เมืองเซียนเมฆา สมาคมนักหลอมโอสถ
“ปรมาจารย์เว่ย มีนักหลอมโอสถระดับแปดขอความช่วยเหลือจากสมาคม”
วันนี้เว่ยซิงซานบังเอิญอยู่ในพันธมิตรพอดี ผู้ดูแลพูดด้วยความเคารพ
“มีคนรังแกนักหลอมโอสถของเรา?”
เว่ยซิงซานประหลาดใจเล็กน้อย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนักเนื่องจากเขาเป็นเจ้าสมาคม ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรายงานให้เขารู้เลย
“ขอรับ”
ผู้ดูแลพยักหน้า มองใบหน้าของเว่ยซิงซานแล้วพูด “นักหลอมโอสถคนนี้บอกว่าหงหยวนเฟิงแห่งสำนักกระบี่เซียนเมฆากล่าวหาว่าเขาฆ่าศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่เซียนเมฆา”
ผู้ดูแลไม่อยากรายงานเรื่องนี้เลย แต่เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่เซียนเมฆาสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวและสมาคมนักหลอมโอสถของพวกเขา หากเขาไม่รายงานเรื่องนี้อย่างชัดเจนและมีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลัง สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบจะลำบากยิ่งกว่านี้
เว่ยซิงซานขมวดคิ้ว โดยเฉพาะเมื่อได้ยินชื่อหงหยวนเฟิงก็ยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น ชตรวจสอบเรื่องนี้หรือยัง?” เว่ยซิงซานพูดเสียงทุ้ม
“ตรวจสอบแล้วขอรับ”
ผู้ดูแลไม่กล้าประมาทและเล่าทุกอย่างที่ได้รู้มา
ความจริงแล้วเรื่องนี้นั้นเรียบง่ายและชัดเจน แต่เพราะมีกองกำลังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมันจึงซับซ้อน
“หงหยวนเฟิงคิดว่าศิษย์ขัดเกลาไขกระดูกของนิกายกระบี่เซียนเมฆาถูกฆ่าโดยศิษย์หลอมกระดูกของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว เพราะศิษย์หลอมกระดูกคนนั้นยังมีชีวิตอยู่?”
เว่ยซิงซานตะคอกเย็นชาอย่างไม่พอใจหลังได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้เผยแพร่สู่ภายนอกแล้ว สำนักกระบี่เซียนเมฆายังไม่จัดการอีกหรือ?
“ได้ยินมาว่ามีสัญลักษณ์ของสำนักเพลิงเทพในที่เกิดเหตุด้วย” ผู้ดูแลกระซิบ
“เพื่อสร้างความลำบากให้นักหลอมโอสถระดับหลอมกระดูกถึงกับทำเพียงนี้ สมควรแล้วที่เสินติ่งหยานเคารพหงหยวนเฟิงเป็นอาจารย์ เหมือนกันไม่มีผิด!”
เว่ยซิงซานแสดงสีหน้าไม่พอใจ ในฐานะผู้ปกครองที่ใช้ความสามารถชนะรอบทิศ การรังแกผู้คนถือเป็นเรื่องปกติ แต่การรังแกคนอื่นจนสุดท้ายเป็นตัวเองที่หายไป มันเรื่องที่น่าอัปยศนัก
“กระจายข้อความนี้ออกไป บอกให้สำนักอย่าทำให้นักหลอมโอสถคนนี้ต้องลำบาก หากมีความสามารถจงไปหาคนร้ายตัวจริง!” เว่ยซิงซานพูดเสียงทุ้ม
“ขอรับ!” ผู้ดูแลพยักหน้าและถอยกลับไป
เว่ยซิงซานอ่านตำราในมือ ยิ่งอ่านมันก็ยิ่งจืดชืด เขาตบโต๊ะอย่างแรงด้วยสีหน้าไม่พอใจ
สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว
เวลานี้เฉินเฟยอยู่ที่ห้องรับแขกในบ้านเฟิงซิวผู่ เฟิงซิวผู่กังวลว่าหอคุมกฎหมายจะกลับมาอีกจึงให้เฉินเฟยอาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อน
เฉินเฟยหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดตลอดเวลาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บในร่างกาย
“หืม?”
