ตอนที่ 336 เคียดแค้น

โฉวหยวนเฉิงขาอ่อนแรงล้มลงพื้น หัวก้มลงจนพ้นจากสายตาเฉินเฟย ดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่เต็มใจ

การทำลายสิบห้าจุดทวารไม่เพียงเป็นปัญหาขอบเขตสลาย แต่การฟื้นฟูจุดทวารเหล่านี้ในอนาคตและปล่อยให้การบ่มเพาะกลับสู่จุดเดิมนั้นเป็นปัญหาใหญ่

หากไม่สามารถฟื้นฟูจุดทวารเหล่านี้ได้ การบ่มเพาะของโฉวหยวนเฉิงจะติดอยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นไปตลอดชีวิต

การทะลวงสู่ระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตอนนี้ถดถอยอย่างกะทันหัน แล้วแบบนี้โฉวหยวนเฉิงจะไม่โกรธเคืองและไม่เคียดแค้นได้อย่างไร

“นี่ถือว่าเป็นครั้งแรก ครั้งต่อไปจะไม่ใช่แค่จุดทวาร” เฉินเฟยพูดเสียงทุ้มลึก

พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยแข็งแกร่งโฉวหยวนเฉิงและยังมีเคล็ดพันไหมอันละเอียดอ่อนอีก โฉวหยวนเฉิงคิดจะเล่นเล่ห์เหลี่ยม แต่เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะซ่อนมันต่อหน้าเฉินเฟยทำให้ถูกค้นพบทันที

ผู้ฝึกตนทั่วไปที่ฝึกฝนมาถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางได้นั้นยากจะปราบปราม ต้องใช้วิธีดุเดือดเท่านั้นจึงทำได้

“เข้าใจแล้ว!” โฉวหยวนเฉิงก้มหน้าพูด

“เจ้ารออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ากลับมา” เฉินเฟยกระแทกพื้นด้วยเท้าขวา ค่ายกลยกตัวขึ้นเชื่อมโยงกับโฉวหยวนเฉิงและกุมขังเขาไว้

ค่ายกลสยบมังกรคชสารสามารถจัดตั้งได้ตามต้องการโดยไม่ต้องใช้อาวุธวิญญาณ แม้พลังของมันจะไม่แข็งแกร่งนัก แต่ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับทะเลแห่งจิตสำนึกของโฉวหยวนเฉิง เฉินเฟยไม่คิดจะทิ้งตราประทับไว้ เมื่อเทียบกับอสูรหนู พลังจิตวิญญาณของนักยุทธ์ยืดหยุ่นกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้เฉินเฟยจะทิ้งตราประทับกระบี่ไว้ในทะเลจิตสำนึกโฉวหยวนเฉิง โฉวหยวนเฉิงก็สามารถถอดมันได้อย่างช้าๆ โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองอยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางเหมือนกัน

พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยแข็งแกร่งกว่าโฉวหยวนเฉิงแต่ไม่ถึงขั้นบดขยี้ หากทิ้งพลังจิตวิญญาณของตัวเองไว้ในทะเลจิตสำนุกตามใจชอบ มันอาจเกิดความเสี่ยงอย่างอื่น

“ได้!” โฉวหยวนเฉิงพยักหน้า

เฉินเฟยเหลือบมองโฉวหยวนเฉิง ขยับมือขวาเล็กน้อย แย่งชิงทุกสิ่งไปจากโฉวหยวนเฉิงซึ่งรวมไปถึงดาบวิญญาณ

ร่างกายเฉินเฟยวูบไหวรีบวิ่งไปทางสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ในระหว่างทางเฉินเฟยเก็บบางสิ่งใส่ช่องมิติ เมื่ออยู่ห่างจากสำนักไม่ถึงสิบลี้ เฉินเฟยเห็นเฟิงซิวผู่กับคนอื่นในระยะไกล

เฉินเฟยไม่ได้ปิดบังลมปราณของตัวเอง ดังนั้นเฟิงซิวผู่และคนอื่นจึงรับรู้ได้ถึงการมาของเฉินเฟย

“คนคนนั้นอยู่ไหน?” เกิงเยี่ยนหลินถามอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นเฉินเฟยไม่ได้รับบาดเจ็บ

