ตอนที่ 209 อย่ารังแกคนอื่นให้มากนัก

ตัวแทนความประหลาดเป็นวิชาเอกลักษณ์ของเยี่ยนเต๋อฉวน เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามร้ายแรงจะสามารถแทนที่ตัวเองด้วยตัวแทนความประหลาด

การใช้ตัวแทนความประหลาดไม่จำเป็นต้องจ่ายสิ่งตอบแทนใด แต่จำเป็นต้องบ่มเพาะตัวแทนความประหลาดขึ้นมาไม่ใช่จับคนแปลกหน้ามาเป็นตัวแทน

วิธีการคือเติมแก่นเลือดให้สิ่งแปลกประหลาดทุกวัน ทำเป็นเดือนเป็นปีโดยไม่หยุด เมื่ออยู่ในช่วงเวลาวิกฤต มีเพียงการเชื่อมโยงด้วยหัวใจและเลือดกับตัวแทนความประหลาดเท่านั้นที่ช่วยให้รอดพ้น

ใบหน้าเยี่ยนเต๋อฉวนซีดเซียว การใช้ตัวแทนความประหลาดทำให้แก่นเลือดลดลงไม่น้อย หากไม่เก็บตัวบำเพ็ญระยะเวลาหนึ่งจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืน

นอกจากความบกพร่องทางร่างกาย ในใจเยี่ยนเต๋อหยวนยังหวาดกลัวเฉินเฟยยิ่งกว่าเดิม

ครั้งก่อนที่พบกันทั้งสองฝ่ายยังต้องสู้กัน และเมื่อครู่เยี่ยนเต๋อฉวนได้ทุ่มเทสุดกำลังแล้ว

ท้ายที่สุดพวกเขาไม่ได้เจอกันเพียงสองสามเดือน เฉินเฟยเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน แต่การโจมตีเมื่อครู่เกือบฆ่าเยี่ยนเต๋อฉวนในทันที

หากไม่ใช่เพราะตัวแทนความประหลาด เยี่ยนเต๋อฉวนคงหนีเอาตัวไม่รอด

เยี่ยนต๋อฉวนไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเฟยก้าวหน้าขึ้นขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบข้อสงสัยนี้และยี่ยนเต๋อฉวนไม่ได้อยากรู้เช่นกัน ความคิดเดียวในเวลานี้คือหนีเอาตัวรอด

ยิ่งอยู่ห่างจากเฉินเฟยมากเท่าไรยิ่งดี เยี่ยนเต๋อฉวนไม่มีตัวแทนความประหลาดตัวสำรองเอาไว้ปกป้องตัวเองอีกแล้ว

“ยังพูดกันไม่ชัดเจนเลย ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเช่นนี้หรอก!”

เสียงเฉินเฟยดังมาจากด้านหลัง เยี่ยนเต๋อฉวนหลั่งเหงื่อเย็นจนหลังชุ่ม เขาวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต

แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเฟยก็ตามมาอย่างง่ายดาย เยี่ยนเต๋อฉวนรู้สึกหวาดกลัวและสงสัยว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสัตว์ประหลาดอันใดอยู่กันแน่

เฉินเฟยเป็นศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่ใช่หรือ? เป็นสำนักที่สามารถเข้าร่วมได้ด้วยการจ่ายเงิน แล้วมันมีคนอย่างเฉินเฟยเกิดขึ้นได้อย่างไร?

พลังต่อสู้เช่นนี้ควรเป็นของศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆาซึ่งเป็นมหาอำนาจไม่ใช่หรือ? สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่ควรมีคนเช่นนี้

เป็นเพราะในใจดูถูกสำนักกระเริ่มดวงดาว ยิ่งไปกว่านั้นคือข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้านี้บอกว่าเฉินเฟยเป็นเพียงศิษย์ภายในธรรมดาซึ่งมีจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นผลให้เยี่ยนเต๋อฉวนตัดสินผิด

“เจ้าและข้าไม่มีความคับข้องใจต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งก่อนเป็นเพราะเจ้ายืนกรานแทรกแซงเรื่องของข้า นั่นทำให้เราเกิดความขัดแย้ง”

เยี่ยนเต๋อฉวนหยุดเท้าพร้อมกับมือประหลาดนับร้อยปรากฏขึ้นด้านหลัง จ้องมองเฉินเฟยอย่างระวัง เยี่ยนเต๋อฉวนรู้ว่าหนีไม่พ้นจึงตั้งใจพูดคุยกับเฉินเฟย

“เดิมทีไม่มีความคับข้องใจ แต่หลังการต่อสู้สองครั้ง พวกเราก็มีปัญหากันแล้ว”

เฉินเฟยยิ้มเล็กน้อย พริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้าเยี่ยนเต๋อฉวน

“เจ้าอย่ารังแกคนอื่นให้มากนัก! หากมีเงื่อนไขใดก็บอกมา ทำไมต้องเข่นฆ่ากันด้วย!”

