ตอนที่ 161 ขนลุก

ตามจริงแล้วหากต้องการจัดการเมล็ดบัวและใบบัวกลายพันธุ์ วิธีที่ง่ายคือใช้ความสามารถจิตใจลบจิตใจที่เหลืออยู่

แต่ก่อนหน้านี้เฉินเฟยใช้ความสามารถจิตใจจนส่งผลกระทบต่อตนเอง หากทำอีกหลายครั้งรากฐานจิตใจจะเสียหาย

การกินดอกบัวฝันหวานเป็นการเพิ่มพลังจิตใจ แต่หากมันทำให้รากฐานจิตใจเสียหายหนักคาดว่าคงไม่มีใครทำ

“จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้สำนักหรือ?”

พลังของดอกบัวฝันหวานทำให้กัวหลินซานเกิดเงาในใจ พูดได้ว่านักยุทธ์ทั้งหมดในเวลานั้นต่างถูกดอกบัวฝันหวานเล่นด้วย

จนถึงตอนนี้กัวหลินซานยังไม่มั่นใจว่าคางคกพิษที่เจอนั้นเป็นของจริงหรือเห็นคางคกพิษเพราะดอกบัวฝันหวานต้องการให้เห็น?

“ไม่มีเตาหลอมอยู่กับตัว ไม่อย่างนั้นการหลอมมันสักครั้งคงปลอดภัยกว่า”

เฉินเฟยเสียใจที่ไม่ได้นำเตาหลอมมาด้วย แต่ช่องมิติกว้างเพียงเท่านี้ หากใส่เตาหลอมเข้าไปสิ่งของอื่นอีกหลายอย่างจะเก็บเข้าไปไม่ได้และมีผลตามมาเยอะกว่า

สำหรับเรื่องแบกเตาหลอมติดตัวเข้ามาด้วยยิ่งไม่ดีเข้าไปอีก ขนาดของมันใหญ่เกินไป ในสถานที่อันตรายแบบนี้จะตกเป็นเป้าหมายอย่างง่ายดาย

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?” กัวหลินซานถาม

“บดสมุนไพรอื่นเป็นส่วนผสม เมื่อถึงเวลาให้เทใส่เมล็ดบัวกับใบบัวแล้วค่อยกิน”

เฉินเฟยมีแผนหลายอย่างอยู่ในใจ เป็นไปได้หรือไม่จะรู้ได้ต่อเมื่อทดสอบ

กัวหลินซานพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการหลอมโอสถเลย

ห่างออกไปหลายสิบลี้ ซุนจงไห่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเล็ก

ทางเข้าที่นี่แคบแต่ด้านในกว้างขวาง เพื่อป้องกันไม่ให้ถ้ำถูกปิดกั้นซุนจงไห่จึงขุดอุโมงค์เล็กๆที่จะนำไปสู่ที่อื่น

ในเวลานี้ซุนจงไห่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเล็กน้อย พลังภายในในร่างกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ ซุนจงไห่ลืมตาขึ้นและพ่นลมหายใจออกยาว

ใบหน้าซุนจงไห่ซีดเซียว เพื่อหลบหนีการไล่ตามของเฉินเฟยในวันนั้นเขาจึงใช้ท่าร่างสิบทิวทัศน์เทียนหู่ซึ่งทำให้พลังชีวิตเสียหายและสูญเสียแก่นเลือดอย่างรุนแรง

หลายวันผ่านไป หลังจากกินสมุนไพรอายุสิบปีหลายอย่างอาการจึงดีขึ้นเพียงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขายังห่างไกลจากจุดสูงสุดก่อนหน้า

ซุนจงไห่แสดงสายตาน่ากลัวเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปเพียงเพราะการปรากฏตัวของเฉินเฟย

“เพ่ยเยี่ยน พวกมันเป็นคนผิด ข้าจะล้างแค้นให้เจ้าเอง”

ซุนจงไห่คิดถึงการจ้องมองของหยูเพ่ยเยี่ยนในตอนท้าย ซุนจงไห่ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดหวังและเชื่อว่าหยูเพ่ยเยี่ยนต้องการให้เขาหนีไป

“ต้องมีโอกาสได้เจอกันอีกแน่!” ซุนจงไห่พูดเสียงต่ำ

ซุนจงไห่ตัดสินใจออกไปหากลุ่มเข้าร่วมในพรุ่งนี้ หากมีโอกาสได้พบเฉินเฟย เขาจะใช้โอกาสนี้สนับสนุนให้ผู้อื่นปิดล้อมเฉินเฟย

“ทำเลนี้ดี เมื่อก่อนข้าชอบใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนกัน”

มีเสียงดังขึ้นนอกถ้ำ ร่างหนึ่งจับขอบถ้ำด้วยมือเดียวแล้วเหยียดหัวเข้าไป เขามองซุนจงไห่ด้วยรอยยิ้มอธิบายไม่ได้

“เจ้าเป็นใคร!”

