ตอนที่ 163 เผิงใหญ่สยายปีก

“มีคนไล่ตามพวกเขามาหรือ?” กัวหลินซานมองร่างด้านหลังและถามอย่างประหลาดใจ

“นอกจากคนแล้วเหมือนจะมีสัตว์อสูรตามมาด้วย” เฉินเฟยไม่แน่ใจเพราะระยะทางค่อนข้างไกล แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาชมการแสดง

ขนาดพวกฟู่จ้าวซิงยังพยายามใช้ท่าร่างหนีออกมา แล้วเฉินเฟยทั้งสองจะยืนดูได้อย่างไร

“พวกเราไปกันเถอะ!”

เฉินเฟยคว้าไหล่กัวหลินซาน ร่างกายวาบวับหายไป

“อย่าเพิ่งไป อยู่สู้กับศัตรูด้วยกันเถอะ พวกมันมีป้ายเหล็กมากมาย พวกเรายังมีโอกาส!”

ฟู่จ้าวซิงเห็นเฉินเฟยวิ่งหนีไปจึงตะโกนอย่างกังวล เฉินเฟยที่ได้ยินคำพูดของฟู่จ้าวซิงไม่เพียงไม่หยุดวิ่งแต่ยังวิ่งเร็วกว่าเดิม เพียงพริบตาเดียวก็หายตัวไปจากสายตาฟู่จ้าวซิง

“วิ่งเร็วนัก!”

ฟู่จ้าวซิงสาปแช่งอยู่ในใจแล้วหันกลับไปมองด้านหลัง มีคนมากกว่าสิบแต่ไม่เห็นว่าฐานฝึกฝนของพวกเขาคืออะไร

แต่ในกลุ่มคนเหล่านี้ ตราบใดที่มีระดับขัดเกลาอวัยวะภายในมากกว่าห้าคน ต่อให้คนที่เหลืออยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกก็เพียงพอที่จะฆ่าพวกเขาทั้งหมด

แต่มันไม่ได้มีเพียงคนเหล่านั้น ด้านหลังคนเหล่านี้ยังมีอสูรกระต่ายตามมาด้วย อสูรกระต่ายเหล่านั้นทำให้ฟู่จ้าวซิงรู้สึกไม่ดีและต้องการอยู่ให้ห่าง

“ศิษย์พี่ฟู่ เราจะทำอย่างไรกันดี พวกข้างหลังนั่นไล่ตามเรามาไม่หยุดเลย” มีคนกระซิบ ผ่านมาหนึ่งเค่อแล้ว แม้คนพวกนั้นจะไล่ตามไม่ทันแต่ก็ไม่ยอมแพ้

“เริ่มรูปแบบเผิงโบยบิน!”

ฟู่จ้าวซิงลังเลครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงทุ้ม

รูปแบบเผิงโบยบินจะอาศัยอาวุธกึ่งวิญญาณ ผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดถ้อยคำลวงตาจะสามารถผสานพลังภายในเข้าด้วยกันและเพิ่มความเร็วอีกเท่าตัว อย่างไรก็ตามมันมีผลที่ตามมาเช่นกัน หลังจากใช้งานจะเสียพละกำลังจนเหลือพลังต่อสู้เพียงหนึ่งในสิบ

เป็นเพราะรูปแบบเผิงโบยนี้เองที่พวกฟู่จ้าวซิงสามารถร่วมกันลงมือ แม้พวกเขาจะเผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจต้านทาน แต่พวกเขายังพึ่งการเคลื่อนไหวนี้หลบหนีได้

“ได้!”

พวกฉวีจินไทต่างรู้สึกว่าคนที่ไล่ตามพวกเขามานั้นน่าหวาดกลัว เห็นได้ชัดว่าฝั่งนั้นมีคนมากมาย แต่กลับไม่มีใครส่งเสียงและจ้องมองพวกเขาอย่างเดียว

ราวกับว่าสิ่งที่อีกฝ่ายสนใจไม่ใช่วัสดุจิตวิญญาณหรือป้ายเหล็ก แต่เป็นร่างกายของพวกเขา คิดแค่นี้ก็ขนลุกแล้ว

“จี้!”

พวกฟู่จ้าวซิงตะโกนพร้อมกัน พลังภายในในร่างกายเคลื่อนไหวไปในลักษณะแปลกๆ จากนั้นไหลออกจากร่างกายและรวมเข้าด้วยกัน

สายลมพัดผ่านไป เผิงโบยบินปกคลุมนอกร่างกายพวกฟู่จ้าวซิง ครู่ต่อมา เผิงใหญ่สยายปีก พวกฟู่จ้าวซิงหายไปจากจุดนั้นพุ่งออกไปไกล

“หืม?”

หยูโต้วซานมองการเคลื่อนไหวของพวกฟู่จ้าวซิงตรงหน้าเขา ดวงตาสีแดงสดของเขาเป็นประกาย ท่าร่างนี้ดี นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังมองหาหรือ? การเคลื่อนไหวของกลุ่มเขานั้นเชื่องช้าเหลือเกิน

หากได้ท่าร่างนี้มาคาดว่าคงมีคนไม่มากที่หลบหนีได้

เฉินเฟยวิ่งไปกับกัวหลินซาน ทันใดนั้นเขารู้สึกถึงลมปราณพุ่งมาจากด้านหลัง เฉินเฟยยังคงสงบและพากัว หลินซานไปด้านข้าง ทันใดนั้นก็เห็นพวกฟู่จ้าวซิงพุ่งไปอย่างรวดเร็ว

“วิชาผสานหรือ? น่าทึ่งนัก!” กัวหลินซานพูดด้วยความประหลาดใจ วิชาประเภทนี้ไม่เพียงฝึกฝนยากเท่านั้น แต่โดยปกติแล้วยังมีเงื่อนไขพิเศษที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุผลด้วย

เฉินเฟยไม่พูดอะไรและมองฟู่จ้าวซิง เฉินเฟยรู้สึกได้ถึงความผันผวนของพลังชีวิตในร่างกายฟู่จ้าซิงอย่างชัดเจน มันเหมือนกับของอาวุธกึ่งจิตวิญญาณ

วิชาผสานนี้มีข้อดีข้อเสียชัดเจน โดยปกติแล้วข้อดีคือรวดเร็วและมีประโยชน์อย่างยิ่งในบางสถานการณ์

ข้อเสียคือหากพวกเขาถูกโจมตีในขณะนี้ พวกเขาสามารถจะทำได้เพียงหลบและไม่สามารถโต้ตอบได้ เนื่องจากเป็นการผสานพลังภายในระหว่างคนหลายคนเฉินเฟยจึงสัมผัสได้ถึงรอยต่อมากมายด้วยพลังจิตใจ

เฉินเฟยอาจทำลายรอยต่อเหล่านั้นได้ด้วยลูกธนูดอกเดียว

แน่นอนว่ามันไม่ง่ายเลยเพราะความเร็วของพวกฟู่จ้าวซิงในเวลานี้รวดเร็วมาก แม้แต่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายในสูงสุดก็จับตัวพวกเขาได้ยาก

“พวกเรามาร่วมมือกันฆ่าพวกคนด้านหลังนั่นดีหรือไม่?”

ฟู่จ้าวซิงหยุดกะทันหัน หันไปมองเฉินเฟยแล้วถามหาความร่วมมืออีกครั้ง

เฉินเฟยมองฟู่จ้าวซิงด้วยความประหลาดใจ เจ้าสามารถหนีได้แต่กลับต้องการฆ่าคนที่อยู่ด้านหลังเนี่ยนะ เมื่อครู่เฉินเฟยเห็นคนเหล่านั้นไม่ชัด ที่เขาหันหลังจากไปเพราะเคล็ดพันต้นกำเนิดแจ้งเตือน

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นไม่ง่ายที่จะยุ่งด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่ตามมาไกลขนาดนี้ และพลังจิตใจยังสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ

“พวกมันมีป้ายเหล็กมากมาย มากพอให้พวกราแบ่งกัน”

ฟู่จ้าวซิงดูกังวลเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าฟู่จ้าวซิงต้องการไพ่เหล็กเหล่านั้น แต่หลังจากหนีมาสักพักเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าพวกเขาเหมือนจะตกเป็นเป้าหมายของคนด้านหลัง

เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้สองฝ่ายอยู่ห่างกันหลายลี้ แต่ความรู้สึกถูกล็อคตัวไม่เพียงไม่หายไปแต่ยังชัดเจนขึ้น

และการล็อคตัวนี้แปลกมาก ไม่เพียงคนเหล่านั้นจะสัมผัสได้ถึงฟู่จ้าวซิง แต่ฟู่จ้าวซิงยังสัมผัสได้ถึงอีกฝ่ายเล็กน้อยเช่นกัน

มันเป็นการล็อคตัวแบบสองทาง แต่อำนาจในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือฟู่จ้าวซิง อาจเป็นเพราะการล็อคตัวนี้ต่อให้อยู่ห่างกันก็ยังหาตัวกันเจอ

“คนไม่พอ ขออภัย”

เฉินเฟยปฏิเสธโดยตรงและวิ่งไปในทิศทางอื่นพร้อมกับกัวหลินซาน

เหตุผลของเฉินเฟยคือมีคนน้อยเกินไป หากเข้าไปสู้ด้วยก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะประเมินว่าใครจะฆ่าใครในตอนท้าย เว้นแต่ว่าฝั่งเดียวกันจะมีคนมากกว่า นั่นถึงจะมีโอกาสมากขึ้น

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวรวมตัวกัน แล้วเพิ่มพวกเขาไปด้วยจะว่าอย่างไร?” ฟู่จ้าวซิงพูดเสียงดัง

เฉินเฟยทั้งสองบอกได้ทันทีว่าพวกเขามาจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว จะเป็นการดีกว่าถ้าไปพูดคุยกับพวกเขาโดยตรง

เฉินเฟยหยุดชั่วขณะแล้วหันไปมองกัวหลินซาน กัวหลินซานพยักหน้า เวลาในดินแดนลับเดินมาเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ตอนนี้พวกเขาต้องคำนึงถึงป้ายเหล็กจริงๆ

หากพวกเขาต้องการป้ายเหล็กการต่อสู้ย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ด้านหลังพวกเขามีคนหลายสิบคน แต่ป้ายเหล็กที่สัมผัสได้มีเกือบสามสิบอัน ซึ่งเป็นสิ่งล่อใจมาก

หากได้รับป้ายเหล็กจำนวนนี้ ต่อให้ต้องแบ่งกันก็ยังได้หนึ่งถึงสองอัน

เฉินเฟยหยุดชั่วขณะ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้ใช่ว่าจะพิจารณาดูไม่ได้

“พวกเจ้าคิดจะฆ่าข้าหรือ?”

ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้น เฉินเฟยและคนอื่นสะดุ้งโหยง พวกเขามองอย่างตั้งใจและเห็นร่างเปื้อนเลือดที่กลายเป็นยักษ์จากระยะไกลกำลังพุ่งตรงมาหาพวกเขา

ไม่มีผิวหนังหรือเนื้อ ไม่มีใบหน้า มันเป็นเพียงเงาที่สร้างขึ้นจากเลือด ขณะที่คำพูดนั้นพูดออกมาเงาเลือดก็ค่อยๆควบแน่นกลายเป็นรูปลักษณ์หยูโต้วซาน

ฟู่จ้าวซิงพบว่าลมปราณที่ล็อคไว้บนร่างกายเขาหายไป นี่มันเป็นวิชาแบบใดกัน สามารถขยายระยะทางได้จนมาถึงเป้าหมาย

“ฆ่ามัน!”

ฟู่จ้าวซิงตะโกนเสียงดัง ผู้ชายคนนี้อวดดีนัก ถึงกลับกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาคนเดียวแบบนี้

รูปแบบเผิงโบยบินแยกออกจากกัน พวกฟู่จ้าวซิงปิดล้อมหยูโต้วซาน ลมแรงกลายเป็นใบมีดลมหลายใบตัดไปทางหยูโต้วซาน

เฉินเฟยมองหยูโต้วซานที่ถูกปิดล้อมและรู้สึกว่าชายคนนี้ดูคุ้นยิ่งนัก

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจำได้ นี่เป็นคนที่อยู่ข้างกวงติงป๋อตอนอยู่ตรงหน้าต้นผลแดงชาดไม่ใช่หรือ? แต่เฉินเฟยจำได้ชัดเจนว่าฐานฝึกฝนของคนคนนี้อยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกเหมือนกับเขา

แค่ไม่เจอกันไม่กี่วันถึงกับอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นกลางเลยหรือ? วัตถุวิญญาณใดกันที่ให้ผลแบบนี้ได้?

สิ่งสำคัญคือลมปราณที่หยูโตวซานปล่อยออกมาต่างจากนักยุทธ์ทั่วไป มันทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจจากก้นบึ้งหัวใจ

ไม่ใช่แค่หยูโต้วซานเท่านั้น เฉินเฟยเห็นจากระยะไกลว่าผู้คนหลายสิบมีลมปราณแบบนี้เช่นกัน

“ชึกชึกชึก!”

เสียงเนื้อถูกตัดดังขึ้น หยูโย้วซานไม่ได้ขัดขืนและปล่อยให้กระบี่ทะลุร่างกาย พูดได้ว่าเขาเปิดแขนรับการโจมตี

พวกฟู่จ้าวซิงกระจายไปรอบด้าน ถือกระบี่มองหยูโตวซานอย่างระมัดระวัง

การกระทำผิดปกติของหยูโต้วซานทำให้ พวกฟู่จ้าวซิงสับสน เจ้าจงใจไล่ตามหลายสิบลี้เพื่อหาความตายหรือ?

ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึก

“อั่ก!”

หยูโต้วซานแสดงรอยยิ้ม จากนั้นทั้งร่างกายก็ทรุดตัวลงกลายเป็นก้อนเนื้อกระจัดกระจายอยู่บนพื้น

ฐานฝึกฝนพวกฟู่จ้าวซิงไม่ได้อ่อนแอ อาจพูดได้ว่าพวกเขาอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในการทดสอบนี้ ในเวลานี้หลายคนกำลังปิดล้อมคนคนเดียวที่ไม่ได้ขัดขืน แม้จะเปลี่ยนเป็นระดับขัดเกลาอวัยวะภายคนอื่นผลลัพธ์ก็ไม่ต่างดัน

“ชายคนนี้ต้องการอะไร?” ฉวีจินไทถามด้วยความสับสน แปลกยิ่งนัก แม้ตอนนี้พวกเขาจะฆ่าคนไปแล้วแต่ความรู้สึกกังวลกลับไม่หายไป

“ถอยเร็ว!”

ฟู่จ้าวซิงมองเลือดเนื้อบนพื้นแล้วเสีหน้าปลี่ยนไปทันที เขาตะโกนเสียงดังแล้วถอยกลับไปอย่างบ้าคลั่ง ฉวีจินไทและคนอื่นไม่กล้ารอช้า หลังจากได้ยินคำพูดของฟู่จ้าวซิงพวกเขาก็ถอยกลับไปเช่นกัน

“ปัง!”

ทันใดนั้นเลือดเนื้อบนพื้นก็ยืดหนวดหลายอันออกใสจับคน แต่เพราะคำเตือนของฟู่จ้าวซิงหนวดเลือดเนื้อเหล่านี้จึงจับได้แต่พื้นเปล่าเท่านั้น

“พวกเจ้าทำร้ายข้า ตอนนี้ข้าทำร้ายเจ้าได้แล้ว!”

เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากเลือดเนื้อ เลือดไหลริน เงาเลือดลุกขึ้นมาจากกองเลือดเนื้อ เลือดเนื้อบนพื้นดินเริ่มควบแน่นอย่างบ้าคลั่งไปทางเงาเลือด

“เสแสร้งเป็นผี ฆ่ามัน!”

ฟู่จ้าวซิงตะโกนด้วยความโกรธ ร่างเปลี่ยนเป็นสายลม ฟันกระบี่ไปทางเงาเลือด

ในเมื่อเลือดเนื้อรวมตัวเป็นก้อนได้ ถ้างั้นก็ฟันมันจนกว่าจะแหลกเป็นแหลกผุยผง ดูสิว่ามันจะฟื้นตัวได้อีกไหม!

ฟู่จ้าวซิงเป็นคนโหดเหี้ยมเช่นกัน คนอื่นอาจรู้สึกหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ แต่ ฟู่จ้าวซิงจะดึงสติกลับมาและทำสิ่งต่างให้สำเร็จ

“ฆ่ามัน!”

แม้ว่าฉวีจินไทและคนอื่นจะหวาดกลัวแต่พวกเขายังคงโจมตีใส่เงาเลือดนั้น ในเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้นแล้วจึงเป็นเรื่องปกติที่จะทำทุกอย่างให้จบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต

“นี่มันวิชาอะไรกัน!”

กัวหลินซานมองด้วยสายตาประหลาดใจ ตั้งแต่ตอนที่หยูโต้วซานปรากฏตัวจนถึงตอนที่เขาถูกฟันเป็นชิ้นเนื้อล้วนเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ

กัวหลินชานคิดว่าเขามีความรู้เรื่องวิชายุทธ์ทุกประเภท แต่เขาไม่เคยได้ยินเรื่องวิชายุทธ์แบบนี้มาก่อน หากนักยุทธ์สามารถฟื้นตัวได้หลังจากถูกฟันจนเป็นนี้ เช่นนั้นคงไม่มีอันตรายใดสามารถหยุดมนุษย์ได้