ทันใดนั้นความแข็งแกร่งที่หมุนเวียนช้าๆเกิดสั่นสะท้าน จากนั้นเริ่มไหลผ่านเส้นลมปราณด้วยความผันผวน อาการบาดเจ็บในร่างเฉินเฟยเริ่มดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเร็วในการฟื้นตัวเพิ่มขึ้นมาก
เฉินเฟยไม่หยุดหมุนเวียนพลังภายใน เฉินเฟยหมุนเวียนไปอีกหนึ่งชั่วยามก่อนจะหยุดลง
เมื่อลืมตาขึ้น เฉินเฟยรู้สึกถึงความอบอุ่นในร่างกาย สีหน้าเขาประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อมองแผงควบคุมอีกครั้งสีหน้าเฉินเฟยก็เปลี่ยนไปทันที พลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่สมบูรณ์แล้ว
“นี่คือพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่ มันเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ร่างกายเหมือนจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยด้วย”
เฉินเฟยพึมพำกับตัวเอง มันยากที่จะพูดให้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นอย่างไร เฉินเฟยแค่รู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายมากขึ้นราวกับภาระถูกปลดเปลื้อง
เฉินเฟยยังคงดูระบบ นอกจากการสำเร็จพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่ สิ่งอื่นเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่!
ดวงตาเฉินเฟยเบิกกว้างดูระดับตัวเอง
[ระดับ: หลอมกระดูก(47310/99336)]
เดิมทีหากต้องการทะลวงระดับขัดเกลาไขกระดูกจำเป็นต้องมีความชำนาญหนึ่งแสน แต่ในเวลานี้จำนวนนั้นได้ลดลงไปหลายร้อย
“พลังเข้าใจต้นกำเนิดช่วยทะลวงระดับได้จริงหรือ?”
เฉินเฟยทั้งประหลาดใจและดีใจ ความยากลดลงจริงๆ หากเป็นไปตามทิศทางนี้คาดว่าขีดจำกัดจะลดลงทุกครั้งที่หมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิด
เฉินเฟยยังสามารถกินโอสถได้ทุกวันตามปกติและดูดซับปราณหยวน เมื่อเพิ่มลดทั้งสองอย่างแล้ว ระยะเวลาการก้าวหน้าจะสั้นลงอย่างมาก
“นี่แค่พลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่ พลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่ขั้นห้าต้องมีส่วนช่วยในระดับดเกลาไขกระดูกด้วยแน่!”
เฉินเฟยกำหมัดแน่น การที่ตัวเองมีระดับบ่มเพาะต่ำมันน่าอึดอัดนัก เวลาเผชิญหน้ากับผู้ที่มีระดับสูงกว่า หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นศิษย์จากสำนักใหญ่เช่นสำนักกระบี่เซียนเมฆา แค่สูงกว่าระดับเดียวก็สูงกว่าอย่างไร้ขอบเขตแล้ว
การสู้ข้ามระดับนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
“รักษาอาการบาดเจ็บก่อน พอหายดีแล้วค่อยเริ่มฝึกหนัก!”
เฉินเฟยคิดกับตัวเองแล้วนั่งสมาธิอีกครั้ง เฉินเฟยอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะบ่มเพาะ
เช้าตรู่วันต่อมา โจวหานจงนำผู้คนจากหอคุมกฏมาหาที่ประตูอีกครั้ง
“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน!” เฟิงซิวผู่ขมวดคิ้วมองโจวหานจง
“ขอให้เฉินเฟยร่วมมือในเรื่องหนึ่ง ไม่ต้องกังวล เจ้าไม่จำเป็นต้องที่อื่น เพียงอยู่ที่นี่” โจวหานจงมองเฉินเฟยและพูดด้วยรอยยิ้ม
“ต้องให้ความร่วมมืออย่างไร?” เฉินเฟยก้าวไปข้างหน้าและมองที่โจวหานจง
“ศิษย์น้องเฉินไม่ต้องกังวล”
โจวหานจงหยิบกิ่งไม้ยาวเท่านิ้วก้อยออกมาจากอกด้วยรอยยิ้ม เมื่อเฟิงซิวผู่เห็นกิ่งไม้ก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้หยุดมัน
เฉินเฟยรู้สึกคุ้นเคยเล็กน้อยเมื่อเห็นกิ่งไม้ ก่อนที่เขาจะเข้าใจว่าความคุ้นเคยนั้นมาจากไหน ทันใดนั้นเขารู้สึกว่า ลูกปัดเก็บปราณหยวนในอ้อมแขนสั่นเทาและลอยออกไป
เฉินเฟยคว้าลูกปัดเก็บปราณหยวนที่ลอยออกมาโดยไม่รู้ตัวและรับรู้ได้ว่าแรงดึงดูดนั้นมาจากกิ่งไม้ในมือโจวหานจง
“กิ่งของต้นไม้วิญญาณ?”
