ตอนที่ 235 หมู่บ้านโบราณบนภูเขารกร้าง

ในอำเภอผิงหยิน หมอกขาวลอยอยู่ในอากาศ ลมปราณเย็นเยือกอยู่ทั่วบริเวณ คนธรรมดาที่เห็นถึงกับสั่นสะท้าน

แต่เพราะอำเภอผิงหยินถูกสิ่งแปลกประหลาดกลืนกิน ภายในระยะหลายสิบลี้จากอำเภอผิงหยินจึงไม่มีคนธรรมดาอาศัยอยู่ ทุกคนที่หลบหนีไปได้ต่างหนีไปไกล ส่วนคนที่หนีไม่รอดล้วนต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป

แต่ในเวลานี้มีคนยี่สิบสามสิบคนยืนห่างจากประตูตะวันออกของอำเภอผิงหยินสิบลี้ พวกเขาดูการเปลี่ยนแปลงของลมปราณในอำเภอผิงหยินจากระยะไกลอย่างเงียบๆมาหลายชั่วยามแล้ว

“ผู้อาวุโสฝาง พวกเราจะเข้าไปเลยหรือไม่?”

กลุ่มมีอยู่หลายสิบคนโดยมีชายชราเป็นศูนย์กลาง บางคนอยู่ในระดับขัดเกลาทวาร ส่วนมากอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในและระดับขัดเกลาไขกระดูก ใครบางคนกุมมือของคำแนะนำ

ชายชราชื่อฟางจือฉิว ไม่มีตระกูลไร้ซึ่งสำนัก การบ่มเพาะอยู่ในระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง ในบรรดาผู้ฝึกตนทั่วไป ผู้ที่บ่มเพาะถึงถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นได้ถือว่าหายากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง

หลังจากถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น ผู้ฝึกตนทั่วไปส่วนใหญ่จะติดอยู่ขั้นนี้ตลอดชีวิต เป็นการยากที่จะก้าวหน้าต่อเว้นแต่จะได้รับโอกาสวาสนา

ฟางจือฉิวบ่มเพาะจนถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง เขาย่อมเป็นผู้นำของบรรดาผู้ฝึกตนทั่วไปจำนวนมากในที่นี้ ฟางจือฉิวอาศัยความเข้าใจตำราค่ายกลเบื้องต้นเริ่มต้นเส้นทางฝึกฝนค่ายกล

ในบรรดาระดับขัดเกลาทวารตรงนี้ ฟางจือฉิวไม่เพียงมีระดับบ่มเพาะสูงสุด แต่ยังเข้าใจเรื่องค่ายกลมากที่สุด

ในเวลานี้ผู้คนจำนวนมากรวมตัวอยู่นอกอำเภอผิงหยิน พวกเขายังไม่ได้เข้าโจมตีเพราะอำเภอผิงหยินถูกล้อมด้วยค่ายกล

ช่างแปลกนักที่มันมีค่ายกล เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งของสิ่งแปลกประหลาดตัวนั้น ทุกคนจึงคิดว่าสิ่งแปลกประหลาดมีสมบัติล้ำค่าไว้ครอบครอง

ดังนั้นผู้ฝึกตนทั่วไปจำนวนมากจึงมารวมตัวกันที่นี่โดยตั้งใจมารับส่วนแบ่งจากซุบชามนี้ สำหรับนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในและขัดเกลาทวารเหล่านั้น พวกเขาต่างถูกผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารพามา หลังเข้าเมืองแล้วสามารถใช้คนพวกนี้จัดการเรื่องเล็กน้อย

“ไม่ต้องรีบร้อน พลังของค่ายกลยังสูงอยู่ รอไปก่อน” ฟางจือฉิวโบกมือ

“ผู้อาวุโสฟางรอบรู้นัก” มีคนชมเขา

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้อาวุโสฟางเดินทางไปทั่วโลก เป็นธรรมดาที่ผู้อาวุโสจะมีความรู้มากกว่า”

“ผู้อาวุโสฟาง ท่านเคยเจอสถานการณ์คล้ายกันนี้จากที่อื่นบ้างหรือไม่?” มีคนถามอย่างนอบน้อม

“ข้าเจอเรื่องแบบนี้หลายครั้งแล้ว”

ฟางจือฉิวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด “สิ่งแปลกประหลาดมีความสามารถแปลกๆนับพัน ตอนที่ข้ามาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเห็นหมู่บ้านบนภูเขาซึ่งกลายเป็นพื้นที่ความประหลาด ผู้ฝึกตนทั่วไปอาจรับมือสิ่งแปลกประหลาดภายในนั้นได้ยาก”

คนรอบตัวแปลกใจเมื่อได้ยินเรื่องนี้ หากคนธรรมดาเจอสิ่งแปลกประหลาด นั่นแทบจะตายเก้ารอดหนึ่ง ในขณะที่ยิ่งนักยุทธ์ปรับปรุงการบ่มเพาะของตัวเอง ความสามารถในการสู้กับสิ่งแปลกประหลาดจะมากขึ้น

แต่ขนาดนักยุทธ์ยังมีระดับต่างกัน สิ่งแปลกประหลาดย่อมเป็นเช่นเดียวกัน ตัวที่อยู่ในอำเภอผิงหยินแข็งแกร่งมาก ต่อให้เป็นระดับขัดเกลาทวารก็อาจตกอยู่ในอันตราย

คาดไม่ถึงว่าในระยะหลายสิบลี้จะมีพื้นที่ความประหลาดอีกแห่งหนึ่งซึ่งอันตรายไม่น้อยกว่ากัน

“มันต่างจากที่นี่ สิ่งแปลกประหลาดในอำเภอผิงหยินแข็งแกร่งอย่างบริสุทธิ์ แต่สถานที่นั้นกลับเต็มไปด้วยชั่วร้าย หากไม่มีวิธีรับมือเกรงว่าคงกลับออกมาได้ยาก”

ฟางจือฉิวอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าคนรอบตัว ในขณะที่กำลังจะพูดต่อ เขาเห็นค่ายกลของอำเภอผิงหยินเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายขึ้น

“ไป!”

ฟางจือฉิวตะโกนและเป็นผู้นำวิ่งไปที่ประตูตะวันออกของอำเภอผิงหยิน นักยุทธ์รอบตัวไม่กล้ารอช้ารีบตามฟางจือฉิวไป

เมื่อคนสุดท้ายเข้าสู่อำเภอผิงหยิน ประตูตะวันออกของอำเภอผิงหยินสั่นไหวเล็กน้อย ครู่ต่อมาก็ปิดลงกะทันหัน

หมู่บ้านโบราณบนภูเขารกร้าง

เฉินเฟยยืนอยู่หน้ากระท่อม มองไปรอบด้านอย่างว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงมายืนอยู่ที่นี่ ความทรงจำก่อนหน้านี้ล้วนหายไปหมด

เฉินเฟยก้มหน้ามองมือซึ่งถือเทียนแดง วางเทียนสีแดงไว้ตรงหน้า รู้สึกว่าเทียนแดงดูคุ้นเคยและเหมือนจะเป็นของสำคัญ

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบแท่งไฟออกมาตั้งใจจะลองจุดเทียนแดง แต่พอกำลังจะจุดจริง ในใจกลับรู้สึกว่าหากจุดเทียนแดงแล้วอาจเกิดเรื่องที่ยุ่งยากขึ้น

“สหาย ท่านหลงทางหรือ?”

ขณะที่เฉินเฟยลังเลก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เฉินเฟยเงยหน้ามอง เห็นชายชราอยู่ไม่ไกลกำลังมองเขาด้วยรอยยิ้ม

รอยยิ้มชายชราดูอบอุ่น แต่รอยยิ้มอบอุ่นนี้ไม่เพียงไม่ทำให้เฉินเฟยรู้สึกอบอุ่น มันกลับทำให้รู้สึกเย็นเยือกไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

“ที่นี่คือหมู่บ้านหมี่ ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ข้างนอกเต็มไปด้วยความโกลาหลจากสงคราม ดังนั้นเราจึงซ่อนตัวอยู่ที่นี่ การที่สหายมาถึงหมู่บ้านหมี่ย่อมเป็นโชคชะตานำพา”

ชายชราเดินเข้ามาอย่างกระตือรือร้นและคว้าข้อมือเฉินเฟย เฉินเฟยหลบเลี่ยงมัน แต่เขาหลบไม่พ้นและถูกจับไว้อย่างแรง ความเย็นไหลผ่านข้อมือเข้าไปยังร่างกาย

สยบมังกรคชสารเริ่มโคจรเองและดูดซับความเย็นนี้ ใบหน้าเฉินเฟยซึ่งเดิมทีเป็นสีฟ้าเล็กน้อยค่อยๆกลับมาเป็นปกติ

“ให้ข้าพาเจ้าไปชมหมู่บ้านหมี่เถอะ!”

