ตอนที่ 144 ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง

เคล็ดพันใยเป็นวิชาควบคุมของสมาคมนักหลอมโอสถ

วิชานี้ถูกสร้างขึ้นโดยนักหลอมโอสถ หลังฝึกฝนจะไม่ส่งผลต่อพลังภายใน พูดอีกอย่างคือการฝึกเคล็ดพันใยจะไม่เพิ่มระดับบ่มเพาะ

แต่หากฝึกเคล็ดพันในสำเร็จ มันจะเป็นประโยชน์ต่อการหลอมโอสถอย่างมาก

ตามจริงแล้วไม่ใช่แค่การหลอมโอสถเท่านั้น จากที่เฉินเฟยรู้มา สิ่งที่เคล็ดพันใยฝึกฝนคือพลังจิตใจ

เป็นการควบคุมพลังจิตใจอย่างละเอียดอ่อนราวกับเส้นใย ไม่เพียงทำให้การหลอมโอสถง่ายเหมือนปลาในน้ำ แต่ยังทำให้เส้นทางยุทธ์ดีขึ้นดั่งเสือติดปีก

ยังไม่ต้องพูดถึงการควบคุมการเคลื่อนไหว เมื่อตั้งใจจะทะลวงระดับขัดเกลาทวาร หากสามารถรวมพลังจิตใจให้เป็นเส้นใยได้ ไม่ว่าจะวัดหรือขุดจุดวารย่อมประสบความสำเร็จมากขึ้น

แต่เพราะเป็นวิชาควบคุมของสมาคมนักหลอมโอสถ การเรียนรู้เคล็ดพันใบจึงเป็นเรื่องยาก เพราะค่าผลงานที่ต้องใช้ในการแลกสองขั้นแรกคือสองหมื่นคะแนน

สำหรับวิชาฝึกฝนต่อจากนั้นจะใช้เกณฑ์การสะสมค่าผลงาน เมื่อคะแนนถึงเกณฑ์เท่านั้นจึงจะแลกต่อได้

เว่ยซิงซานไม่พูดอะไร หากขายขาดสูตรโอสถในมือจะได้ค่าผลงานจะไม่ถึงสองหมื่นคะแนนแต่ไม่ได้แย่กว่านี้มากนัก หากใช้การแบ่งส่วนคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก

ตามจริงแล้วเฉินเฟยต้องการข้ามช่วงเวลานี้ไปเรียนรู้เคล็ดพันใยล่วงหน้าเพื่อปรับปรุงพลังของตน

“ได้ สูตรโอสถนี้สามารถแลกเคล็ดพันใยสองขั้นแรก” เว่ยซิงซานมองเฉินเฟยแล้วพยักหน้าตกลง

เว่ยซิงซานชื่นชมเฉินเฟยมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเป็นแบบนี้การแสดงน้ำใจเล็กน้อยและข้ามขั้นตอนจุกจิกไปคงเรื่องดีกว่า

หนึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยออกจากสมาคมนักหลอมโอสถ

เฉินเฟยยังไม่ได้รับโอสถแรกเริ่มแต่ได้เคล็ดพันใยสองขั้นแรกมา

การปรับปรุงความแข็งแกร่งของเส้นทางยุทธ์ต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด

ในเวลานี้เฉินเฟยกำลังเตรียมตัวสำหรับระดับขัดเกลาทวารอย่างต่อเนื่อง หลังจากก้าวหน้าเป็นระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน สำหรับหลายคนอาจเป็นช่องว่างระหว่าฟ้าดิน แต่มันไม่อาจหยุดเฉินเฟยได้

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวผ่านไปกว่าสิบวัน พรุ่งนี้จะถึงกำหนดเส้นตายของภารกิจ

เป็นเวลากว่าสิบวันแล้วที่เฉินเฟยพักและฝึกฝนอยู่ในโรงเตี๊ยม เขาไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยเว้นแต่จำเป็น

นอกจากมีเวลาฝึกฝนมากขึ้น ช่วงนี้ยังมีคนมาหาเฉินเฟยไม่น้อย

เมื่อเฉินเฟยชนะซือชางจีได้ ชื่อเสียงของเฉินเฟยเลยแพร่กระจายในสมาคมนักหลอมโอสถ

ภารกิจนี้ยังคงเปิดอยู่ ดังนั้นสมาคมจึงประกาศความคืบหน้าของภารกิจตลอด แต่ไม่ได้ประกาศชื่อเฉินเฟยเพราะนี่เป็นคำขอของเฉินเฟย

แต่ในสมาคมใหญ่เช่นนี้ย่อมมีคนมากมายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เสมอ บางหาทางจนรู้ว่าใครเป็นผู้ทำภารกิจสำเร็จ