ในเวลานี้เฉินเฟยเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกคุ้นเคยมาจากไหน เห็นได้ชัดว่ามันมาจากแหล่งที่มาเดียวกันกับลูกปัดเก็บปราณหยวน สิ่งเดียวที่เฉินเฟยคิดไม่ถึงคือลูกปัดเก็บปราณหยวนจะมีประตูหลัง[1]และถูกดึงดูดด้วยกิ่งก้านของร่างหลัก
“ลูกปัดเก็บปราณหยวน! ศิษย์น้องเฉิน เจ้าต้องการอธิบายที่มาของลูกปัดนี้หรือไม่!”
สีหน้าโจวหานจงเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันที เขามองเฉินเฟยอย่างแน่วแน่ สมาชิกคนอื่นของหอคุมกฎถึงกับชักกระบี่ออกมาชี้เฉินเฟย
“ข้าเป็นผู้ให้ลูกปัดนี้เอง มีปัญหาอะไรหรือไม่?” เสียงไม่แยแสของเฟิงซิวผู่ดังขึ้น เขามองโจวหานจงอย่างนิ่งเฉย
“อาจารย์อาเฟิง ท่านมอบลูกปัดเก็บปราณให้กัวหลินซานไปนานแล้ว ท่านจะให้เฉินเฟยด้วยได้อย่างไร?” โจวหานจงยิ้มเยาะ
“ก่อนจะมาที่นี่เจ้าไม่ได้ไปขอคำชี้แจงจากสำนักกระบี่เซียนเมฆาหรือ?”
เฟิงซิวผู่มองโจวหานตงแล้วส่ายหน้า “ข้าเพิ่งได้รับมันมาเมื่อไม่นานนี้ หากไม่เชื่อ เจ้าจะไปถามสำนักกระบี่เซียนเมฆาก็ได้”
โจวหานจงอ้าปากเล็กน้อยโดยไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร
หากสิ่งที่เฟิงซิวผู่พูดเป็นเท็จ การโกหกแบบนี้จะทำให้ตัวเองถูกทำลายซึ่งมันไม่สมเหตผลนัก พูดอีกนัยหนึ่งคือเฟิงซิวผู่เป็นผู้มอบลูกปัดเก็บปราณหยวนเม็ดนี้ให้เฉินเฟย มันไม่ใช่ของเสินติ่งหยาน
โจวหานจงไม่เต็มใจและเทพลังจิตใจลงบนกิ่งไม้ สัมผัสถึงการเคลื่อนไหวโดยรอบ
เพราะมีแหล่งที่มาเดียวกันความเชื่อมโยงลึกลับนี้จึงยากจะแยกออก โดยเฉพาะในระยะใกล้เช่นนี้ หากมีลูกปัดเก็บปราณหยวนอีกเม็ดอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่ามันจะซ่อนอยู่ลึกแค่ไหนโจวหานจงก็จะสัมผัสถึงมันได้
โชคไม่ดีที่นอกจากลูกปัดที่ขยับอยู่ในมือเฉินเฟยตลอดเวลาก็ไม่มีลูกปัดเก็บปรารหยวนเม็ดที่สอง
“กลับ!”
โจวหานจงกุมมือให้เฟิงซิวผู่ เขาไม่มีใบหน้าอยู่ที่นี่ต่อ ในเวลานี้เขารู้สึกปวดแก้มไปหมดแล้ว
“เข้าไปเถอะ อีกสองวันค่อยดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ”
เฟิงซิวผู่ถอนหายใจ ความสิ้นหวังในใจเขาแทบจะเขียนอยู่บนใบหน้า เฉินเฟยพยักหน้าและเดินตามหลังเฟิงซิวผู่
“อาจารย์ ข้าสำเร็จพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่แล้ว”
เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เฉินเฟยพูดเสียงเบา
“หืม? สำเร็จขั้นสี่แล้ว?”
เฟิงซิวผู่มองเฉินเฟยอย่างประหลาดใจ เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันเองไม่ใช่หรือ? ครั้งก่อนใช้เวลาเพียงไม่กี่วันในการสำเร็จพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสาม เหตุใดขั้นสี่ถึงใช้เวลาไม่กี่วันเช่นกัน แถมยังฝึกได้เร็วขึ้นอีก?
