ตอนที่ 341 ตบปาก

ในคฤหาสน์จ้าว ขณะนี้ระดับขัดเกลาทวารทั้งหมดในเมืองซ่างอู๋มารวมตัวกันที่นี่ มองค่ายกลที่ก่อตัวขึ้นในห้องตำราทว่าไม่พบใคร

ตระกูลจ้าวที่เหลือยืนตัวสั่นอยู่ด้านข้างโดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สมาชิกในตระกูลบางคนตื่นตระหนกจนร้องไห้

โฉวหยวนเฉิงไม่ได้บอกสมาชิกตระกูลเหล่านี้เรื่องแผนการที่เตรียมไว้ ในความคิดโฉวหยวนเฉิง ทุกอย่างล้วนสามารถใช้ได้ยกเว้นตัวเอง

ความต่างอยู่ที่มูลค่าการใช้งานนั้นมากหรือน้อย ต้องใช้แรงมากน้อยในการลงทุนก็เท่านั้น

เฉินเฟยปรากฏตัวที่มุมหนึ่งของเมือง มองคฤหาสน์จ้าวจากระยะไกล ในขณะนี้ลมปราณระดับขัดเกลาทวารปะปนกันอยู่ที่นั่น ทหารลาดตระเวนในเมืองเข้าปิดล้อมอย่างแน่นหนา

หากเฉินเฟยติดอยู่ในข้างในคงเป็นเรื่องยากที่จะออกไปเว้นแต่จะสู้เพื่อหาทางออก แต่วิธีสังหารเพื่อฝ่าออกไปนั้นไร้ค่า เขาถูกโฉวหยวนเฉิงจูงจมูกโดยสิ้นเชิง

เฉินเฟยรับรู้สภาพแวดล้อม เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ร่างกลายเป็นภาพติดตารีบวิ่งไปที่กำแพงเมือง

ขณะนี้กำแพงเมืองเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน เห็นได้ชัดว่าเมืองซ่างอู๋กลัวเช่นกันว่าคฤหาสน์จ้าวจะใช้แผนส่งเสียงทางตะวันออกแต่ลอบโจมตีทางตะวันตก ท้ายที่สุดด้านนอกยังมีกองทัพหยาซานคอยกดดันอยู่

เฉินเฟยกระตุ้นกระสวยผ่านทะยานในอ้อมแขน ความเร็วท่าร่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่มีตัวถ่วงอย่างโฉวหยวนเฉิง ร่างเฉินเฟยจึงว่องไวและเป็นธรรมชาติขึ้น

ภายใต้วิชารวมลม แม้แต่เสียงลมยังถูกเฉินเฟยทำให้เบาลง ทหารบนกำแพงเมืองไม่เห็นอะไรผิดปกติ ส่วนเฉินเฟยออกนอกเมืองไปแล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน เฉินเฟยกลับมาที่เขาลูกเดิม

เมื่อเข้าใกล้ขึ้น เฉินเฟยพลันหยุดเท้า มองไปรอบเนินเขาแล้วขมวดคิ้ว

“กองทัพหยาซาน?” เฉินเฟยพูดเสียงเบา

แม้จะไม่มีใครอยู่แถวนี้ แต่ภายใต้การรับรู้จิตวิญญาณ เฉินเฟยยังคงสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ

“สายตาดี ขนาดพวกเราซ่อนตัวแบบนี้ เก๋อเซี่ยยังพบเบาะแสอีก”

เสียงหัวเราะดังขึ้น เหลียงจงผู่เดินออกมาช้าๆโดยถืออาวุธกึ่งวิญญาณของเฉินเฟยไว้ในมือและตามมาด้วยอีกสองคนที่มองเฉินเฟยขึ้นลง

“ข้าไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวเรื่องระหว่างเจ้ากับเมืองซ่างอู๋ เพียงมาที่นี่เพราะเรื่องส่วนตัวเท่านั้น”

เฉินเฟยมองทั้งสามคน เหลียงจงผู่อยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง สวมเสื้อสีเขียวดูสง่างาม แต่ดวงตามีแสงวาบเป็นครั้งคราว นั่นแสดงให้เห็นว่าคนคนนี้ไม่ได้ว่าง่ายเหมือนภายนอก

อีกสองคนเป็นหนึ่งชายหนึ่งสตรี ทั่งคู่ล้วนอยู่ในระดับขัดเกลาทวาร นักยุทธ์ชายที่มีอายุมากกว่าชื่อซูเหยียนซินเป็นศิษย์น้องของเหลียงจงผู่

นักยุทธ์สตรีอีกคนชื่อเหลียงลั่วหลัน ดูแล้วอายุยังน้อยลมปราณยืดหยุ่น น่าจะทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้ปีเดียวและยังอยู่ในสภาวะทำให้การบ่มเพาะมั่นคง

“ดึกดื่นป่านนี้มาแอบเข้าออกจากเมืองซ่างอู๋ เพียงเจ้าบอกว่าไม่ยุ่งเกี่ยวก็จะเป็นเช่นนั้นหรือ?”