เยี่ยนเต๋อฉวนตะโกนเสียงดัง แต่เฉินเฟยไม่มีคิดจะหยุด ในใจเยี่ยนเต๋อฉวนโกรธแล้วโกรธอีก แต่ที่มีมากกว่าความโกรธคือความกลัว

“ผนึก!”

เยี่ยนเต๋อฉวนคำราม แก่นเลือดในร่างเดือดพล่านและถูกถ่ายเทให้มือประหลาด จำนวนมือประหลาดเพิ่มขึ้นจากร้อยเป็นสองร้อยจนเกือบถึงสามร้อย

แต่ขมับเยี่ยนเต๋อฉวนเปลี่ยนเป็นซีดขาวทันทีและยังขยายไปถึงเส้นผมจนกลายเป็นสีเทา ไม่เพียงแต่เส้นผม ผิวหน้าก็เริ่มหย่อนยาน เลือดเนื้อใต้ผิวหนังเหมือนถูกสูบหายไป

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไป เยี่ยนเต๋อฉวนกำลังสู้สุดชีวิต ยอมสละแก่นเลือดและเลือดเนื้อให้มือประหลาดเพื่อแลกกับพลังชั่วขณะ

“สงบ!”

เฉินเฟยพูดเสียงเบา สนามพลังปกคลุมทั่วบริเวณทันใด มือประหลาดเหล่านั้นที่กำลังรีบเร่งช้าลงทันที ในบริเวณนั้นดูบิดเบี้ยวไปบ้าง

“เปิดทางให้ข้า!”

เมื่อรู้สึกถึงสนามพลังนี้อีกครั้ง ใบหน้าเยี่ยนเต๋อฉวนก็บิดเบี้ยว ใช้มือปิดผนึกอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายซูบผอมลงจนติดกระดูก ดวงตาปูดโปนเหมือนกำลังจะถลนออกมา

ในช่วงเวลาวิกฤติ เยี่ยนเต๋อฉวนกลายเป็นคนโหดเหี้ยมที่ไม่สนใจอนาคตอีกต่อไป ในเวลานี้เพียงอยากมีชีวิตรอดออกไปเท่านั้น หากคนธรรมดาเสียแก่นเลือดและเลือดเนื้อดขนาดนี้เกรงว่าคงสิ้นลมหายใจไปแล้ว

แม้แต่นักยุทธ์เอง หากร่างกายเสียแก่นเลือดและเลือดเนื้อดขนาดนี้ พูดได้ว่าหากเหลือพลังไม่ถึงหนึ่งในสิบ หลังจากนี้คงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อ

แต่สายเลือดควบคุมความประหลาดต่างจากนักยุทธ์ แม้ร่างกายเยี่ยนเต๋อฉวนจะอ่อนแอลง แต่จิตวิญญาณเขากลับแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

มือประหลาดเหล่านั้นต่อต้านการกดข่มของสนามพลัง พุ่งไปหาเฉินเฟยอย่างรวดเร็วและพยายามปิดผนึกเฉินเฟยเอาไว้

ความเย็นเยือกที่เกิดขึ้นเหนือว่าระดับขัดเกลาอวัยวะภายในจะทนรับไหว แม้แต่ตัวเฉินเฟยก็ไม่อยากลองโดน

ช่วงเวลานิรันดร์!

เคล็ดพันต้นกำเนิดโคจรอย่างรวดเร็ว โลกรอบตัวช้าลงครู่หนึ่ง รายละเอียดทุกอย่างอยู่ในสายตาเฉินเฟย ครู่ต่มาเฉินเฟยหายตัวไป

เฉินเฟยไม่ค่อยใช้ทักษะจิตใจกับผู้คนเนื่องจากจิตใจมนุษย์ถูกห่อหุ้มอยู่ในร่างกาย ทักษะจิตใจต้องทะลวงร่างกายถึงจะโจมตีจิตใจของอีกฝ่ายซึ่งเป็นการใช้พลังจิตใจมหาศาลและอาจโดนย้อนเข้าตัว