ผู้ที่มาล้วนมาเพื่อสร้างสัมพันธ์และเชิญให้ไปเข้าร่วม

ตอนแรกเฉินเฟยยังคงพอทนได้อยู่หลายคน แต่ต่อมาเขาก็ปิดประตูขังตัวเองอยู่ในโรงเตี๊ยม สิ่งนี้ทำให้หูเฉินเฟยเงียบลงขึ้นมาก

ในช่วงสิบวันที่ผ่านมาเฉินเฟยใช้เวลากับการหลอมโอสถเหนือสามัญมากขึ้น สิ่งนี้ไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอื่นใด เพียงเพราะเฉินเฟยต้องการทำเงินมากมายและฝึกฝนเคล็ดพันใย

เฉินเฟยคิดไม่ถึงว่าค่าใช้จ่ายในการทำให้เคล็ดพันใยเป็นแบบง่ายจะสูงเช่นนี้ แค่การทำให้เคล็ดพันใยสองขั้นแรกเป็นแบบง่ายยังต้องใช้มากถึงหนึ่งหมื่นตำลึง

สำหรับเฉินเฟยแล้วแค่ใช้เวลาสิบวันก็หาหนึ่งหมื่นตำลึงได้ แต่ก่อนหน้านี้เขาใช้เงินซื้อเตาหลอมและทดสอบสูตรโอสถอยู่หลายวัน เงินที่ต้องใช้ในการทำให้เป็นแบบง่ายจึงต้องเริ่มเก็บใหม่

แม้วางแผนจะชดใช้เงินห้าหมื่นตำลึงให้เฟิงซิวผู่ไว้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นร่องรอยแม้แต่น้อย

การฝึกเคล็ดพันใยให้ผลดีอย่างยิ่ง เฉินเฟยผสานมันกับเคล็ดสงบต้นกำเนิดจนกลายเป็นวิชาใหม่อย่างเคล็ดพันต้นกำเนิด

การหลอมโอสถอย่างหนักในสิบวันที่ผ่านมาก็เพราะว่าเฉินเฟยต้องตามกัวหลินซานเข้าไปที่ดินแดนลัย เฉินเฟยจึงต้องเก็บเงินจำนวนหนึ่งไว้ในแผง

นี่เป็นการป้องกันสถานการณ์ไม่คาดคิดในดินแดนลับ หากจำเป็นเฉินเฟยจะมีเงินสำหรับทำให้วิชายุทธ์เป็นแบบง่าย ที่เขาทำแบบนี้เพราะยังหวาดกลัวกับเรื่องในดินแดนลมประหลาดอยู่

ในเวลาเดียวกันเฉินเฟยก็ต้องการเปลี่ยนธนูที่ดีกว่า ด้วยการฝึกสยบมังกรคชสารอย่างต่อเรื่องจึงทำให้เฉินเฟยแข็งแกร่งขึ้น ธนูอันเดิมเลยเบาเกินไปสำหรับเฉินเฟยในตอนนี้

ราคาของธนูดีนั้นไม่ถูกและเฉินเฟยต้องการเงิน ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการหลอมโอสถจนไม่มีเวลาไปหาซือหยวนไห่

แน่นอนว่าที่ไม่ได้ไปหาซือหยวนไห่เพราะมีผู้คนด้านนอกมากมายให้ความสนใจเฉินเฟยอยู่ หากเฉินเฟยไปหาซือหยวนไห่ ต่อให้เขาปลอมตัวไปก็อาจถูกเปิดเผย

“ก๊อกก๊อกก๊อก!”

“ท่านลูกค้า มีแขกคนหนึ่งบอกว่าเป็นสหายของท่าน ท่านต้องการพบเขาหรือไม่?” เจ้าของโรงเตี๊ยมเคาะประตูแล้วถามเฉินเฟยเสียงเบา

“ให้เข้ามาเถอะ” เฉินเฟยประหลาดใจเล็กน้อยแต่ยังคงเชิญเข้ามา

ครู่ต่อมา เจ้าของโรงเตี๊ยมพาคนคนหนึ่งมาหาเฉินเฟย เฉินเฟยมองคนนั้นด้วยความสับสน เฉินเฟยไม่เคยเห็นคนคนนี้มาก่อน

“ศิษย์น้องเฉิน ขออภัยด้วย ข้าชื่อเจิ้งจิ้งอัน” เจิ้งจิ้งอันมองเฉินเฟยกุมมือ

“ศิษย์พี่เจิ้ง ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใด?”