เกิงเยี่ยนหลินสงสัยตั้งแต่เฟิงซิวผู่นำผู้คนออกไปก่อน เฉินเฟยมีพรสวรรค์ แต่ท้ายที่สุดแล้วเขายังเด็กเกินไปและคงไม่ก้าวหน้ามาหลายปีแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้น เฉินเฟยบอกจะหยุดโฉวหยวนเฉิงเพียงลำพังและเฟิงซิวผู่จึงเห็นด้วย ในเวลานั้นเกิงเยี่ยนหลินจึงไม่มีเวลาถาม

ตอนนี้เห็นเฉินเฟยสบายดีและโฉวหยวนเฉิงไม่ได้ไล่ตามมา เกิงเยี่ยนหลินจึงสงสัยยิ่งกว่าเดิม เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

“ข้าหยุดเขาไว้ครู่หนึ่งแล้วหาโอกาสหนีกลับมา”

ตามที่เฉินเฟยพูด ร่างแยกเดินออกมาจากตัวเฉินเฟยและค่อยๆเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์เฉินเฟย จากนั้นเดินไปรอบๆสองครั้งและกลับเข้าร่างเฉินเฟย

เกิงหยุนเฟยมองเฉินเฟยด้วยดวงตาเบิกกว้าง นี่คือวิชาแบบไหน? ลมปราณร่างแยกเมื่อครู่เหมือนเฉินเฟยทุกประการ หากไม่เห็นด้วยตาตัวเองคงจำผิด

“เดินหนีสวรรค์?”

เกิงเยี่ยนหลินรู้ว่านี่เป็นวิชาของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว มันเป็นวิชาที่ระดับขัดเกลาทวารของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวต้องฝึกฝน แต่ความสำเร็จของวิชาที่เฉินเฟยแสดงให้เห็นเมื่อครู่นั้นยอดเยี่ยมเกินไป

“เดินหนีสวรรค์เป็นรายได้เล็กน้อย อีกฝ่ายยอมแพ้ไปก่อนที่จะตามข้าทัน” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้ม

“รายได้เล็กน้อย?”

เกิงเยี่ยนหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย การบรรลุวิชานี้เป็นเพียงรายได้เล็กน้อยหรือ? เกิงเยี่ยนหลินมองเฟิงซิวผู่และพบว่าสีหน้าเฟิงซิวผู่นั่นสงบราวกับคาดหวังสถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว

เฟิงซิวผู่คิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่ในใจเขาไม่สงบเท่าสีหน้าในขณะนี้แน่นอน

เฟิงซิวผู่เคยเห็นพลังต่อสู้ของเฉินเฟยครั้งหนึ่ง แต่เฟิงซิวผู่ไม่เคยคิดเลยว่าเฉินเฟยจะหนีจากระดับขัดเกลาทวารได้โดยไม่บาดเจ็บ

หากรู้ว่าเฉินเฟยก้าวหน้าขึ้น เฟิงซิวผู่คงไม่กังวลขนาดนี้

กัวหลินซานด้านหลังมองเฉินเฟยด้วยความชื่นชม ครั้งล่าสุดที่กัวหลินซานได้ยินข่าวเกี่ยวกับเฉินเฟยคือเฉินเฟยชนะเสิ่นถูฉางจากสำนักกระบี่เซียนเมฆา

ในเวลานั้นกัวหลินซานคิดว่าหลังจากเฉินเฟยทะลวงระดับขัดเกลาทวารพรสวรรค์ก็ยังไม่ลดลง แม้แต่ศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซีบนเมฆายังไม่อาจชนะเฉินเฟยได้

ย้อนกลับมาตอนนี้ ไม่ใช่เพียงพรสวรรค์ไม่ลดลงแต่ยังประเมินพรสวรรค์ต่ำไปอีก หากเสิ่นถูฉางเผชิญหน้ากับระดับัขดเกลาทวารขั้นกลาง เขาอาจถูกทุบตีจนตายทันทีโดยไม่มีโอกาสหลบหนีด้วยซ้ำ

“พวกเรากลับสำนักกันก่อนเถอะ” เฟิงซิวผู่พูดด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ใช่ใช่ กลับกันก่อน” เกิงเยี่ยนหลินพยักหน้า

แม้โฉวหยวนเฉิงจะล่าถอยชั่วคราว แต่ยากจะบอกว่าเขาจะปรากฏตัวอย่างกะทันหันหรือไม่ เมื่อเผชิญกับคนประเภทนี้ซึ่งเกินกำลังและคอยจับตามองตัวเอง เกิงเยี่ยนหลินไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย

ท้ายที่สุดเขาไม่ได้ตัวคนเดียว หากเขาตัวคนเดียวคงตายได้ แต่เมื่อมีภรรยาและลูกอยู่ด้วย เกิงเยี่ยนหลินจึงต้องรับผิดชอบในฐานะเจ้าของ

หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็กลับมาถึงสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว หลังเฟิงซิวผู่จัดการเรื่องภรรยาและลูกของเกิงเยี่ยนหลิน เขาก็พาเกิงเยี่ยนหลินไปพบเจ้าสำนักฉวีชิงเซิง

เฉินเฟยด้านข้างเห็นขั้นตอนการเป็นแขกรับเชิญสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวของเกิงเยี่ยนหลิน

เป็นเวลานานแล้วที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่มีแขกเข้าร่วม เหตุผลนั้นง่ายมาก พวกเขาไม่สามารถเสนอเงื่อนไขที่ดีเพื่อดึงดูดระดับขัดเกลาทวารให้เข้าร่วม

หากผู้ฝึกตนทั่วไปเหล่านั้นเต็มใจเป็นแขกรับเชิญ ตัวเลือกแรกจะเป็นสำนักกระบี่เซียนเมฆา ท้ายที่สุดสำนักกระบี่เซียนเมฆานั้นมีมากกว่าสำนักอื่น ไม่ว่าจะเป็นวิชาหรือทรัพยากรที่มอบให้ทุกเดือน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วทำไมต้องเลือกสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว

ดังนั้นฉวีชิงเซิงจึงมีความสุขมากกับการมาของเกิงเยี่ยนหลิน อย่างไรก็ตามนี่หมายถึงสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวแข็งแกร่งขึ้น

ท้ายที่สุดด้วยการเดินทางเข้าดินแดนลับ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวสูญเสียผู้อาวุโสระดับขัดเกลาทวารสามคน สิ่งนี้ทำให้ฉวีชิงเซิงเป็นทุกข์มาก

ครึ่งชั่วยามต่อมา เฟิงซิวผู่จากไปพร้อมกับเกิงเยี่ยนหลิน ส่วนเฉินเฟยยังคอยอยู่ด้านหลัง

“ท่านเจ้าสำนัก ข้าอยากออกจากสำนักสักพักหนึ่ง” เฉินเฟยมองฉวีชิงเซิงแล้วพูด

ตอนนี้เฉินเฟยเป็นผู้นำโถงพระราชวังทิงเฟิงซึ่งอยู่ภายในสำนัก แม้โถงทิงเฟิงจะเหลือเพียงชื่อ แต่เฉินเฟยยังคงเป็นผู้นำโถง โดยปกติจะอยู่ในเมืองเซียนเมฆาจึงไม่ต้องกล่าวแจ้ง

แต่การเดินทางไกลจำเป็ฯต้องบอกล่วงหน้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ตึงเครียดในปัจจุบัน สำนักจำเป็นต้องรู้ว่าระดับขัดเกลาทวารแต่ละคนไปที่ไหน

“ประมาณกี่วัน?” ฉวีชิงเซิงไม่ได้ถามเหตุผลโดยละเอียด ทุกคนต่างมีเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องทุกเรื่องให้ทุกคนฟัง

“สั้นสุดสิบวัน นานสุดหนึ่งเดือน” เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ

“ได้ ตอนอยู่ข้างนอกให้ระวังตัวด้วย” ฉวีชิงเซิงพยักหน้าและแนะนำ

“ขอรับ!”

“อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เมื่อเฉินเฟยจะกล่าวลา ฉวีชิงเซิงก็ถามขึ้นทันใด

ผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วตั้งแต่เฉินเฟยได้รับคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวกลับมา ความเร็วในการฝึกฝนของ ฉวีชิงเซิงนั้นไม่เลวเลย ท้ายที่สุดเขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับขัดเกลาทวารขั้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นพลังจิตวิญญาณหรือประสบการณ์วิถียุทธ์ล้วนเหนือกว่าระดับขัดเกลาทวารทั่วไป

ฉวีชิงเซิงเพียงอยากรู้เกี่ยวกับความเร็วในการฝึกฝนของเฉินเฟย สุดท้ายแล้วพรสวรรค์ที่เฉินเฟยแสดงออกมานั้นช่างน่าหลงใหลอย่างยิ่ง หากเฉินเฟยมีคำถามใดเกี่ยวกับการฝึกฝน ฉวีชิงเซิงสามารถตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน

ในสำนักมีผู้อาวุโสเพียงไม่กี่คน และทุกคนกำลังศึกษาคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวเช่นกัน แม้หลายคนยังไม่เชี่ยวชาญวิชาถึงขีดสุด แต่หากพวกเขาเรียนรู้คัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวขั้นสองจากนั้นเรียนรู้วิชาอื่น พวกเขาสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้ทันที

ดังนั้นผู้อาวุโสหลายคนจะมาถามฉวีชิงเซิวเมื่อมีคำถามเกี่ยวกับคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาว ส่วนฉวีชิงเซิงก็จะพยายามตอบอย่างเต็มที่

“ค่อนข้างราบรื่น” เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าตัวเองบรรลุคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวขั้นสองเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

“อืม หากเจ้ามีคำถามก็สามารถมาถามข้าได้ ในขณะเดียวกันหากมีคำถามเกี่ยวกับการฝึกฝนกระบี่วิญญาณยักษ์ก็สามารถไปหาผู้อาวุโสคนอื่นได้เช่นกัน” ฉวีชิงเซิงพูดด้วยรอยยิ้มโดยไม่สงสัยแม้แต่น้อย

การฝึกหลายวิชาพร้อมกันเป็นการทดสอบความเข้าใจและแรงของนักยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม

เมื่อนานมาแล้วสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมีเพียงคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวและไม่ได้แบ่งเป็นเจ็ดวิชา แต่ในเวลาต่อมาสำนักพบว่าคัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวนั้นยากเกินกว่าจะฝึกฝน ความก้าวหน้าในการฝึกฝนของผู้คนจำนวนมากยังต่ำมาก

ในขณะเดียวกันเพื่อให้รองรับอำนาจของภูเขาสูงสุด คัมภีร์กระบี่เริ่มดวงดาวจึงถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดวิชา แม้พลังของวิชาจะลดลงไปมาก แต่ความยากในฝึกฝนก็ลดลงมากเช่นกัน

หากพรสวรรค์เพียงพอค่อยให้ฝึกฝนวิชาอื่นและผสานกันทีละอย่าง ด้วยวิธีนี้จึงทำให้สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวค่อยๆเจริญรุ่งเรือง จนกระทั่งเกิดหายนะที่เกือบทำลายสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว

“ขอบคุณเจ้าสำนักที่เป็นห่วง” เฉินเฟยยิ้มเล็กน้อย กุมมือแล้วจากไป

ฉวีชิงเซิงมองแผ่นหลังเฉินเฟยด้วยรอยยิ้ม ในมุมมองของฉวีชิงเซิง ในอนาคตเฉินเฟยจะกลายเป็นเสาหลักของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวแน่นอน

แม้จะต้องรออีกหลายสิบปี แต่เวลาเป็นสิ่งที่ระดับขัดเกลาทวารทุกคนต้องใช้ในการฝึกฝน ดังนั้นจึงรีบร้อนไม่ได้และไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

ห่างออกไปหลายสิบลี้

โฉวหยวนเฉิงนั่งอยู่บนพื้นโดยไม่ขยับตัวค่อยๆเงยหน้าขึ้น โฉวหยวนเฉิงมองไปรอบด้านเพื่อให้แน่ใจว่าเฉินเฟยจากไปแล้วจริงๆ ความแค้นที่ซ่อนอยู่ในดวงตาจึงถูกเปิดเผยอย่างสมบูรณ์

ระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางที่ต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มาถูกทำลาย ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสและถูกขังเหมือนนักโทษซึ่งไม่สามารถออกไปไหนได้

โฉวหยวนเฉิงฝึกฝนมาหลายปี แต่เคยบาดเจ็บและต้องทนทุกข์ขนาดนี้ที่ไหน ตอนนี้เขาได้ลิ้มรสมันทั้งหมดในวันเดียว แล้วแบบนี้โฉวหยวนเฉิงจะทำตัวสงบและยอมรับมันได้อย่างไร

โฉวหยวนเฉิงหายใจเข้าลึกสองสามครั้ง เมื่อเขากำลังจะลุกขึ้นค่ายกลรอบตัวก็สว่างเล็กน้อย พลังมหาศาลกดดันร่างกายทำให้โฉวหยวนเฉิงต้องนั่งลงไปใหม่