เสียงนั้นทำให้ตกใจกลัวและตัวคนได้เข้ามาในถ้ำแล้ว เมื่อครู่ซุนจงไห่ไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้นเห็นได้ชัดว่าคนตรงหน้าอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน แล้วทำไมป้ายเหล็กในตัวเขาถึงไม่เกิดความผันผวน?

“ข้าเป็นใคร? ก่อนหน้านี้ข้าไม่มีชื่อ แต่หลังจากอยู่ในร่างนี้เจ้าสามารถเรียกข้าว่าหยูโต้วซานก็ได้”

หยูโต้วซานเหมือนไม่มีกระดูก ทางเข้าถ้ำเล็กๆไม่อาจหยุดเขาได้แม้แต่น้อย หยูโต้วซานเบียดตัวเข้ามาได้อย่างง่ายดาย

ซุนจงไห่ก้าวถอยหลัง หยูโต้วซานทำให้ซุนจงไห่รู้สึกแย่ราวกับตกเป็นเป้าหมายของศัตรูตามธรรมชาติ

ราวกับว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์อสูรในคราบมนุษย์มากกว่า

“อย่าเข้ามา ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าหยาบคาย!”

ซุนจงไห่ตะโกนดังลั่น คำพูดของหยูโต้วซานไม่ตรงกับผู้นำหรือผู้ตามซึ่งทำให้ซุนจงไห่อึดอัด และซุนจงไห่ไม่อยากเข้าใกล้หยูโต้วซานมากนัก

สัญชาตญาณซุนจงไห่บอกว่าหากอีกฝ่ายเข้ามาใกล้จะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น

ซุนจงไห่สังเกตลมปราณที่หยูโต้วซานปล่อยออกมา มันอยู่ในระดับขัดเกลยอวัยวะภายในขั้นต้นเท่านั้น พวกเขาต่างมีฐานฝึกฝนเท่ากัน แม้ตอนนี้ซุนจงไห่จะบาดเจ็บอยู่แต่เขาไม่กลัวเลย

เว้นแต่หยูโต้วซานจะเป็นแบบเฉินเฟยที่มีพลังเหนือกว่าฐานฝึกฝนของตนเอง

“เจ้าหวาดกลัวแต่ก็โกรธด้วย ข้ารู้สึกถึงความโกรธของเจ้า นั่นเป็นเหตุผลที่ข้ามา แน่นอนว่าสิ่งนี้ช่วยด้วยเช่นกัน”

ขณะที่หยูโต้วซานพูดปากเขาก็เปิดออก มุมปากแยกออกไปจนถึงหู เขาอ้าปากกว้างและคายป้ายเหล็กออกมาจากลำคอ

ซุนจงไห่รู้สึกถึงการเชื่อมโยงของป้ายเหล็กทันที แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ซุนจงไห่กังวลมากที่สุดอีกต่อไป

ขณะที่หยูโต้วซานอ้าปาก ซุนจงไห่รู้สึกถึงลมปราณที่ไม่ใช่มนุษย์จากหยูโต้วซาน หยูโต้วซานไม่ใช่มนุษย์แน่!

หนี!

ความคิดนี้แวบเข้ามาในใจซุนจงไห่ทันที และซุนจงไห่ก็ทำแบบเดียวกัน

หอกในมือเขาพุ่งไปเหมือนดาวตก แทงทะลุหน้าหยูโต้วซาน

นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วที่สุดในบรรดาวิชาหอกที่ซุนจงไห่ชำนาญ ศัตรูเสียสมาธิเล็กน้อย ปลายหอกทะลุเข้าไปในร่างกาย

ซุนจงไห่ไม่คิดทำร้ายหยูโต้วซาน เขาเพียงอยากใช้ท่านี้บังคับให้หยูโต้วซานถอยไปชั่วขณะเพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเองหลบหนี

“ชึก!”

หอกในมือซุนจงไห่เจาะใบหน้าหยูโต้วซาน เลือดกระเซ็นไปทุกที่ ปลายหอกแทงทะลุหน้า

ซุนจงไห่ตกตะลึง การโจมตีนี้เป็นเพียงการแกล้งทำ เขาไม่คิดเลยว่าจะลงมือกับหยูโต้วซานได้ ซุนจงไห่กำหอกไว้ในมือ ความทรงจำกล้ามเนื้อที่พัฒนาขึ้นจากการฝึกฝนเป็นเวลาหลายปีทำให้ซุนจงไห่สั่นหอกในมือได้อย่างรวดเร็ว

ซุนจงไห่ไม่ได้อ่อนแอ ในทางกลับกันเขาแข็งแกร่งมาก ไม่อย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นเมล็ดพันธุ์แท้จริงและเข้าสู่ดินแดนลับ

การสั่นหอกนั้นรุนแรงมาก ต่อให้เป็นสัตว์อสูร แต่ถ้าร่างกายถูกแทงและโดนแรงสั่นเช่นนี้บาดแผลก็จะปริแตก

“ปับ!”

ก่อนที่หอกจะสั่น มือข้างหนึ่งได้คว้าหอกเอาไว้

“เจ้าทำร้ายข้าแล้ว ตอนนี้ข้าทำร้ายเจ้าได้เช่นกัน”

หยูโต้วซานค่อยๆดึงหน้าออกจากปลายหอก ผิวหน้าที่เป็นรูเริ่มฟื้นฟูด้วยความเร็วที่มองเห็นได้

ดวงตาซุนจงไห่เบิกกว้าง มองบาดแผลหยูโต้วซานที่ฟื้นฟูในพริบตา ซุนจงไห่กระตุกหอกกลับแต่มันไม่ขยับแม้แต่น้อย ซุนจงไห่ต้องการทิ้งหอก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงทำให้เขาปล่อยมือจากหอกไม่ได้

ไม่ใช่แค่มือเท่านั้น ซุนจงไห่ยังต้องตกใจเมื่อพบว่าร่างกายแข็งทื่อและไม่อาจขยับเขยื้อน แม้แต่ดวงตายังจ้องมองที่หยูโต้วซานเท่านั้น

“เจ้าทำร้ายข้า ข้ทำร้ายเจ้า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าเพราะร่างกายของเจ้ายังมีประโยชน์อยู่ มาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเราเถอะ”

ใบหน้าหยูโต้วซานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม มองครั้งแรกจะไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อมองใกล้ๆจะพบว่าในรอยยิ้มนี้ไม่มีรอยยิ้ม ราวกับว่ารอยยิ้มนี้เป็นเพียงการเลียนแบบ

ซุนจงไห่ดิ้นรนอย่างสิ้นหวังแต่ไม่อาจทำอะไรได้ ก่อนที่ซุนจงไห่จะเข้าใจว่าหยูโต้วซานกำลังทำอะไร กระต่ายตัวหนึ่งได้กระโดดเข้ามาจากนอกถ้ำ

ดวงตาสีแดงเลือดของกระต่ายจ้องมองซุนจงไห่ ซุนจงไห่รู้สึกขนลุกทันใด

กระต่ายตัวนั้นกระโดดมาอยู่ตรงหน้าซุนจงไห่ จับปากซุนจงไห่แล้วพยายามมุดเข้าไป

เลือดเนื้อกระเซ็นกระจายไปทั่ว ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเลือดเนื้อของใคร และทั้งสองค่อยๆรวมเป็นหนึ่งเดียว

จิตสำนึกซุนจงไห่สับสนครู่หนึ่ง ในจุดที่ซุนจงไห่มองไม่เห็น มีคนมากกว่าสิบยืนอยู่นอกถ้ำ

ฐานฝึกฝนของทุกคนอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน ดวงตาพวกเขาแดงก่ำ ในแววตาไร้ซึ่งความรู้สึกของมนุษย์และเย็นชาราวกับสัตว์อสูร

ที่เท้าของนักยุทธ์เหล่านั้นมีกระต่ายหลายสิบตัวซ่อนตัวอยู่ มันนอนนิ่งเงียบโดยไม่ส่งเสียงใด

หนึ่งเค่อต่อมา หยูโต้วซานเดินออกจากถ้ำ ซุนจงไห่เดินตามหลังอย่างไร้ความรู้สึก

“ได้เวลาหาร่างต่อไป”

หยูโต้วซานมองไปรอบด้าน รู้สึกถึงความผันผวนจากแผ่นเหล็กและเปิดปากกินแผ่นเหล็กเข้าไป

“เจ้าทำร้ายข้า ข้าทำร้ายเจ้า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

เสียงพูดเย็นชาของหยูโต้วซานล่องลอยไปในสายลม นักยุทธ์หลายสิบคนวูบไหวตามหยูโต้วซานไป

บนไหล่เขาป้านผิง

“ศิษย์พี่หญิง พวกเราลงภูเขากันเถอะ ที่แห่งนี้ผิดปกติยิ่งจัก หากทำแบบนี้ต่อไปเกรงว่าจะถูกพบตัว”

ร่างสองร่างซ่อนตัวอย่างระมัดระวังหลังโขดหิน หนึ่งในนั้นพูดด้วยความกลัว

“มาถึงที่นี่แล้ว จะกลับไปได้อย่างไร! ตราบใดที่ข้าได้รับวัตถุวิญญาณอันนั้น ข้าอาจทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้โดยตรง ในเวลานั้นต่อให้ดินแดนลับนี้จะกว้างใหญ่แค่ไหนข้าก็ไปได้ทุกที่!” เฉินเฟิงซิ่วพูดเสียงทุ้มลึก ในดวงตานางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น

แม้ดินแดนลับจะไม่ให้ระดับขัดเกลาทวารเข้ามา แต่ถ้าทะลวงระดับขัดเกลาทวารในดินแดนลับ การปฏิเสธของดินแดนลับจึงน้อยมากเนื่องจากลมปราณยังไม่เสถียรอย่างสมบูรณ์ นั่นทำให้อยู่ในดินแดนลับต่อได้หลายวัน

ด้วยความแข็งแกร่งของระดับขัดเกลาทวาร แม้ดินแดนลับแห่งนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ระดับขัดเกลาทวารยังคงทำได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ

และด้วยการเปลี่ยนแปลงของดินแดนลับ จำนวนวัตถุวิญญาณจึงเพิ่มขึ้นมาก สิ่งนี้ทำให้เฉินเฟิงซิ่วตัดสินใจได้ ตราบใดที่นางทะลวงระดับขัดเกลาทวาร แม้แต่ระดับขัดเกลาทวารเก่าเหล่านั้นก็ต้องอิจฉา

ด้วยวิชาที่ฝึกฝน เฉินเฟิงซิ่วจึงมีความรู้สึกไวต่อลมปราณวัตถุวิญญาณอย่างยิ่ง เฉินเฟิงซิ่วรู้สึกได้ว่ามีวัตถุวิญญาณอยู่ใกล้ๆนี้

พวกนางไม่จำเป็นต้องขึ้นภูเขาป้านผิง ตราบใดที่เดินไปครึ่งทางแล้วเจอวัตถุวิญญาณ เฉินเฟิงซิ่วจะใช้มันทะลวงระดับทันที

“ด้วยอาวุธกึ่งวิญญาณอันนี้ หากระวังตัวให้ดีมันจะช่วยปกปิดลมปราณพวกเรา!” เฉินเฟิงซิ่วสะบัดปิ่นปักผมบนหัวแล้วพูดด้วยความโล่งใจ

“ศิษย์พี่ ใช่อันนั้นหรือไม่?” ดวงตาศิษย์น้องเล็กเบิกกว้าง นางชี้ด้านหน้าและพูดอย่างตื่นเต้น

เฉินเฟิงซิ่วหันไปมอง ตอนแรกไม่ค่อยแน่ใจ แต่หลังจากนั้นก็มั่นใจว่านั่นเป็นวัตถุวิญญาณที่นางตามหาอยู่

ปิ่นปักผมบนหัวเฉินเฟงซิ่วสั่นอย่างรุนแรง แต่เฉินเฟิงซิ่วไม่ได้สังเกตเห็นและเดินไปหาวัตถุวิญญาณอันนั้น