หัวหน้าหมู่บ้านดึงข้อมือเฉินเฟยด้วยแรงมหาศาล เฉินเฟยกลายเป็นเหมือนคนธรรมดาและถูกดึงไปข้างหน้า

“ตอนนี้หมู่บ้านหมี่มีประชากรสามร้อยยี่สิบสามคน หากสหายคิดว่าที่แห่งนี้เป็นสถานที่ดี เจ้าสามารถตั้งหลักอยู่ที่นี่ได้เลย ด้านนอกนั้นอันตรายเกินไป อย่างน้อยหมู่บ้านหมี่ช่วยให้เจ้าปลอดภัยได้”

หัวหน้าหมู่บ้านมีรอยยิ้มบนหน้า เฉินเฟยมองใบหน้ายิ้มแย้มของหัวหน้าหมู่บ้าน รอยยิ้มสดใสแต่ในดวงตากลับไม่มีรอยยิ้ม

ทันใดนั้นเฉินเฟยนึกถึงมนุษย์กระดาษ มนุษย์กระดาษมีใบหน้ารูปพีชและรอบยิ้ม แต่ดวงตาของมันเย็นชาจนทำให้ผู้คนสั่นเทา

“นี่คือพื้นที่เพาะปลูกของเรา ไม่กี่ปีมานี้อากาศค่อนข้างดี การเก็บเกี่ยวจึงดีมาก ไม่มีใครต้องทนหิว”

หัวหน้าหมู่บ้านพาเฉินเฟยไปพื้นที่เพาะปลูก สายลมพัดผ่าน รวงข้าวสั่วไหว ดูแล้วคงให้ผลเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย เพียงแต่เฉินเฟยมองรวงข้าวเหล่านี้อยู่นาน ด้วยเหตุผลบางอย่างเขามักรู้สึกว่ามีเลือดอยู่ระหว่างรวงข้าว?

ก่อนเฉินเฟยจะเห็นชัดเจน หัวหน้าหมู่บ้านก็ลากเฉินเฟยไปที่บ่อน้ำ

“เมื่อก่อนชาวบ้านไม่ค่อยได้กินเนื้อ แต่ตอนนี้เราเลี้ยงปลาไว้เยอะจึงได้กินเนื้อปลาเป็นบางครั้ง”

เฉินเฟยมองบ่อปลา ในนั้นมีปลาเยอะมาก ปลาเหล่านั้นโผล่ขึ้นมาเหมือนรู้ถึงการมาของเฉินเฟย

เสียงพึมพำดังขึ้นในหูเฉินเฟย ขณะที่กำลังสับสน เฉินเฟยเหมือนได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่นานนักเสียงพึมพำเหล่านี้หายไปราวกับทุกอย่างเป็นเพียงอาการหลอน

เฉินเฟยส่ายหัวเล็กน้อยแล้วมองบ่อปลา พบว่าปลาทั้งหมดว่ายกลับไปที่ก้นบ่อแล้ว

“ดูเหมือนปลาพวกนี้จะชอบเจ้ามาก ไว้ข้าจะฆ่ามันแล้วนำมาให้กินแล้วกัน” หัวหน้าหมู่บ้านพูดด้วยรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไร” เฉินเฟยส่ายหัว พูดด้วยความรู้สึกไม่สบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก

“อยู่หมู่บ้านหมี่เถอะ ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็ทำเหมือนว่าที่นี่เป็นบ้านของเจ้าเอง ไม่ต้องอดกลั้นไว้หรอก!”

หัวหน้าหมู่บ้านหัวเราะเบาและดึงเฉินเฟยไปยังสถานที่เลี้ยงหมูแกะ แต่เมื่อเทียบกับปลาตัวใหญ่เหล่านั้น หมูแกะเหล่านี้ดูผอมมาก

“ตอนนี้หมู่บ้านหมี่เลี้ยงพวกมันไว้ด้วย จะได้แน่ใจว่าทุกคนมีอาหารเพียงพอ” หัวหน้าหมู่บ้านมองหมูแกะแล้วเลียปากจนเผยให้เห็นฟันแหลมคม

“ข้ามีสิ่งที่ต้องทำด้านนอก ท่านช่วยไปส่งข้าหน่อยได้หรือไม่?”

