ตอนที่ 102 เตาหลอม

“เจ้ามีอาการอะไรอีกหรือไม่?” เฉินเฟยมองฉือเต๋อเฟิงแล้วถาม

“นอกจากรู้สึกที่แรงกายแย่ลงทุกที อย่างอื่นล้วนปกติ แม้กระทั่งสภาพจิตใจยังดีกว่าเมื่อก่อน เสียอย่างเดียวคือบางทีก็รู้สึกอยากไปหอแดงมัวเมา” ฉือเต๋อเฟิงคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบ

เฉินเฟยขมวดคิ้ว ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ มันเป็นเพียงการแสดงออกถึงการปล่อยตัวมากเกินไป แต่สภาพร่างกายฉือเต๋อในเวลานี้ไม่อาจเอาคำว่าปล่อยตัวมากเกินไปมาอธิบายได้ทั้งหมด

“ตอนเจ้าไปหอแดงมัวเมา เจ้าไปเจอคนเดิมหรือไม่?” เฉินเฟยถาม

“ใช่!” ฉือเต๋อพยักหน้า เมื่อนึกถึงร่างอันเย้ายวลนั้นฉือเต๋อเฟิงก็เผลอยิ้มออกมา

“บอกข้ามา เจ้ามีโอกาสถูกใช้เป็นเตาหลอมหรือไม่?”

เฉินเฟยคิดอยู่พักหนึ่ง เหมือนเขาจะเคยเห็นบันทึกนี้ที่ไหนสักแห่งแต่จำไม่ได้แล้ว แต่ท่าทางของฉือเต๋อเฟิงในเวลานี้คล้ายกับสิ่งนั้นมาก

หากถูกใช้เป็นเตาหลอม ผลกระทบจะยิ่งเกินจริง เพียงโดนครั้งสองครั้งอาจกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ได้เลย แต่ในเวลานี้ฉือเต๋อเฟิงยังวิ่งกระโดโลดเต้นและยังคิดเรื่องด้านล่างได้ มันจึงดูไม่ค่อยเหมือนนัก

“เตาหลอม?”

สีหน้าฉือเต๋อเฟิงเปลี่ยนไป “หอแดงมัวเมาเปิดขึ้นเพื่อทำธุรกิจ กล้าดีอย่างไรถึงได้ทำเช่นนี้”

“เจ้าไม่ได้ตายทันทีสักหน่อย แล้วทำไมจะไม่กล้าล่ะ”

เฉินเฟยพูดเสียงต่ำ “ต่อให้เจ้าไปสร้างปัญหาในเวลานี้มันก็ไม่มีผลหรอก คนส่วนใหญ่จะคิดว่าเจ้าไม่ดีพอ”

ใบหน้าฉือเต๋อเฟิงมืดมน จะให้ชายคนอื่นว่าตัวเองทำได้ไม่ดีได้อย่างไร หากสร้างปัญหาด้วยเหตุผลนี้เขาคงถูกผู้คนล้อแน่นอน

“หากเป็นหอแดงมัวเมาจริง เกรงว่าพวกเขาจะรู้สึกว่าเจ้าหมดหนทางแล้วจึงปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้”

ฉือเต๋อเฟิงมีเงินมากมาย หอแดงมัวเมาที่เปิดประตูทำธุรกิจย่อมไม่แสดงความเมตตาเมื่อเจอแกะอ้วนที่ฆ่าได้ และด้วยอาการของฉือเต๋อเฟิงก็ยากที่จะบอกว่ามันเกิดจากหอแดงมัวเมา

“เช่นนั้นข้าจะไม่ไปอีกแล้ว” ฉือเต๋อเฟิงไม่คิดสร้างปัญหาเพราะมันไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่

เพื่อให้ร้านดังกล่าวเปิดอยู่ในเมืองเซียนมเฆาได้ พื้นหลังหอแดงมัวเมาต้องน่าทึ่งมาก ฉือเต๋อเฟิงอยู่ในระดับหลอมกระดูก แต่ผู้คุมหลายคนในหอแดงมัวเมามีฐานฝึกฝนสูงกว่าฉือเต๋อเฟิงมาก

หากเขาไปสร้างปัญหา เขาอาจโดนไล่ออกมาไม่ก็ถูกสับเป็นชิ้นๆ

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากฉือเต๋อเฟิงยังไปหอแดงมัวเมาเช่นนี้ผลลัพธ์ที่เขาได้คงไม่ดีนัก

“เจ้าไม่ได้ไปสองสามวันแต่ผิวของเจ้ายังแย่ลง เกรงว่าจะแก้ปัญหาด้วยการไม่ไปไม่ได้”

เฉินเฟยมองรอยคล้ำใต้ตาที่เด่นชัดของฉือเต๋อเฟิง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด “ไปหาศิษย์พี่กัว ลองไปถามเขาดูว่าช่วยอะไรได้บ้าง”

ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเฉินเฟยไปหาได้เพียงกัวหลินซาน สำหรับเฟิงซิวผู่ การที่เฉินเฟยจะพูดเพื่อเรื่องตัวเองนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่การพูดเพื่อฉือเต๋อเฟิงจะแตกต่างออกไป

ทั้งสองมาที่บ้านกัวหลินซาน กัวหลินซานประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นพวกเขามา

กัวหลินซานค่อนข้างคุ้นเคยกับฉือเต๋อเฟิง อย่างไรแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเขาก็อาศัยอยู่ในเมืองเซียนเมฆาด้วยกัน

“เกิดอะไรขึ้น?” ภายในบ้าน กัวหลินซานเทชาให้ทั้งสอง

“เขาอาจโดนใช้เป็นเตาหลอม” เฉินเฟยชี้ฉือเต๋อเฟิงและอธิบายสั้นๆ

ฉือเต๋อเฟิงยิ้มอย่างเชื่องช้า เรื่องแบบนี้พูดได้ยาก โดยเฉพาะกับคนที่โดนคนหอแดงมัวเมาใช้เป็นเตาหลอม มันค่อนข้างน่าอายไม่น้อย

หลังฟังคำอธิบายเฉินเฟย กัวหลินซานขมวดคิ้วและตรวจสอบร่างกายของฉือเต๋อเฟิงอย่างจริงจัง ซึ่งได้พบสัญญาณพลังชีวิตอ่อนแอลงจริง

หากเป็นไปตามนี้ไม่หยุด เป็นไปได้ว่าในอีกไม่กี่เดือนฉือเต๋อเฟิงจะแก่ตัวลงและเสียรูป

“มีวิธีรักษาหรือไม่?” เมื่อเห็นท่าทางกัวหลินซาน ฉือเต๋อเฟิงจึงถามอย่างร้อนรน

ได้อาศัยอยู่ในสถานที่มั่งคั่งอย่างเมืองเซียนเมฆา ในเวลานี้เพียงช่วยเฉินเฟยทำเรื่องต่างๆและไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้เงินอีก หากไม่นับการฝึกยุทธ์ พูดได้เลยว่าชีวิตของฉือเต๋อเฟิงชุ่มชื้นยิ่ง

หากบอกเขาว่าช่วงเวลาดีๆแบบนี้จะไม่มีอีกแล้ว ฉือเต๋อเฟิงย่อมไม่เต็มใจแยกจากมัน

“ค่อนข้างยาก หากบังคับแก้ปัญหาฐานฝึกฝนของเจ้าจะลดเหลือระดับขัดเกลากล้าเนื้อ”

กัวหลินซานคิดอยู่พักหนึ่งแล้วตอบ แม้กัวหลินซานจะไม่เก่งเรื่องการรักษา แต่อาการของฉือเต๋อเฟิงไม่ใช่โรคแต่เป็นเพราะวิชาลับ

หากไม่ปฏิบัติตามเดิมและบังคับเลิก ฉือเต๋อเฟิงจะไม่ตายแต่สูญเสียค่อนข้างหนัก

สีหน้าฉือเต๋อเฟิงเปลี่ยนไป เขาไม่มีความหวังในการฝึกยุทธ์แต่เขาไม่ต้องการละทิ้งฐานฝึกฝนเช่นกัน นั่นหมายความว่าการทำสิ่งนี้จะทำให้จิตใจเสียหาย เพื่อฝึกฝนให้อยู่ในระดับหลอมกระดูกไม่รู้ว่าเขาต้องทรมาณมากเพียงใด

“ต้องไปหาคนคนนั้นในหอแดงมัวเมาใช่ไหม?” เฉินเฟยถาม

“ใช่ ดีที่สุดคือการไปหาคนคนนั้น บอกให้นางช่วยแก้ไขให้แล้วจะไม่มีปัญหา” กัวหลินชานพยักหน้า

เฉินเฟยหันไปมองฉือเต๋อเฟิง ฉือเต๋อเฟิงมองเฉินเฟยกลับ

“นางชื่อไป๋ซิงฮุ่ย”

ฉือเต๋อเฟิงถอนหายใจ เดิมทีเป็นเรื่องความรักอันหวานชื่น คิดไม่ว่าจะกลายมาเป็นปัญหาเช่นนี้

“ไปเถอะ ข้าจะไปกับเจ้าด้วย หวังว่าเรื่องนี้จะใช้เงินแก้ปัญหาได้”

กัวหลินซานพูดด้วยรอยยิ้ม เขาเป็นนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในและยังเป็นศิษย์ภายในของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว สถานะของเขาค่อนข้างสำคัญจึงหวังว่าจะมีผลอยู่บ้าวฃ

“ขอบคุณศิษย์พี่!” เฉินเฟยกุมมือ

“ต้องรบกวนน้องกัวแล้ว” ฉือเต๋อเฟิงต้องการคำนับเช่นกัน แต่กัวหลินซานหยุดไว้ก่อน

“เรื่องนี้ยังไม่จบ และระหว่างเราไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” กัวหลินชานโบกมือพูดด้วยรอยยิ้ม

เฉินเฟยทั้งสามไม่รอช้า ออกเดินไปที่เมืองเซียนเมฆาทัที

“จริงด้วยศิษย์น้องเล็ก เจ้าสำเร็จพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นสามแล้วยัง?” ในระหว่างทางกัวหลินซานนึกขึ้นได้จึงเอ่ยปากถาม

“อืม เมื่อคืนข้าสำเร็จและปลุกคุณสมบัติพิเศษกำลังมหาศาลแล้ว” เฉินเฟยพยักหน้า

กัวหลินซานพยักหน้าด้วยสายตาอิจฉา ใครก็ตามที่มีความเข้าใจเช่นนี้ล้วนน่าอิจฉาทั้งนั้น สิ่งสำคัญคือเฉินเฟยยังคงขยันมาก ช่วงนี้กัวหลินซานถูกเฉินเฟยกระตุ้นจนฝึกฝนหนักเป็นพิเศษเช่นกัน

“เจ้าควรใช้กำลังมหาศาลวันละครั้ง ยิ่งใช้กำลังมหาศาลมันจะยิ่งอยู่ได้นานขึ้น” กัวหลินซานพูดตามประสบการณ์ตัวเอง

“คุณสมบัติพิเศษทั้งหมดเป็นเช่นนี้หรือ?” เฉินเฟยคิดถึงคุณสมบัติพิเศษของเคล็ดชำระใจ

“เกือบจะ การใช้มันบ่อยจะทำให้ร่างกายจดจำสถานะนั้นได้ ข้าได้ยินมาว่ามีคนในสำนักสามารถรักษาสถานะกำลังมหาศาลและกระดูกเหล็กได้ตลอดเวลาโดยไม่อ่อนลง” กัวหลินซานพยักหน้า

เฉินเฟยขมวดคิ้ว การทำเช่นนั้นเป็นไปได้

เฉินเฟยนึกถึงความรู้สึกตอนกระตุ้นกำลังมหาศาลเมื่อวานและคุณสมบัติพิเศษของเคล็ดชำระใจ ดูเหมือนว่าทั้งสองจะมีสิ่งเหมือนกัน

แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องค่อยๆศึกษา ไม่ก็ไปถามเฟิงซิวผู่ในภายหลัง เฟิงซิวผูควรรู้อะไรบางอย่าง ท้ายที่สุดแล้วในเวลานั้นเขาเป็นผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวาร

ทั้งสามวิ่งอย่างสุดกำลัง ไม่นานก็มาถึงหอแดงมัวเมา

เมื่อเทียบกับแสงสว่างไสวและการเดินไปมาอย่างหนาแน่นในตอนกลางคืน หอแดงมัวเมาในตอนกลางวันนั้นค่อนข้างร้าง ลูกค้าจำนวนมากอาจยังไม่ตื่นนอนและอยู่ในบ้านที่เงียบสงบ

ในตอนกลางวันหอแดงมัวเมายังคงเปิดตามปกติ แต่เมื่อเทียบกับการแลกเปลี่ยนแก้วสุรา ร้องเพลงเต้นรำเพื่อส่งเสริมสันติในตอนกลางคืน ในตอนกลางวันจะเป็นการฟังเพลงและดื่มชามากกว่า

“เรากำลังมองหาผู้หญิงคนหนึ่ง”

นั่งลงและเสิร์ฟชา กัวหลินซานมองสาวใช้ ของแบบนี้ต้องเข้าเรื่องโดยตรงถึงจะถูกต้อง

“ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าต้องการพบใคร?”