เลือดลมของนักยุทธ์นั้นแข็งแกร่ง การปกป้องจิตใจย่อมดีกว่าเป็นธรรมดา เยี่ยนเต๋อฉวนไม่ใช่นักยุทธ์ แต่ตอนนี้เขากำลังสละแก่นเลือดและเลือดเนื้อเพื่อทำให้จิตวิญญาณอยู่ในจุดสูงสุด

เฉินเฟยไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมไม่โจมตีเยี่ยนเต๋อฉวนด้วยทักษะจิตใจ

ร่างกายเฉินเฟยวูบไหวราวกับปลาแหวกว่ายในน้ำ แรงถ่วงในสนามพลังเปลี่ยนไป จุดที่เขาอยู่หนักกว่าที่อื่นเพื่อขัดขวางการปิดล้อมของมือประหลาด ส่วนตัวเฉินเฟยได้พุ่งไปข้างหน้าอย่างง่ายดาย

เยี่ยนเต๋อฉวนมองเฉินเฟยด้วยดวงตาเบิกกว้าง เนื่องจากแก้มแทบไม่เหลือเลือดเนื้อแล้ว ดวงตาเยี่ยนเต๋อฉวนจึงใหญ่มากจนน่ากลัว ราวกับว่าหากออกแรงอีกเล็กน้อยดวงตาจะระเบิด

เยี่ยนเต๋อไม่สนใจรูปลักษณ์อันน่ากลัวตัวเอง เขาควบคุมมือประหลาดให้เข้ามาหยุดเฉินเฟยอย่างสิ้นหวัง แต่สนามพลังที่คาดเดาไม่ได้นี้ทำให้มือประหลาดไม่อาจเข้าไปช่วย

พละกำลังของเยี่ยนเต๋อฉวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังมีช่องว่างเหลืออยู่บ้าง ซึ่งระยะนี้เพียงพอสำหรับเฉินเฟยแล้ว

เฉินเฟยมาถึงหน้าเยี่ยนเต๋อฉวนในไม่กี่ก้าวเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในลานบ้าน กระบี่ในมือเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท

กระบี่ดำถูกยกสูงเหมือนการพิพากษา ดวงตาเยี่ยนเต๋อฉวนเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและอ้อนวอน

“อย่าฆ่า…”

ก่อนที่เยี่ยนเต๋อฉวนจะพูดจบ กระบี่ดำได้ฟันลงมา เยี่ยนเต๋อฉวนยกแขนขึ้นปิดกั้นโดยไม่รู้ตัว

แต่แขนเรียวเล็กแบบนั้นย่อมไม่อาจปิดกั้น

“ตู้ม!”

ในระยะไม่กี่หมี่ พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเกิดหลุมลึกหลุมหนึ่ง ภายในหลุมมีร่างเยี่ยนเต๋อฉวนนอนแน่นิ่งหมดลมหายใจ

เฉินเฟยมองดู พอมั่นใจว่าเยี่ยนเต๋อฉวนตายจริง เขาจึงใช้กระบี่เกี่ยวถุงคาดเอวของเยี่ยนเต๋อฉวนออกมาแล้วจากไป

ด้วยเสียงดังสนั่นจากตรงนี้ คาดว่ายามของเมืองเซียนเมฆาคงมาในอีกไม่ช้า หากอยู่ที่นี่ต่อไปจะกลายเป็นเรื่องลำบากซะเปล่า

“สหายน้อยเฉิน!”

เฉินเฟยเพิ่งกระโดดข้ามบ้านไปสองสามหลังก็ได้ยินเสียงเรียก เขาหันไปมองด้วยความประหลาดใจและพบว่าคนที่เรียกคือซือหยวนไห่

ซือหยวนไห่ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นเฉินเฟยปลอดภัย เขารีบเดินไปหา “เมื่อครู่เจ้ากระตุ้นหยกความประหลาดหรือเปล่า? ข้าเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้าจึงรีบมาที่นี่”

ซือหยวนไห่หายใจเข้าและพูดต่อ “ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อใช้หยกความประหลาดแล้วจะต้องนำความผันผวนเข้าสู่ร่างกายทันที ไม่อย่างนั้นความผันผวนจะดึงดูดศิษย์น้องของข้า”

“ข้าล่อเขามาเอง ได้สู้กันแล้วด้วย” เฉินเฟยมองซือหยวนไห่แล้วหัวเราะเบา

ซือหยวนไห่ยังคงให้ความสำคัญกับมิตรภาพ พอรู้ว่าเฉินเฟยอาจตกอยู่ในอันตรายก็รีบมาทันที ด้วยเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียวก็ควรผูกมิตรกับซือหยวนไห่แล้ว

เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นก็ไม่ขี้ขลาดและรีบเร่งมาหา

“เจ้าสู้กันแล้วหรือ แล้วเขาไล่ตามมาหรือเปล่า? รีบไปก่อนเถอะ!”

