่ต่อมา เฉินเฟยก้าวเข้าสู่ทางเข้าดินแดนลมประหลาด

ร่งกายเกิดความรู้สึกโดนดึงดูด โชคดีที่ความรู้สึกนี้หายไปในไม่ช้า สิ่งที่ดึงดูดสายตาเฉินเฟยกลายเป็นรูปร่างของเมืองใหญ่

ในเวลานี้พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ด้านหน้าเมือง

เฉินเฟยมองกำแพงเมืองสูงหลายสิบหมี่และประตูเมืองขนาดใหญ่ที่เล็กกว่า

มันให้ความรู้สึกไม่เข้ากัน สำหรับมนุษย์แล้วกำแพงเมืองนี้สูงมากและคงไม่มีการสร้างประตูใหญ่เช่นนี้ แต่ในดินแดนประหลาดกลับมีมัน

“แง!”

เสียงแหลมเหมือนเสียงร้องไห้ดังขึ้น ทุกคนปิดหูตัวเองโดยไม่รู้ตัว แต่ถึงกระนั้นทุกคนยังรู้สึกวิงเวียนศีรษะราวกับพวกเขากำลังจะเป็นลมในอีกไม่กี่อึดใจ

“เฮอะ!”

เสียงเฮอะเย็นชาดังขึ้น เสียงร้องแปลกๆเงียบไป

เฉินเฟยหันไปมอง ผู้อาวุโสซุนที่อยู่สำนักภายในยืนอยู่ด้านหลัง สายตาเขามองไปยังเมืองที่ห่างไกล ครู่ต่อมาผู้อาวุโสซุนหายไปจากจุดนั้นและพุ่งเข้าไปยังเมือง

“ทุกคน ตามไป!”

ผู้ดูแลตะโกนเสียงดังจากด้านหลัง เหล่าศิษย์เริ่มเคลื่อนไหวรีบวิ่งไปที่ประตูเมืองขนาดใหญ่ที่เปิดอยู่

“ทำตามคำสั่งข้า ห้ามรีบร้อนห้ามแยกกัน!” เก่อหงเจี๋ยพูดเสียงทุ้ม เฉินเฟยและคนอื่นพยักหน้า พวกเขาคุยเรื่องนี้มาแล้ว

เมืองประหลาดค่อนข้างใหญ่ ส่วนพวกเขามีคนเพียงน้อยนิด ก่อนหน้านี้ที่นี่เคยโดยกวาดล้างไปแล้วทำให้สิ่งแปลกประหลาดด้านในน้อยลง ดังนั้นพวกเขาจึงกล้าพุ่งเข้าไปเช่นนี้

เมื่อผ่านประตูเมืองเข้ามาเฉินเฟยรู้สึกหนาวเล็กน้อย ตามจริงแล้วอุณหภูมิของที่นี่ต่ำกว่านอกประตูเมือง เมื่อความเย็นนี้รวมกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้จึงทำให้ผู้คนอยากหนีออกไป

หลายสิบกลุ่มเริ่มแยกย้ายกันไป ไม่มีใครเข้ามารวมตัวกัน

ถึงคนเยอะจะปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่ได้จะน้อยลงอย่างไม่ต้องสงสัย

สมบัติที่กำเนิดขึ้นในดินแดนประหลาดมีประโยชน์ต่อผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวาร สำหรับศิษย์อย่างพวกเขา พวกมันย่อมมีผลเช่นกันและผลที่ได้ยังยอดเยี่ยม

ผู้ที่เต็มใจมาที่ดินแดนประหลาดนี้ นอกจากได้ค่าผลงานสูงแล้วยังมาเพื่อแย่งชิงสมบัติเหล่านี้

ตามกฎของสำนัก สมบัติที่ได้จากดินแดนประหลาดจะเป็นของศิษย์ สำนักจะไม่บังคับให้พวกเขาส่งมอบให้ หากยินดีขาย สำนักจะรับซื้อในราคาสูง

ระดับขัดเกลาอวัยวะภายในหลายคนเช่นเก่อหงเจี๋ยที่ล้มเหลวในการทะลวงระดับขัดเกลาทวาร จุดทวารหรือพลังจิตใจได้รับความเสียหายจนไม่สามารถทลวงระดับหรือแก่เกินกว่าจะทะลวงระดับ

การมาที่นี่ก็เพื่อแสวงหาความหวังที่จะทะลวงระดับขัดเกลาทวาร

สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในและอายุมากแล้ว พวกเขาก็ลองมาเสี่ยงดวงเช่นกัน

เลี้ยวเข้าไปตามตรอก ทั้งสี่คนหันเข้าไปในล้านบ้านหนึ่ง

เฉินเฟยมองไปรอบด้านด้วยความอยากรู้ เครื่องเรือนในลานเหมือนกับบ้านของคนธรรมดา หากไม่ใช่เพราะอยู่ในเมืองประหลาดเฉินเฟยคงคิดว่าเข้ามาในเมืองไหนสักแห่ง

ทั้งสี่ค้นหาอย่างระมัดระวังแต่ไม่พบสิ่งแปลกประหลาดและพบสมบัติใดๆ มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาทั้งสี่ที่ดังก้องอย่างต่อเนื่องในลานบ้าน