เฉินเฟยเดินไปรอบๆแล้วรู้สึกแย่ลง ที่แย่กว่านั้นคือเฉินเฟยจำไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงมาที่นี่ สิ่งนี้ทำให้เขาไม่สบายใจ

“ไม่ต้องรีบร้อน ชาวบ้านรู้ว่ามีแขกมาจากข้างนอก พวกเขากำลังรออยู่ในหมู่บ้านแล้ว”

หัวหน้าหมู่บ้านพูดโดยไม่ให้โอกาสเฉินเฟยปฏิเสธและดึงเฉินเฟยเข้าหมู่บ้าน เฉินเฟยพยายามดิ้นหลุดแต่ไม่อาจทำอะไรได้

เฉินเฟยโดนลากไปถึงพื้นที่เปิดโล่งในใจกลางหมู่บ้านหมี่ คนมากกว่าสามร้อยยืนอยู่ที่นี่อย่างหนาแน่น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างมองเฉินเฟย

เห็นได้ชัดว่าเขากำลังถูกจับตามองอยู่ แต่ความเย็นกลับพุ่งมาจากฝ่าเท้าไปถึงศีรษะ

คนเหล่านี้ไม่พูด เพียงมองเฉินเฟยด้วยสายตาเย็นชา แม้แต่เด็กยังยืนข้างกันเงียบๆโดยไม่ร้องไห้ สร้างปัญหา หรือวิ่งเล่น

“โฮ่ มีแขกมาอีกสองคน”

ทันใดนั้นหัวหน้าหมู่บ้านพลันยิ้ม เขาหันไปมองข้างหลัง ปล่อยข้อมือเฉินเฟย วิ่งไปเพียงไม่กี่ก้าวและหายไปจากสายตาเฉินเฟย

เฉินเฟยยกข้อมือขึ้นและพบว่ามันเขียวช้ำ ยังดีที่การโคจรสยบมังกรคชสารช่วยให้รอยเขียวช้ำบนผิวหนังหายไป

เฉินเฟยมองไปรอบตัวและรู้สึกไม่ดีกับที่นี่ พอคิดจะออกไปชาวบ้านหลายคนก็เข้ามาขวางทันที

ชาวบ้านเหล่านี้ไม่แดงสีหน้าใด อย่างน้อยหัวหน้าหมู่บ้านยังมีรอยยิ้ม แต่ชาวบ้านเหล่านี้มองเฉินเฟยอย่างเย็นชา

เฉินเฟยลังเลว่าจะบอกกล่าวหรือออกไปเลยดี แต่แล้วเขาก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านกลับมาพร้อมคนสองคน

เฉินเฟยมองสองคนนั้น หนึ่งในนั้นไม่รู้จักแต่อีกคนหนึ่งค่อนข้างคุ้นหน้า สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทั้งสองคนควรรู้จักกัน แต่ในใจเฉินเฟยกลับรู้สึกเกลียดคนนี้

“วันนี้หมู่บ้านหมี่ของเรามีชีวิตชีวานัก มีแขกมาที่นี่พร้อมกันถึงสามคน”

หัวหน้าหมู่บ้านหัวเราะเสียงดัง ชาวบ้านที่ไร้สีหน้าเมื่อครู่ก็ยิ้ม เพียงแค่ใบหน้ายิ้มแย้มเหล่านี้เหมือนแกะสลักจากแม่พิมพ์เดียวกันซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกหนังหัวชาวาบ

ลู่จือชุนขมวดคิ้วมองเฉินเฟย เขารู้สึกว่าคนคนนี้คุ้นหน้านักแต่จำไม่ได้ว่าเคยพบที่ไหน และดูเหมือนว่าการมาที่นี่จะเป็นเพราะความสัมพันธ์ยอดเยี่ยมกับอีกฝ่าย

แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงจำไม่ได้

“เพื่อเป็นการต้อนรับพวกเจ้า หมู่บ้านจึงเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว หวังว่าแขกทั้งสามจะไม่ขุ่นเคือง”

หัวหน้าหมู่บ้านปรบมือ ชาวบ้านหลายคนตั้งโต๊ะในพื้นที่โล่ง ในขณะเดียวกันมีอาหารจานร้อนหลายจานถูกนำมาวาง กลิ่นผักเริ่มแผ่กระจายและกระตุ้นความอยากอาหารของผู้คนที่ได้กลิ่น

แต่ลู่จือชุนกับฮวาเต๋าหงไม่ขยับ เฉินเฟยมองจานเหล่านั้นและไม่ขยับเช่นกัน