“ไป๋ซิงฮุ่ย นางอยู่หรือไม่?” ฉือเต๋อเฟิงหยิบเงินห้าตำลึงออกมาแล้วดันไปตรงหน้าสาวใช้

“เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะไปเรียกแม่นางไป๋ให้มารับท่านลูกค้า” สาวใช้เก็บเงินอย่างเงียบเชียบ โค้งคำนับเล็กน้อยและหันหลังจากไป

หลังจากนั้นไม่นาน สาวใช้มาพร้อมกับผู้หญิงคนหนึ่ง

เป็นหญิงวัยกลางคนมากเสน่ห์ แม้จะดูไม่เด็กแต่ไม่ว่ารูปร่างหรือหน้าตาล้วนถือว่าอยู่ในชั้นหนึ่ง

เฉินเฟยชำเลือมองฉือเต๋อเฟิง ตาดีใช้ได้เลย

“เป็นนายท่านนี่เอง ข้าน้อยคิดถึงท่านมากเลย”

เมื่อไป๋ซิงฮู่ยเห็นฉือเต๋อเฟิง ดวงตานางก็เป็นประกายและไปนั่งข้างฉือเต๋อเฟิง แนบตัวเข้าไปในแขนฉือเต๋อเฟิง หยิบองุ่นบนโต๊ะมาปอกเปลือกแล้วป้อนให้เขา

ฉือเต๋อเฟิงอ้าปากรับตามธรรมชาติ จนกระทั่งกลืนองุ่นลงไปจึงจะตระหนักได้ว่าตัวเองมาที่นี่เพื่ออะไร ใบหน้าเขามืดมนลงโดยไม่รู้ตัว

“องุ่นไม่หวานนัก เช่นนั้นข้าน้อยจะป้อนน้ำชาให้นายท่านเอง”

เมื่อเห็นสีหน้าฉือเต๋อเฟิงไป๋ซิงฮุ่ยจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม นางเทน้ำชาใส่ปากจากนั้นจะเข้าไปจูบปากฉือเต๋อเฟิง

เฉินเฟยมองจากด้านข้างอย่างว่างเปล่า เยี่ยมจริงๆ อย่าว่าแต่ฉือเต๋อเฟิงเลย ผู้ชายอีกคนตรงนี้ทนต่อการล่อลวงนี้ไม่ไหวเหมือนกัน

สิ่งสำคัญคือสีหน้าการพูดและการแสดงออกของไป๋ซิงฮุ่ยนั้นเป็นธรรมชาติและใกล้ชิดเกินไป ราวกับว่าในโลกของไป๋ซิงฮุ่ยมีเพยีงฉือเต๋อเฟิงคนเดยีวเท่านั้น

แล้วแบบนี้ใครจะทนไหว!

“ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า!”

ฉือเต๋อเฟิงกลืนน้ำลาย หันมองไป๋ซิงฮุ่ยและพูดอย่างเคร่งขรึม

“อืม...”

ไป๋ซิงฮุ่ยบิดร่างราวกับไม่มีกระดูกอย่างไม่เต็มใจ มากเสน่ห์ขนาดนี้ใครจะอดใจไหวที่จะไม่กอดนางไว้ในอ้อมแขน

ไป๋ซิงฮุ่ยมองฉือเต๋อเฟิงด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก นางต้องการให้ฉือเต๋อเฟิงดื่มชาหวานนี้ ในดวงตานางมีแม้กระทั่งร่องรอยความปรารถ

“ข้าจะทำธุรกิจกับเจ้า!”

ราวกับว่าความปรารถนาพุ่งตรงไปที่หน้าผาก ฉือเต๋อเฟิงหลับตาลงแล้วลืมขึ้นอีกครั้งเพื่อระงับความปรารถนา

ฉือเต๋อเฟิงไม่ใช่ผีที่หิวโหย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขารู้ว่าตอนนี้ร่างกายตัวเองได้เปลี่ยนไป แม้รูปลักษณ์ของไป๋ซิงฮุ่ยจะทำให้น้ำลายหก แต่ฉือเต๋อเฟิงยังพยายามต่อต้านได้

ความปรารถนาอย่างกะทันหันในเวลานี้ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

“หืม? ไม่ทราบว่านายท่านต้องการคุยกับข้าน้อยเรื่องอะไร?”

เมื่อเห็นท่าทีแน่วแน่ของฉือเต๋อเฟิง ไป๋ซิงฮุ่ยจึงกลืนชาในปาก แต่เหมือนนางจะรีบดื่มเกินไปจึงทำให้ชาไหลออกจากปากเล็กน้อย เห็นแล้วน่าหลงใหลนัก

“ข้าถูกเจ้าใช้เป็นเตาหลอมใช่ไหม!” ฉือเต๋อเฟิงมองไป๋ซิงฮุ่ยแล้วถามโดยตรง

“นายท่าน นี่ไม่ตลกเลยนะ”

ไป๋ซิงฮุ่ยปิดปากอย่างประณีตแล้วยิ้ม นางมองฉือเต๋อเฟิงอย่างอ่อนโยนแล้วพูด “ข้าน้อยเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง จะทำให้นายท่านเป็นเตาหลอมได้อย่างไร?”