ซูเหยียนซินจ้องมองเฉินเฟย ดวงตาไม่ปิดบังความเกลียดชังแม้แต่น้อย หากเหลียงจงผู่ไม่ได้อยู่ด้วย ซูเหยียนคงพุ่งไปสู้กับเฉินเฟยแล้ว

“ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น”

เหลียงจงผู่โบกมือ มองเฉินเฟยและพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าช่วยบอกตัวตนได้หรือไม่? สองกองทัพกำลังต่อสู้กัน เจ้าเข้าออกเมืองซ่างอู๋เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนสงสัย”

“เป็นเพียงผู้ฝึกตนทั่วไป”

เฉินเฟยส่ายหน้า มองอาวุธกึ่งวิญญาณในมือเหลียงจงผู่แล้วพูด “เจ้าคืนสิ่งนั้นมาได้หรือไม่ แล้วข้าจะออกจากเขตแดนเมืองซ่างอู๋ทันที”

“จะมาก็มาจะไปก็ไป เจ้าคิดว่าที่นี่คือที่ไหน?” ซูเหยียนซินพูดเสียงดัง

เฉินเฟยขมวดคิ้ว หันไปมองซูเหยียนซิน สีหน้าค่อยๆเย็นชา เฉินเฟยไม่อยากทำสิ่งที่ไร้ความหมาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมให้คนอื่นทำแบบนี้ต่อหน้าตัวเอง

ซูเหยียนซินเห็นเฉินเฟยหันมามองจึงกำลังจะพูดต่อ แต่พอสบตากับเฉินเฟย ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆก็รู้สึกถึงความเย็นเข้ามาในใจ

ความเย็นนี้มาอย่างไร้เหตุผล แต่ซูเหยียนซินรู้สึกว่าหากพูดอีกสักคำอาจเผชิญกับภัยพิบัติ

เป็นไปได้ว่าจะตาย!

แต่คนตรงหน้าเป็นเพียงระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น การบ่มเพาะเหมือนจะไม่อยู่ในระดับเดียวกันและดูอายุน้อย บางทีจุดทวารที่อีกฝ่ายเปิดได้อาจไม่ดีเท่าของตัวเองซ้ำ แล้วจะเกิดภัยพิบัติได้อย่างไร? ข้าจะตายได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหลียงจงผู่และเหลียงลั่วหลันเพิ่งทะลวงระดับไม่นานมานี้ยืนอยู่ด้านข้าง ความแข็งแกร่งของพวกเขาเหนือกว่าเฉินเฟยมาก

เหลียงลั่วหลันมองซูเหยียนซินด้วยสีหน้าแปลกๆ ชื่อเสียงเรื่องอารมณ์ร้อนของซูเหยียนดังไปทั่วสำนัก ทำไมวันนี้ถึงหยุดพูดหลังพูดเพียงไม่กี่คำ? นี่ไม่เหมือนนิสัยซูเหยียนซินเลย

เหลียงลั่วหลันหันไปมองเฉินเฟย หล่อเหลายิ่งนัก การบ่มเพาะยังมาถึงระดับขัดเกลาทวารตั้งแต่อายุน้อย คนเช่นนี้จะเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปในชนบทได้อย่างไร

เมื่อเห็นซูเหยียนซินไม่พูดอะไร เฉินเฟยจึงหันไปมองเหลียงจงผู่ เหลียงจงผู่มองหน้าเฉินเฟยแล้วรู้สึกถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้าใบหน้า

เหลียงจงผู่ประหลาดใจที่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากสายตาอีกฝ่าย คนตรงหน้าไม่ใช่นักยุทธ์ขัดเกลาทวารขั้นต้นธรรมดาเหมือนที่เห็นแน่แต่ไม่ว่าเหลียงจงผู่จะมองอย่างไรก็รับรู้ได้เพียงการบ่มเพาะของเฉินเฟยไม่ได้เหนือไปกว่านั้น

เหลียงจงผู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คลายมือขวาเล็กน้อย อาวุธกึ่งวิญญาณในมือลอยไปหาเฉินเฟย เฉินเฟยจับอาวุธกึ่งวิญญาณ เหลือบมองทั้งสามคน ร่างวูบไหวหายไปจากจุดนั้น

เมื่อเห็นเฉินเฟยจากไป เหลียงจงผู่รู้สึกว่าหัวใจผ่อนคลายลงเล็กน้อย เมื่อครู่ไม่ได้ตระหนักถึงมัน แต่ตอนนี้ตระหนักได้ว่าแรงกดดันมหาศาลกำลังกดทับหัวใจตัวเอง

เมื่อเฉินเฟยหายตัวไป แรงกดดันที่รับรู้ได้ล่าช้าก็ลดลง

เหลียงจงผู่หันไปมองซูเหยียนซิน พบว่าใบหน้าซูเหยียนซินซีดลงและดวงตายังแดงก่ำ

เหลียงลั่วหลันพบว่ามีบางอย่างผิดปกติระหว่างพวกเขาทั้งสอง โดยเฉพาะซูเหยียนซินที่ขณะนี้เหมือนจะบาดเจ็บสาหัส แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เจ้าเป็นอะไร?” เหลียงจงผู่มองซูเหยียนซินแล้วขมวดคิ้วถาม

“ข้าถูกโจมตีจิตวิญญาณ!” ซูเหยียนซินมองเหลียงจงผู่ด้วยรอยยิ้มเบี้ยว แม้จะไม่ร้ายแรงแต่ยังต้องพักฟื้นระยะหนึ่ง

เมื่อครู่สบตากับเฉินเฟยได้แล้วเกิดอาการใจสั่น นั่นอาจเป็นเพราะจิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บ พอเฉินเฟยจากไป ซูเหยียนซินจึงตระหนักได้ว่ามันน่ากลัวเหนือคำบรรยาย

ดวงตาเหลียงจงผู่หรี่ลงเล็กน้อย แค่สบตากันเมื่อครู่ถึงกับทำให้ซูเหยียนซินบาดเจ็บเลยหรือ?

เมื่อครู่ทั้งสี่ทดสอบพลังจิตวิญญาณของกันและกัน หากเป็นเช่นนั้นเขาต้องโจมตีจิตวิญญาณซูเหยียนซินโดยไม่มีใครสังเกตุเห็น ทักษะและความแม่นยำที่จำเป็นในการทำแบบนี้อยู่เหนือคำบรรยาย

เหลียงจงผู่ทำลายจิตวิญญาณซูเหยียนซินได้เช่นกัน แต่เขาไม่อาจทำแบบเงียบๆได้แน่นอน

ดวงตาเหลียงลั่วหลันเบิกกว้างเล็กน้อย นางหันไปมองจุดที่เฉินเฟยหายตัวไป เขาเป็นใครกันแน่? หากเมื่อครู่เกิดการต่อสู้ พวกเขาสามคนจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกหรือ?

แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายดูอายุน้อยกว่าตัวเอง

ห่างออกไปสิบลี้ เฉินเฟยหยุดเท้า มองรอบตัวเพื่อระบุทิศทางและรีบไปเมืองฉินไห่

เมื่อครู่เพียงแค่ลงโทษซูเหยียนซินเล็กน้อย หากอีกฝ่ายกดดันมากกว่านี้ เฉินเฟยอาจต้องชักกระบี่

ในกองทัพหยาซานย่อมมีระดับขัดเกลาทวารมากกว่าสามคน แต่ตราบใดที่จัดการรวดเร็วพอ เฉินเฟยจะล่าถอยได้อย่างสมบูรณ์ แม้กองทัพหยาซานที่เหลือจะมาเร็วเกินไป เฉินเฟยยังสามารถสังหารซูเหยียนซินก่อนจากไปได้

ยามค่ำคืน ลมแรงผัดผ่านถิ่นทุรกันดาร เหตุผลที่เฉินเฟยไปเมืองฉินไห่นั้นเรียบง่าย เขาจำเป็นต้องหาข้อมูล

หอกระบี่หวนคืน แม้เฉินเฟยจะได้ยินคำพูดจากคนอื่น แต่เฉินเฟยไม่รู้สถานการณ์โดยเฉพาะและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายอยู่ในเมืองไหน

แต่ตอนนี้เมืองซ่างอู๋อยู่ในภาวะสงคราม มันไม่สะดวกที่จะหาข้อมูล แน่นอนว่าการไปเมืองฉินไห่ที่ใกล้สุดเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า