ดวงตาซือหยวนไห่เบิกกว้าง เขาต้องการดึงเฉินเฟยให้หนีไปก่อน ในความเห็นของซือหยวนไห่ เฉินเฟยกับเยี่ยนเต๋อฉวนอาจสู้กันในช่วงสั้นๆและเยี่ยนเต๋อฉวนกำลังไล่ตามเฉินเฟยมา

“อืม รีบไปก่อนที่ยามของเมืองเซียนเมฆาจะมาดีกว่า”

เฉินเฟยพยักหน้า ตรงนี้ไม่ใช่ที่พูดคุย กลับไปบ้านของซือหยวนไห่แล้วค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย

ซือหยวนไห่สับสน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับยามเมืองเซียนเมฆาได้อย่างไร? เมื่อครู่ทั้งสองส่งเสียงดังเกินไปหรือทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ?

ซือหยวนไห่สับสน แต่เขากับเฉินเฟยยังคงรีบออกจากที่แห่งนี้

หลังวิ่งออกมาไกล ซือหยวนไห่สังเกตเห็นถุงคาดเอวซึ่งดูคุ้นตาในมือของเฉินเฟย ชั่วครู่ต่อมา ราวกับฟ้าผ่าอยู่ในใจ ซือหยวนไห่จำได้แล้วว่าเคยเห็นถุงคาดเอวใบนี้ที่ไหน

ซือหยวนไห่นึกถึงสีหน้ากับคำพูดของเฉินเฟยเมื่อครู่และคาดเดาบาง แต่เขาไม่ค่อยมั่นใจนักเพราะเยี่ยนเต๋อฉวนแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งยิ่งกว่านักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในทั่วไป

ต่อให้มีระดับขัดเกลาอวัยะวภายในสองสามคน พวกเขาก็อาจเข้าใกล้เยี่ยนเต๋อฉวนไม่ได้ด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่ความผันผวนหายไปจนถึงตอนที่ซือหยวนไห่พบกับเฉินเฟยนั้นสั้นมาก มันเพียงพอสำหรับการปะทะเล็กน้อยเท่านั้น

ซือหยวนไห่ไม่ได้ถามทันทีและเก็บความสงสัยไว้ในใจ หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองกลับมาถึงบ้านเช่า

ซืออี้หนานเดินไปมาอย่างใจจดใจจ่อ พอเห็นว่าปู่และเฉินเฟยกลับมาอย่างปลอดภัยจึงถอนหายใจโล่งอกและแสดงรอยยิ้มออกมา

อาจพูดได้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เยี่ยนเต๋อฉวนเป็นฝันร้ายของซืออี้หนาน พวกเขาต้องซ่อนตัวและไม่สามารถอาศัยอยู่ที่ไหนได้นานเกินไปเพราะกลัวว่าจะถูกเยี่ยนเต๋อฉวนตามเจอ

ราวกับว่ามันกลายเป็นฝันร้ายไปแล้ว เพียงได้ยินชื่อเยี่ยนเต๋อฉวน ซืออี้หนานจะหวาดกลัวทันที

“ท่านปู่ เราต้องเปลี่ยนสถานที่เลยหรือไม่?” ซืออี้หนานกระซิบ นี่เป็นนิสัยที่นางพัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ตราบใดที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย พวกเขาจะเปลี่ยนสถานที่ทันที

ซือหยวนไห่ไม่ตอบแต่หันไปมองเฉินเฟย ดวงตาจ้องมองถุงคาดเอวในมือเฉินเฟยครู่หนึ่งจากนั้นเงยหน้ามองเฉินเฟยด้วยแววตาสงสัย

“เขาตายแล้ว! หากเจ้าจะออกจากเมืองเซียนเมฆาเพราะเขา ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องไปแล้ว” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้ม

เมื่อความคิดในใจได้รับการยืนยัน สีหน้าซือหยวนไห่ก็เต็มไปด้วยความสับสน ซืออี้หนานสับสนเล็กน้อยเมื่อได้ยิน แต่พอมองสีหน้าของปู่แล้ว ดวงตาซืออี้หนานก็เบิกหว้างอย่างไม่อยากเชื่อ

ซืออี้หนานนึกถึงคนในคำพูดของเฉินเฟย นั่นคงไม่ใช่เยี่ยนเต๋อฉวนหรอกนะ