เฉินเฟยต้อนรับคนคนนั้นเข้าไปในห้องและรินชาให้หนึ่งถ้วย แม้เฉินเฟยจะเดาได้แล้วแต่ยังคงถามออกไป

“ศิษย์น้องทำภารกิจปรับปรุงโอสทะยานเนินเขาของสมาคมนักหลอมโอสถสำเร็จหรือยัง?” เจิ้งจิ้งอันเข้าเรื่องโดยตรง

“ยังไม่สำเร็จ กำหนดเส้นตายคือพรุ่งนี้” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้ม

“คิดไม่ถึงว่าจะมีปรมาจารย์หลอมโอสถอย่างศิษย์น้องซ่อนอยู่ในสำนักด้วย เสียมารยาทแล้ว”

เจิ้งจิ้งอันลุกขึ้นยืนและกุมมือเคารพให้เฉินเฟย เฉินเฟยขมวดคิ้วและยืนขึ้นกุมมือกลับ เจิ้งจิ้งอันสุภาพมากไป การที่ทำตัวสุภาพมากไปแบบนี้ย่อมต้องขออะไรแน่นอน

“ศิษย์พี่เจิ้ง หากท่านต้องการอะไรก็พูดมาตามตรงเถอะ”

“ในเมื่อศิษย์น้องพูดเช่นนั้น ข้าจะพูดตามตรง”

เจิ้งจิ้งอันมองเฉินเฟยและพูดเสียงทุ้ม “ข้าหวังว่าหลังจากศิษย์น้อยได้รับโอสถแรกเริ่มแล้วจะขายต่อให้ข้า ราคาสามารถต่อรองกันได้ ตราบใดศิษย์น้องเต็มใจเสนอราคา ข้าจะยอมรับทั้งหมด”

เฉินเฟยยังคงสงบ มองเจิ้งจิ้งอันแล้วส่ายหน้า “ข้าเกรงว่าจะตกปากรับเรื่องนี้ไม่ได้ โอสถแรกเริ่มนี้มีประโยชน์อื่นสำหรับข้า ไม่มีทางขายต่อ”

“โอสถแรกเริ่มเม็ดนี้สำคัญกับข้ามาก!”

เมื่อได้ยินคำพูดของของเฉินเฟย สีหน้าอ่อนโยนเจิ้งจิ้งอันก็เปลี่ยนไป เขาจ้องมองเฉินเฟยแล้วตวาดเสียงดัง

เจิ้งจิ้งตระหนักได้ถึงสภาพของตัวเองจึงลดเสียงลง “บิดาข้าได้รับบาดเจ็บเมื่อปีก่อน ฐานฝึกฝนของเขาเสียหายอย่างหนัก จนถึงตอนนี้เขายังคงโศกเศร้าไม่หาย ข้าตามหาโอสถแรกเริ่มนานแล้วแต่หาไม่ได้เลย”

ขณะเจิ้งจิ้งอันพูด เสียงเขาก็ดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาโน้มตัวไปหาเฉินเฟยแล้วพูดเสียงดัง “เจ้ากับข้าเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน บิดาข้าต่อสู้เพื่อสำนักจนกลายเป็นแบบนี้ ตามความรู้สึกและหลักเหตุผลแล้ว ศิษย์น้องควรมอบโอสถแรกเริ่มนี้ให้ข้า!”

“และข้าพูดว่าตราบใดที่เจ้าเต็มใจเสนอราคา ข้าจะยอมรับทั้งหมด ไม่ได้ขอโอสถแรกเริ่มจากเจ้าโดยเปล่า!”

ใบหน้าเฉินเฟยมืดลงเมื่อเห็นเจิ้งจิ้งอันโกรธและทำตัวหยิ่งผยอง

เฉินเฟยได้รับโอสถแรกเริ่มเม็ดนี้มาด้วยตัวเอง วิธีจัดการมันย่อมขึ้นอยู่กับเขา แต่ตอนนี้กลับมีคนใช้ความสัมพันธ์ของสำนักมาปราบปราม ช่างไร้สาระสิ้นดี!

“ข้าพูดไปแล้วว่าโอสถแรกเริ่มมีประโยชน์อย่างอื่นกับข้า ไม่มีทางขายต่อ” เฉินเฟยพูดอย่างเคร่งขรึม

“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันยากแค่ไหนสำหรับข้าที่จะพบโอสถแรกเริ่มในช่วงสองปีที่ผ่านมา! ศิษย์น้องเฉินเฟย เพียงเมตตาและมอบโอสถให้ข้าเถอะ แม้ตระกูลเจิ้งของข้าจะไม่ได้อยู่ในสำนัก แต่หากเจ้าต้องการอะไรในวันข้างหน้า เจ้าสามารถมาหาตระกูลเจิ้งของข้าได้ ดีหรือไม่?”

เจิ้งจิ้งอันกำหมัดแน่นและพูดด้วยเสียงคุกคาม ตระกูลเจิ้งไม่มีชื่ออยู่ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว แต่การมุ่งเป้าที่ศิษย์ภายในก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น

“ข้าพูดชัดเจนแล้ว ศิษย์พี่ ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีก คงสร้างความบันเทิงให้ไม่ได้!”

เฉินเฟยยืนขึ้นไม่พูดอะไร เนื่องจากไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกเฉินเฟยจึงไล่แขกออกไป

“เฉินเฟย โอสถแรกเริ่มเป็นของดี เจ้าเก็บไว้ให้ได้แล้วกัน!”

เจิ้งจิ้งอันยืนขึ้นมองเฉินเฟยด้วยสีหน้าหม่นหมอง ความอ่อนโยนและความเอื้ออาทรเมื่อครู่หายไปหมด พูดอีกอย่างคือสีหน้าของเจิ้งจิ้งอันในตอนนี้คือรูปลักษณ์เดิมของเขา

“เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ?” เฉินเฟยหัวเราะเบา

“ข้าจะบอกเอาไว้อีกประโยคหนึ่ง เฉินเฟย เจ้าควรคิดเรื่องนี้ให้ดีอีกครั้ง อย่าได้ทำผิดพลาด!” เจิ้งจิ้งอันมองต่ำเฉินเฟยด้วยสีหน้าเกลียดชัง

“เชิญ!”

เฉินเฟยผายมือไปที่ประตู เจิ้งจิ้งอันมองเฉินเฟยอย่างเย็นชาแล้วหันหลังออกไปจากโรงเตี๊ยม

เฉินเฟยขมวดคิ้วและนึกถึงความหมายในคำพูดของเจิงจิ้งอันเมื่อครู่

เมื่อสองวันก่อน เฉินเฟยใช้นกพิราบบินส่งข้อความกลับไปที่สำนักเพื่อขอให้เฟิงซิวผู่มาที่เมืองเซียนเมฆา

ท้ายที่สุดแล้วโอสถแรกเริ่มก็เป็นยาศักดิ์สิทธิ์สำหรับการรักษา หลังจากเฉินเฟยได้รับมันแล้วเขาตั้งใจจะมอลให้เฟิงซิวผู่ภายในเมืองเซียนเมฆาโดยตรง ไม่อย่างนั้นหากเฉินเฟยนำโอสถแรกเริ่มกลับไปยังสำนัก บางทีอาจเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น

เพียงแต่เฉินเฟยคิดไม่ถึงว่าปัญหาจะมาถึงก่อน คนแรกที่เข้ามาคุกคามคือศิษย์ร่วมสำนัก

“พูดตามหลักเหตุผล อาจารย์ควรมาถึงที่นี่แล้ว!”

เฟิงซิวผู่ยังมาไม่ถึง เฉินเฟยไม่ได้คิดเรื่องนี้มากและคิดว่าเฟิงซิวผู่มาช้าเพราะอะไรบางอย่าง ตอนนี้พอนึกถึงคำพูดของเจิ้งจิ้งอัน หากนกพิราบบินไม่ไปแสดงว่ามันยังไปไม่ถึงสำนัก?

เฉินเฟยมาที่ลานบ้าน หยิบนกพิราบออกมา เขียนข้อความ ยัดมันไว้ข้างขานกพิราบแล้วปล่อยมันไป

เฉินเฟยกระโดดขึ้นไปที่ชายคา มองนกพิราบบินไป เมื่อนกพิราบพากำลังจะกลายเป็นจุดสีดำ ทันใดนั้นมีลูกธนูพุ่งผ่านทำให้นกพิราบล่วงหล่น

ดวงตาเฉินเฟยหรี่ลง นกพิราบเขาถูกขัดขวางจริงด้วย

อาจเป็นฝีมือของเจิ้งจิ้งหลันหรืออาจเป็นคนอื่น แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ข้อความของเฉินเฟยกลับไปถึงสำนัก ดังนั้นจึงยิงนกพิราบทิ้ง

ดูเหมือนจะมีตาข่ายมองไม่เห็นกำลังเข้ามาใกล้อย่างเงียบๆ หากเฉินเฟยกล้าออกจากเมืองเซียนเมฆาเพียงลำพัง เขาอาจตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น!

ไม่ว่าเฉินเฟยจะออกจากเมืองหรือไม่ เมื่อเฉินเฟยได้รับโอสถแรกเริ่มา ทุกสิ่งอย่างก็จะเกิดขึ้น

เฉินเฟยยืนครุ่นคิดอยู่ที่เดิม ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยปรากฏตัวในสมาคมนักหลอมโอสถ

“คุณชาย?” ฉินจิ้งหลันมองเฉินเฟยอย่างสงสัย

“ออกภารกิจ ส่งข้อความให้เฟิงซิวผู่แห่งสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว!”

ใบหน้าเฉินเฟยปรากฏรอยยิ้ม หยุดนกพิราบส่งสารหรือ? ผู้มีความสามารถของสมาคมนักหลอมโอสถต้องจับตาดูเรื่องนี้