ในเวลานั้นเฉินเฟยยังต้องการซื้อแผนที่ด้วย เมืองซ่างอู๋เป็นสถานที่ไกลสุดที่เฉินเฟยเคยวิ่งมา ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนเฉินเฟยก็ค่อนข้างสับสนเส้นทาง

ในเวลานี้สิ่งปลอดภัยสุดคือติดตามกองคาราวาน แม้ในปัจจุบันจะมีกองคาราวานน้อยมาก แต่ส่วนที่เหลือคือกองคาราวานที่แข็งแกร่ง

กองคาราวานเหล่านี้เดินทางขึ้นเหนือลงใต้ เป็นธรรมดาที่จะรู้จักสถานที่อันตรายมากมาย ดังนั้นพวกเขาจึงหลีกเลี่ยงพวกมันได้

แต่การติดตามกองคาราวานช้าเกินไปสำหรับเฉินเฟย

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เฉินเฟยเห็นเมืองหนึ่งปรากฏตรงหน้าจากระยะไกล นั่นคือเมืองฉินไห่

เฉินเฟยกลายเป็นภาพติดตาปีนข้ามกำแพงเมืองโดยตรง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการต่อสู้ในเมืองซ่างอู๋หรือไม่ เมืองฉินไห่ที่ได้รับข่าวนี้จึงวางทหารลาดตระเวนกำแพงเมืองมากกว่าเมื่อก่อน

อย่างไรก็ตามด้วยความแข็งแกร่งของนายพลและกองทหารของเมืองฉินไห่ หากกองทัพหยาซานเข้าโจมตีเมืองฉินไห่ เมืองฉินไห่คงต้านทานได้ไม่มากนัก

เพราะในเมืองฉินไห่ไม่มีนักยุทธ์ขัดเกลาทวารแม้แต่คนเดียว ตราบใดที่กองทัพหยาซานใช้แผนกวาดล้าง มันก็เพียงพอที่จะทำให้เมืองฉินไห่เกิดความวุ่นวาย

ส่งระดับขัดเกลาทวารของกองทัพหยาซานมาเปิดประตู เพียงเท่านี้ทหารของกองทัพหยาซานก็พุ่งเข้ายึดเมืองฉินไห่ได้อย่างง่ายดาย

ในโลกนี้อิทธิพลของนักยุทธ์ระดับสูงในสงครามนั้นอันตรายถึงชีวิต ตราบใดที่นักยุทธ์ขัดเกลาทวารไม่จนมุมก็สามารถสังหารนักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายได้อย่างง่ายดาย

เว้นแต่ว่าจะใช้ค่ายกลจับระดับขัดเกลาทวารแล้วใช้กลยุทธ์ฝูงชนเข้าปิดล้อม แบบนั้นจึงสามารถสังหารระดับขัดเกลาทวารได้ทันที

แต่เนื่องจากทุกคนรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าค่ายกล โดยปกติแล้วระดับขัดเกลาทวารจะไม่โจมตีกองทหารโดยตรงเพราะมันทำให้เรือล่มในรางน้ำได้ง่าย

และผู้แข็งแกร่งรวมทวารสามารถยืนอยู่ในอากาศได้ ในเวลานั้นต่อให้มีระดับปรับแต่งจำนวนมากก็ไร้ประโยชน์

สำหรับบางสิ่งเช่นลูกธนู มันไม่มีคุณสมบัติเข้าใกล้ผู้แข็งแกร่งรวมทวารเลย เว้นแต่ระดับขัดเกลาทวารจะเป็นคนยิง

ขณะนี้มีกบฏจำนวนมากที่ราชวงศ์ไม่สามารถกวาดล้างเพราะมีผู้แข็งแกร่งไม่น้อยคอยสนับสนุน เหตุผลที่รอบเมืองเซียนเมฆายังคงสงบเพราะมีผู้แข็งแกร่งระดับรวมทวารอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเฟยปรากฏต่อหน้าตระกูลหรวน ยามตระกูลหรวนมองเฉินเฟยอย่างด้วยความรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อย ครู่ต่อมาดวงตายามเบิกกว้าง

เพราะเขาได้พบเฉินเฟยเมื่อสองปีก่อน!

หลังจากนั้นไม่นานทั้งตระกูลหรวนก็อยู่ในความโกลาหล สมาชิกระดับสูงทุกคนของตระกูลหรวนรีบมาที่ห้องโถง เมื่อเห็นเฉินเฟยนั่งสูงกว่าก็ไม่กล้าแสดงความโกรธ