“วันนั้นในร้านอาหาร ข้าเกิดอาการเลือนรางเกือบและพบว่าใกล้จะสำเร็จพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่” เฉินเฟยพูดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ค่อนข้างคล้ายกับการตระหนักรู้ หากไม่มีใครไปรบกวนเจ้าคงได้รับประโยชน์มากกว่านี้!”
เฟิงซิวผู่นึกถึงเสินติ่งหยานแล้วรู้สึกโกรธขึ้นมา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ล้วนเป็นเพราะศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆาทั้งสิ้น ที่มันหายตัวไปเป็นเรื่องที่ดีแล้ว!
“ข้าจะสอนพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นห้าให้เจ้า เจ้าควรฝึกหนักและไม่ถูกรบกวนจากโลกภายนอก ทุกอย่างล้วนเป็นเท็จ มีเพียงความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้นที่ไม่หลอกลวงหรือละทิ้งเจ้า!” เฟิงซิวผู่พูดอย่างจริงจัง
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” เฉินเฟยพยักหน้า
สองชั่วยามต่อมา เฟิงซิวผู่อธิบายพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นห้าเสร็จ ไม่เพียงแต่อธิบายการฝึกเท่านั้นแต่ยังรวมถึงเคล็ดลับบางอย่าง
“ขอบคุณอาจารย์ที่สอนวิชายุทธ์!”
เฉินเฟยลุกขึ้นและคำนับอย่างจริงจัง
“ฝึกฝนให้ดี หากมีข้อสงสัยก็มาถามข้าได้” เฟิงซิวผู่พูดเสียงทุ้มลึก
ทั้งสองพูดอีกสองสามคำจากนั้นเฉินเฟยกลับไปที่ห้อง
สิ่งที่เฉินเฟยต้องทำมากที่สุดในเวลานี้คือรักษาอาการบาดเจ็บในร่างกายตัวเอง ด้วยพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสี่ คาดว่าอาการบาดเจ็บที่ควรใช้เวลาหลายวันถึงดีขึ้นจะสามารถฟื้นฟูได้ภายในสองวัน
สิ่งเดียวที่ทำให้เฉินเฟยกังวลในเวลานี้คือเมื่อไหร่เรื่องเสินติ่งหยานจะสิ้นสุด
วันต่อมา ทุกอย่างสงบ ในตอนเที่ยงของวันที่สาม อู๋กวงอินมาที่บ้านเฟิงซิวผู่
“ผู้อาวุโสอู๋มีอะไรหรือ?” เฟิงซิวผู่มองดูอู๋กวงอินด้วยความประหลาดใจ
“ผู้อาวุโสอู๋!” เฉินเฟยกุมมือ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปสำนักกระบี่เซียนเมฆาแล้ว แต่คงอยู่ในสำนักไม่ได้สักพัก”
อู๋กวงอินมองเฉินเฟยและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
เฉินเฟยตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้มันเหมือนกับว่าไล่เขาออกจากสำนักเลย
“สำนักตั้งใจจะทำอะไร?” เฟิงซิวผู่ขมวดคิ้วถาม
“ให้เฉินเฟยไปที่ดินแดนลมประหลาด บังเอิญว่ามีกำลังคนไม่พอ ให้เฉินเฟยไปหลบภัยที่นั่นก่อน” อู๋กวงอินพูดเสียงต่ำ
“สำนักจะส่งนักยุทธ์หลอมกระดูกไปที่ดินแดนลมประหลาด? พยายามจะฆ่าเขาหรือไง!” เฟิงซิวผู่เกิดอารมณ์ปั่นป่วน
“ให้พูดคือเป็นการให้คำอธิบายแก่สำนักกระบี่เซียนเมฆา”
อู๋กวงอินถอนหายใจ “นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีสุดแล้ว หากต้องการตำหนิคงได้แต่ตำหนิพวกเราที่อ่อนแอเกินไป เราต้องคำนึกถึงอารมณ์สำนักกระบี่เซียนเมฆาด้วย”
อารมณ์ไม่สงบของเฟิงซิวผู่หายไปทันใด ใช่แล้ว ผู้อ่อนแอต้องเข้าใจอารมณ์ของผู้แข็งแกร่ง
“ต้องไปภายในกี่วัน?” เฉินเฟยถาม
“สิบวัน!”
อู๋กวงอินมองเฉินเฟยและพบว่าเฉินเฟยยังคงสงบมาก ดวงตาเขาแสดงความชื่นชมและพูดว่า “เจ้าต้องไปภายในสิบวัน เจ้าสามารถใช้ช่วงเวลานี้เตรียมตัวได้อีกเล็กน้อย”
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved