ตอนที่ 229 ร่างกายไม่เน่าเปื่อย

เฉินเฟยหันไปมองหลิงฮั่นจุนและเห็นว่าเขาไม่รู้สึกถึงความผันผวนนั้น

สีหน้าเฉินเฟยสงบเช่นเดิม ขณะขี่ม้าไปตีนเขากวานโจวก็คอยมองครึ่งทางขึ้นภูเขา เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้หมอกตรงนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง เหมือนว่าความผันผวนนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา

หลิงฮั่นจุนเหลือบมองเฉินเฟยและรอให้เขาออกคำสั่ง

“ขึ้นเขา!”

ปล่อยม้า เฉินเฟยวิ่งไปที่ตีนเขา หลิงฮั่นจุนไม่กล้ารอช้ารีบตามหลังไป

ครู่ต่อมาหลิงฮั่นจุนมองไม่เห็นเฉินเฟยอีก หลิงฮั่นจุนยืนนิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

หากต้องการหนี ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่สุด แต่พอนึกถึงพลังอันแข็งแกร่งที่เฉินเฟยเผยให้เห็นและการบ่มเพาะซึ่งโดนผนึกอยู่ สุดท้ายหลิงฮั่นจุนถอนหายใจยาว

หากกล้าหนีไปต่อหน้าต่อหน้า แสดงว่าต้องมีวิธีชนะอีกฝ่าย

ตอนที่หลิงฮั่นจุนเป็นหัวหน้ากลุ่มโจร เขามีหลายวิธีในการควบคุมลูกน้องและทำให้เชื่อฟังโดยไม่กล้าขัด

หลิงฮั่นจุนรู้ว่าเฉินเฟยใช้วิธีคล้ายกัน เขาตกอยู่ในมือเฉินเฟยและไม่อาจหนีไปได้

หนึ่งเค่อต่อมา หลิงฮั่นจุนเห็นเฉินเฟยยืนหลับตาอยู่หน้าหมอกตรงครึ่งทางขึ้นเขา เฉินเฟยเหมือนรับรู้ถึงหมอกที่อยู่ตรงหน้านั้นได้

หลิงฮั่นจุนเดินไปด้านข้างเฉินเฟยอย่างระวังและไม่กล้าส่งเสียง

“ตามข้าเข้าไป”

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาเฉินเฟยลืมตาขึ้น ก่อนหลิงฮั่นจุนจะทันตอบรับ เฉินเฟยจับไหล่หลิงฮั่นจุนเข้าไปในหมอกพร้อมกัน

สิ่งที่เห็นด้านในคือพื้นที่ขาวกว้างใหญ่ เหมือนตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในโลก แบบนี้ไม่ใช่เพียงปิดกั้นดวงตา แต่การรับรู้อื่นล้วนถูกปิดกั้นเช่นกัน

หากเฉินเฟยไม่ได้จับไหล่ไว้ หลิงฮั่นจุนจะรู้สึกเหมือนถูกโลกทอดทิ้ง

หลิงฮั่นจุนไม่เคยเลยคิดเลยว่าวันหนึ่งการถูกจับจะทำให้รู้สึกปลอดภัย มันช่างแปลกยิ่งนัก

เฉินเฟยหลับตา ในสายหมอกแห่งนี้ดวงตาช่วยอะไรไม่ได้ ไม่เพียงดวงตาอย่างเดียว แต่ประสาทสัมผัสอื่นยังถูกปิดกั้น

มีเพียงพลังจิตใจวิญญาณซึ่งเหนือกว่าระดับปรับแต่งร่างกายที่ม่านหมอกไม่อาจทำให้มืดบอด

จี้หยกในอ้อมแขนเฉินเฟยเปล่งแสงริบหรี่ช่วยเพิ่มการรับรู้ด้วยพลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยให้แข็งแกร่งขึ้น ในขณะเดียวกันเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวจใจโคจรอย่างรวดเร็วทำให้พลังจิตวิญญาณรับรู้สี่ทิศได้อย่างยืดหยุ่น

หลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เฉินเฟยตัดสินใจเข้าถ้ำเพื่อลองไปหาส่วนหลังของวิชาสยบมังกรคชสาร นอกจากความมั่นใจในความแข็งแกร่ง หมอกด้านนอกยังไม่สามารถหยุดเขา

หลิงฮั่นจุนไม่อาจแยกความต่างระหว่างเหนือใต้ออกตก แม้แต่การรับรู้เวลายังคงสับสน เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสายหมอกนี้นานแค่ไหนแล้ว

แต่เฉินเฟยรู้ว่าตั้งแต่ก้าวเข้ามาในหมอกจนถึงเดินเข้ามาในถ้ำ มันผ่านมาไม่ถึงหนึ่งเค่อ

ขณะที่เฉินเฟยก้าวเท้า หมอกขาวในบริเวณโดยรอบก็เคลื่อนตัวมาปิดกั้นด้านหลัง ทันใดนั้นสามารถรับรู้ถึงสภาพรอบด้านได้อีกครั้ง

หลิงฮั่นจุนตื่นจากความฝัน มองทางเข้าถ้ำตรงหน้าเขาแล้วหันไปมองหมอกข้างหลังจากนั้นถอนหายใจยาวโล่งอก

ความรู้สึกนั้นอึดอัดยิ่งนัก แม้ร่างกายไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ความกดดันทำให้หลิงฮั่นจุนรู้สึกไม่ดี

ไม่นานนักหลิงฮั่นจุนจึงรู้สึกตัวว่าเฉินเฟยอยู่ใกล้ๆ หากหลงเข้าไปในหมอกนี้เพียงลำพัง เมื่อเวลาผ่านไปเกรงว่าสุดท้ายอาจหลงทางอยู่ในนั้นและต้องหิวตาย

“ถ้ำนี้หรือ?” เฉินเฟยมองถ้ำตรงหน้า มันไม่ต่างจากถ้ำอื่นนัก ทางเข้าถ้ำมีขนาดเล็ก สัตว์ที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยจะไม่สามารถเข้าไปได้

หากค้างคืนบนภูเขา ถ้ำแห่งนี้สามารถใช้อยู่ชั่วคราวอย่างปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้หลิงฮั่นจุนอาจเข้ามาในถ้ำนี้โดยบังเอิญ จากนั้นพบแผ่นหนังสัตว์บันทึกสยบมังกรคชสาร

“ขอรับ เป็นที่นี่”

หลิงฮั่นจุนมองแล้วพยักหน้า เพราะแผ่นหนังสัตว์อันนั้นหลิงฮั่นจุนเลยนึกถึงสถานที่แห่งนี้ทั้งวันทั้งคืน

“ไป!”

เฉินเฟยพยักหน้า ปล่อยไหล่หลิงฮั่นจุนแล้วเหลือบมอง หลิงฮั่นจุนเข้าใจทันที เขาจุดคบเพลิงและเริ่มเดินสำรวจทางให้เฉินเฟย

หลังโค้งตัวเข้าไปในถ้ำ กลิ่นประหลาดโชยเข้าจมูกเฉินเฟย ด้วยการฝึกสยบมังกรคชสารประสาทสัมผัสทั้งห้าของเฉินเฟยจึงคมชัดกว่านักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในทั่วไป

ถ้ำนี้เป็นทางยาวแคบ หากเดินไปหลายสิบหมี่จะถึงทางตัน แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้านข้างมีหลุมที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ดูจากร่องรอยแล้วมันถูกคนขุดเอาไว้

“ตอนข้ามาที่นี่ครั้งแรกทำได้เพียงคลานผ่านจุดนี้เท่านั้น” หลิงฮั่นจุนกระซิบ

เฉินเฟยพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าสถานที่นี้ขยายขึ้นจากฝีมือพวกสวี่หวังเลี่ยง ท้ายที่สุดการคลานเข้าออกค่อนข้างไม่ดีนัก ทั้งยังเป็นเรื่องยุ่งยากต่อการหลบหนีเวลาเจอสถานการณ์ไม่คาดฝัน

หลิงฮั่นจุนยังคงเดินอยู่ข้างหน้าจนกระทั่งมาถึงทางแยกใหม่ พื้นที่ภายในใหญ่กว่าด้านนอก กลิ่นที่เฉินเฟยได้กลิ่นแรงขึ้น

หลังเดินไปไม่เกินสิบหมี่ หลิงฮั่นจุนหยุดเท้ากะทันหัน ตรงหน้าเขามีซากสัตว์อสูรอยู่ ภายใต้แสงไฟ มันคือแมงมุมวิญญาณที่หลิงฮั่นจุนเคยบอกไว้

เฉินเฟยเดินไปดู เห็นหัวแมงมุมวิญญาณถูกบดขยี้จนแหลกเละ ไม่ว่าพลังชีวิตของสัตว์อสูรจะแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้าหัวของมันหายไปก็ไม่สามารถอยู่รอดได้อยู่ดี

“จุดที่เจ้าพบแผ่งหนังสัตว์อยู่ไกลแค่ไหน?” เฉินเฟยถามเสียงดัง

“เดินไปอีกสักหน่อยก็ถึงแล้วขอรับ”

หลิงฮั่นจุนชี้ด้านหน้าแล้วกระซิบ “เดิมทีข้าอยากเข้ามาดูว่ามีของดีอีกหรือไม่ แต่ข้ากลัวแมงมุมวิญญาณเหล่านั้นจึงไม่กล้าเข้ามาอีก”

เฉินเฟยพยักหน้าไม่พูดอะไร หลิงฮั่นจุนปิดปากอย่างรู้การและเดินไปข้างหน้าต่อ

เดินไปหลายสิบหมี่ผ่าน ไม่พบซากแมงมุมวิญญาณอีก หลิงฮั่นจุนหยุดและชี้บอลหินมุมขวาบน

“ตรงกลางบอลหินลูกนั้นมีรูอยู่ แผ่นหนังสัตว์เคยสอดอยู่ตรงนั้นและแฉลบออกมาให้เห็นเล็กน้อย ข้าเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติเลยขึ้นไปตรวจสอบและพบแผ่นหนังสัตว์”

เฉินเฟยเงยหน้ามอง ร่างกายวูบไหวมาถึงหน้าบอลหิน เมื่อมองลงมาจากมุมสูงจะเห็นรูตรงกลาง

เฉินเฟยสังเกตบอลหินอย่างรอบคอบ ลักษณะของบอลหินเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การสอดแผ่นหนังสัตว์เอาไว้อาจเป็นการจงใจมำ

บอลหินค่อนข้างเด่นชัดเพราะรูปร่างของพวกมันไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม ตราบใดที่สังเกตสักหน่อยจะเห็นถึงความต่าง

ในเวลานั้นหลิงฮั่นจุนคงพบแผ่นหนังสัตว์เพราะทำเช่นนี้

เฉินเฟยมองบอลหินและไม่ได้รับเบาะแสที่เป็นประโยชน์ เมื่อใช้พลังจิตวิญญาณส่องเข้าไปก็พบว่าภายในบอลหินยังคงเป็นดินและหินซึ่งไม่มีอะไรพิเศษ มันไม่มีข้อจำกัดใดที่เกี่ยวข้องกับถ้ำ

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงวางบนบอลหิน ออกแรงเพียงเล็กน้อยจนทำให้บอลหินเกิดรอยแตก จากนั้นบอลหินแตกกระจาย

ยังคงไม่มีอะไร ความสงสัยนี้ของเฉินเฟยถูกปัดทิ้ง

“ไปต่อ” เฉินเฟยหันกลับไปหาหลิงฮั่นจุนและพูดเสียงทุ้ม

“ขอรับ!”

หลิงฮั่นจุนพยักหน้าตอบรับและเดินหน้าต่อ เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ หลิงฮั่นจุนระวังตัวมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าทางด้านหน้าเป็นอย่างไร

ตอนนี้แมงมุมวิญญาณในถ้ำอาจกองรวมกันอยู่ตรงหน้า หากไม่ระวังตัวคงได้ส่งตัวเองเข้าปากพวกมัน

แต่เส้นทางต่อจากนั้นค่อนข้างเกินความคาดหมายของหลิงฮั่นจุน มันไม่มีอันตรายใดนอกจากซากแมงมุมวิญญาณที่มีให้เห็นบนพื้นอยู่บ่อยครั้ง

หลิงฮั่นจุนนึกถึงพวกสวี่หวังเลี่ยง เกรงว่าพวกเขากำจัดสิ่งอันตรายหมดแล้ว

เฉินเฟยมองซากแมงมุมวิญญาณเหล่านั้น แม้พวกมันจะตายไประยะหนึ่งแล้ว แต่ดูจากลมปราณที่เหลืออยู่แล้วความแข็งแกร่งของแมงมุมวิญญาณเหล่านี้ค่อนข้างธรรมดา

อย่างน้อยเมื่อเทียบกับสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่เจอในดินแดนลับ แมงมุมวิญญาณเหล่านี้ค่อนข้างน่าผิดหวัง

ระดับขัดเกลาไขกระดูกจัดการมันได้ยาก แต่สำหรับระดับขัดเกลาอวัยวะภายในโดยเฉพาะระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด แมงมุมวิญญาณเหล่านี้จัดการได้ง่ายดาย

“ปังปังปัง…”

หลังเดินไปอีกไม่กี่สิบหมี่ ทันใดนั้นมีเสียงกระแทกดังมาจากระยะไกล

ห่างออกไปหลายสิบหมี่

สวี่หวังเลี่ยงทั้งหกกำลังรวมตัวกันโจมตีม่านพลังอย่างต่อเนื่อง ด้านหลังม่านพลังมีร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่

เมื่อมองให้ดีจะพบว่าร่างนี้ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว เสื้อผ้าบนร่างกายยังขาดรุ่งริ่ง แต่ร่างกายกลับไม่บุบสลาย

ด้านหน้าศพมีกล่องดำอยู่ นอกจากกล่องก็ไม่มีอะไรอีก

สวี่หวังเลี่ยงทั้งหกโจมตีม่านพลังหวังทำลายมันเพื่อจะได้รับกล่องดำนั้น

เห็นได้ชัดว่าคนด้านหลังม่านพลังตายไปหลายปีแล้ว การักษาให้ร่างกายไม่เน่าเปื่อยหลังผ่านไปหลายปีจำเป็นต้องมีระดับบ่มเพาะสูงอย่างยิ่ง

ไม่ว่ามีวิชาลับอยู่ในกล่องดำหรือไม่ มันต้องเป็นสมบัติที่ผู้แข็งแกร่งคนนี้เก็บรักษาไว้จนลมหายใจสุดท้าย

การได้รับสมบัติดังกล่าวอาจเป็นความหวังทำให้พวกเขาทะลวงระดับ

สวี่หวังเลี่ยงทั้งหกต่างอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด แต่พวกเขาอายุมากแล้วจึงไม่มีทางทะลวงระดับขัดเกลาทวาร แต่หากเป็นสมบัติในกล่องดำอันนั้น บางทีอาจทำได้?

ในเส้นทางยุทธ์ ตราบใดที่ยังมีความหวังก็ไม่มีใครเต็มใจนิ่งเฉย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมบัติที่มีโอกาสทำให้ทะลวงระดับขัดเกลาทวาร

ระดับขัดเกลาอวัยวะภายในกับระดับขัดเกลาทวารเหมือนต่างกันเพียงระดับเดียว แต่ในด้านพลังต่อสู้และสถานะล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง เป็นธรรมดาที่สวี่หวังเลี่ยงทั้งหกคนจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป