ตอนที่ 186 บ่อหยวนหลิง

หนึ่งชั่วยามต่อมา ทุกคนกลับมาถึงสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวและแยกย้ายกันไป

เฟิงซิวผู่พากัวหลินชานทั้งสองมาที่บ้าน ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหมดของเฟิงซิวผู่ได้มารวมตัวกันด้วย

ทุกคนประหลาดใจมากเมื่อรู้ว่ากัวหลินซานกับเฉินเฟยผ่านการทดสอบมรดกแท้จริง

กัวหลินซานผ่านการทดสอบมายังพอเดาได้ ท้ายที่สุดแล้วกัวหลินซานเป็นศิษย์พี่ใหญ่และทุกคนรู้ถึงพลังของเขาดี

หากโชคดีก็เป็นไปได้ที่จะผ่านการทดสอบมรดกแท้จริง

แต่เฉินเฟยที่ติดสอยห้อยตามกลับผ่านการทดสอบด้วย เรื่องนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวน้อยมาก

เฉินเฟยยังไม่ได้เป็นศิษย์แท้จริงเนื่องจากยังไม่ได้ทดสอบจิตใจ แต่หากผ่านการทดสอบดินแดนลับได้ การทดสอบนี้ย่อมไม่มีปัญหา

“ศิษย์น้องเฉินยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”

ลั่วจวิ้นพูดด้วยความอิจฉา นั่นคือมรดกของศิษย์แท้จริง พูดได้ว่าหลังผ่านการทดสอบจิตใจ สถานะของเฉินเฟยจะแตกต่างกับศิษย์ภายใน

ไม่เพียงแต่สถานะ ความก้าวหน้าในอนาคตยังต่างกันโดยสิ้นเชิง

เป้าหมายของศิษย์ภายในอย่างลั่วจวิ้นคือมรดกของศิษย์แท้จริงมาโดยตลอด แต่สุดท้ายมีน้อยคนที่ได้รับ

เช่นเดียวกับเก่อหงเจี๋ยและคนอื่นที่เฉินเฟยพบในดินแดนลมประหลาด พวกเขาไม่มีสถานะศิษย์แท้จริงจึงฝึกฝนได้ถึงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในสูงสุด ทำได้เพียงหาวิธีวัดจุดทวารและก้าวหน้าขึ้น

หากการทะลวงสำเร็จ ทุกอย่างย่อมแตกต่างจากเดิมและจะได้รับวิชาระดับปรับแต่งจิต แต่บ่อยครั้งที่ทะลวงระดับล้มเหลว

หากไม่มีโอสถทะลวงทวารที่สำนักมอบให้และมีอายุมาก มันก็เป็นเรื่องยากที่จะใช้พลังของตัวเองในการทะลวงระดับ ใช่ว่าไม่มีความหวังแต่โอกาสนั้นต่ำมาก เว้นแต่จะมีความสามารถจริงๆ

ครึ่งชั่วยามต่อมา ทุกคนแยกย้ายกันไป

เฟิงซิวผู่พูดคุยกับเฉินเฟยและกัวหลินซานอีกสองสามคำก่อนจะปล่อยไป สิ่งที่จำเป็นต้องพูดล้วนพูดหมดแล้วตอนอยู่ในหุบเขา

พอกลับมาถึงสำนักเพียงแค่ปล่อยให้เฉินเฟยทั้งสองได้พักผ่อนเพื่อบรรเทาความเครียดจากดินแดนลับ

เฉินเฟยกลับมาที่บ้าน ใช้นกพิราบส่งสารไปบอกฉือเต๋อเฟิงให้นำสมุนไพรมาส่งในวันพรุ่งนี้

เฉินเฟยไม่จำเป็นต้องปรับตัว แม้ดินแดนลับจะอันตราย แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ดูดซับดอกบัวฝันหวานจนสมบูรณ์แล้ว

หลังกลับมาถึงสำนัก สิ่งแรกที่เฉินเฟยต้องทำคือเริ่มทำเงินอีกครั้ง

เฉินเฟยวางแผนเข้ารับการทดสอบจิตใจของศิษย์แท้จริงในอีกไม่กี่วัน หลังผ่านการทดสอบเขาสามารถรับวิชาสืบทอดของศิษย์แท้จริง

ในเวลานั้นย่อมหลีกเลี่ยงการทำให้เป็นแบบง่ายไม่ได้ มันเป็นอีกช่องทางที่ต้องใช้เงิน ที่สำคัญคือเฉินเฟยติดหนี้เฟิงซิวผู่อยู่ห้าหมื่นตำลึง เขารู้สึกละอายใจนัก

ช่องทางใช้เงินมีมากเกินไปจริงๆ

ห้าวันผ่านไป เฉินเฟยหลอมโอสถเพียงอย่างเดียว และการหลอมโอสถยังทำให้เฉินเฟยพบประโยชน์ของพลังจิตใจที่เพิ่มขึ้น นั่นคือการหลอมโอสถกลายเป็นเรื่องง่าย

แม้เฉินเฟยจะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางยาในเตาหลอมเหมือนอยู่บนฝ่ามือ แต่เขายังคงจับตาดูเพื่อใช้พลังภายในปรับให้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นการหลอมโอสถด้วยไฟร้อนแรงของเฉินเฟย หากช้าไปเล็กน้อยเตาหลอมจะระเบิด

แต่ตอนนี้ด้วยพลังจิตใจที่เพิ่มขึ้น เฉินเฟยสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางยาในเตาหลอมได้อย่างง่ายดายด้วยความสนใจเพียงเล็กน้อย

สิ่งนี้ทำให้เฉินเฟยผ่อนคลายอย่างยิ่ง แม้เฉินเฟยใช้เวลาหลอมโอสถมากกขึ้น แต่เขาเหนื่อยล้าน้อยกว่าเดิมมาก

“ก๊อกก๊อกก๊อก!”

ขณะที่เฉินเฟยกำลังหลอมโอสถอยู่ในบ้าน ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น

“ใคร?”

เฉินเฟยเปิดประตูด้วยพลังภายในแล้วมองออกไป เป็นศิษย์ของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวแต่เฉินเฟยไม่เคยพบมาก่อน

เฉียนกวงจี๋เห็นประตูเปิดออกจึงกำลังจะเอ่ยปาก แต่พอเห็นเฉินเฟยกำลังหลอมโอสถอยู่จึงหุบปากลง

นักหลอมโอสถกลัวการโดนรบกวนตอนหลอมโอสถมากที่สุด เพราะนักหลอมโอสถจะเสียสมาธิและทำให้เตาระเบิดได้ง่าย เฉินเฟยรู้วิธีหลอมโอสถและยังเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ดของสมาคมนักหลอมโอสถ หลายคนรู้เรื่องนี้นานแล้ว

เป็นธรรมดาที่เฉียนกวงจี๋จะรู้เรื่องนี้ก่อนมา

“ไม่เป็นไร เจ้าพูดมาเถอะ”

เฉินเฟยมองเฉียนกวงจี๋ หากเป็นก่อนไปดินแดนลับเฉินเฟยจะไม่ให้ใครรบกวนตอนหลอมโอสถ ท้ายที่สุดแล้วเพื่อให้โอสถมีคุณภาพเฉินเฟยจึงเข้มงวดเมื่อหลอมโอสถ

แต่ตอนนี้การพูดคุยและหลอมโอสถในเวลาเดียวกันไม่ได้สร้างแรงกดดันให้เฉินเฟย เว้นแต่ต้องหลอมลวดลายโอสถเฉินเฟยถึงจำเป็นต้องจริงจัง

“ไม่รู้ว่าศิษย์น้องกำลังหลอมโอสถอยู่ ทำให้วุ่นวายแล้ว”

เฉียนกวงจี๋เห็นเฉินเฟยพูดอย่างเป็นกันเองจึงเกิดความประหลาด แม้ว่าเขาจะไม่ใช่หลอมโอสถ แต่พฤติกรรมของเฉินเฟยค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล ที่สำคัญไฟในการหลอมโอสถแทบจะปกคลุมทั้งเตาหลอมแล้ว

“ในเมื่อศิษย์น้องยุ่งอยู่ เช่นนั้นข้าจะพูดสั้นๆ ศิษย์น้องคิดจะขายโอสถทะลวงทวารหรือไม่?” เฉียนกวงจี๋พูดเสียงเบา ในขณะเดียวกันจ้องมองใบหน้าเฉินเฟยและคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงสีหน้า

“ไม่ขาย ข้าจะกินโอสถทะลวงทวารเอง”

เมื่อได้ยินเรื่องโอสถทะลวงทวาร เฉินเฟยตกใจเล็กน้อยแล้วยิ้มออกมา มีคนจับตามองโอสถทะลวงทวารของเขาอยู่จริงด้วย แต่นี่เป็นเรื่องปกติ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าระดับบ่มเพาะของเขาไม่เหนือกว่าระดับขัดเกลาไขกระดูกแต่มีโอกาสได้รับโอสถทะลวงทวาร

ในบรรดาศิษย์หลายคนที่ผ่านการทดสอบแท้จริงครั้งนี้ ดูแล้วเฉินเฟยมีแนวโน้มมากสุดที่จะได้รับโอสถทะลวงทวาร

แน่นอนว่าเฉินเฟยยังไม่ผ่านการทดสอบจิตใจของสำนัก และโอสถทะลวงทวารยังไม่เป็นของเฉินเฟย แต่ไม่มีใครคิดว่าเฉินเฟยจะมีปัญหากับการทดสอบจิตใจ

ด้วยเหตุนี้บางคนจึงตั้งใจมาติดต่อเฉินเฟยก่อนเพื่อดูว่ามีโอกาสหรือไม่

“ศิษย์น้องเฉินอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ เจ้าลองฟังเงื่อนไขของเราก่อนได้”

เฉียนกวงจี๋ไม่โกรธหลังจากถูกปฏิเสธ เขายังคงพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้ยินมาว่าศิษย์น้องเฉินกำลังรวบรวมวัสดุสำหรับหลอมกระบี่กึ่งวิญญาณ เจ้าควรขาดบางส่วนอยู่ เราสามารถชดเชยส่วนนี้ให้เจ้าได้ นอกจากนี้ยังมีโอสถเร่งความก้าวหน้าไปสู่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน หรือแม้กระทั่งบ่อหยวนหลิงของตระกูลอู๋”

เรื่องใหญ่แล้วไง!

เฉินเฟยมองเฉียนกวงจี๋อย่างประหลาดใจ ตบเปิดฝาเตา ทันใดนั้นกลิ่นโอสถอบอวลไปทั่วห้อง

การค้นพบว่าเฉินเฟยวางแผนหลอมกระบี่กึ่งวิญญาณไม่ถือว่าเป็นอะไร ตอนที่อยู่ในหุบเขา ศิษย์ดูแลได้เห็นวัตถุวิญญาณในมือเฉินเฟยซึ่งหลายอย่างมีไว้สำหรับหลอมกระบี่กึ่งวิญญาณ

จากวัตถุวิญญาณที่มีอยู่ในตอนนั้น วัสดุที่จำเป็นในการหลอมกระบี่กึ่งวิญญาณยังขาดอยู่ครึ่งหนึ่ง หากจะให้ชดเชย มูลค่าของสิ่งเหล่านั้นไม่ต่างจากการซื้อกระบี่กึ่งวิญญาณเล่มหนึ่ง

แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเฉินเฟยมีกิ่งก้านต้นผลแดงชาดอยู่แล้ว ตราบใดที่มีเงินการซื้อสิ่งอื่นก็ไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่น่าสนใจสำหรับเฉินเฟย

ส่วนโอสถเร่งความก้าวหน้าสู่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน เฉินเฟยสามารถทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายได้ในเวลาไม่เกินยี่สิบ แล้วเฉินเฟยจะเอาโอสถนี้ไปเพื่ออะไร และต่อให้ต้องการจริงเขาสามารถหลอมเองได้

ในทางกลับกัน บ่อหยวนหลิงของตระกูลอู๋ถือเป็นสิ่งมีค่าที่สุด

ตระกูลอู๋เป็นตระกูลในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ค่อนข้างคล้ายกับตระกูลเจิ้งแต่ทรงพลังกว่า อย่างน้อยตระกูลอู๋กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์และมีระดับขัดเกลาทวารหนึ่งคน

สำหรับบ่อหยวนหลิงของตระกูลอู๋ มีข่าวลือว่าปราณหยวนแปรเปลี่ยนเป็นของเหลว การเข้าไปฝึกฝนในนั้นหนึ่งวันเทียบได้กับการทำงานหนักหลายเดือน และมีผลข้างเคียงไม่มากนัก ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าร่างกายทนรับไม่ไหว

เฉินเฟยไม่เชื่อเรื่องปราณหยวนเปลี่ยนเป็นของเหลว เพราะเฉินเฟยดูดซับปราณหยวนมาหลายครั้งแล้ว

หากบ่อหยวนหลิงของตระกูลอู๋เป็นของเหลวจริง การบ่มเพาะหนึ่งวันจะไม่เท่ากับการทำงานหนักหลายเดือนแต่คงเป็นหลายปี เป็นไปไม่ได้ที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะปล่อยให้ตระกูลอู๋เก็บสมบัติล้ำค่านี้ไว้แม้ว่าบรรพชนตระกูลอู๋จะเป็นคนนำกลับมาก็ตาม

แต่ต่อให้ไม่ใช่ของเหลวปราณหยวนแท้จริง แต่การบ่มเพาะในนั้นย่อมให้ผลดีกว่า

ด้วยความเร็วที่เฉินเฟยกำลังฝึกฝนอยู่ หากเข้าไปหนึ่งวันเขาจะทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในแน่นอน และยังก้าวหน้าในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในได้อีกหลายขั้น ทำให้ระดับขัดเกลาอวัยวะภายขั้นต้นมั่นคงแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นกลาง

สิ่งนี้ช่วยเฉินเฟยประหยัดเวลาได้มากจริงๆ มันมากกว่าผลประโยชน์ที่คนอื่นได้รับจากบ่อหยวนหลิงของตระกูลอู๋

แน่นอนว่าเฉินเฟยต้องดูดซับปราณหยวนจำนวนมาก ไม่รู้ว่าตระกูลอู๋จะบ้าคลั่งหรือไม่หลังจากรู้เรื่องนี้

“อยู่ในบ่อหยวนหลิงสองวัน หากข้าดูดซับมากเกินไป ความไม่พอใจของตระกูลอู๋เจ้าต้องเป็นคนรับไว้”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตามจริงแล้วโอสถทะลวงทวารจะใช้จิงชี่ของร่างกายเปลี่ยนเป็นพลังจิตใจ ดังนั้นพลังจิตใจจึงพุ่งสูงขึ้นเพื่อให้วัดและขุดจุดทวารได้อย่างราบรื่น

สำหรับนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในส่วนใหญ่ มันเป็นสมบัติที่สามารถพบเห็นแต่ไม่อาจได้รับ

แต่ในความเป็นจริง สำหรับเฉินเฟยแล้วผลที่ได้อาจไม่ดีอย่างที่คิด เพราะพลังจิตใจของเฉินเฟยแข็งแกร่งเพียงพอจึฃไม่จำเป็นต้องเพิ่มด้วยโอสถทะลวงทวาร

ในทางกลับกัน หากได้เข้าบ่อหยวนหลิงสองวัน เฉินเฟยจะทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นกลางได้โดยตรง จุดนี้ช่วยให้เขาประหยัดเวลาได้มาก

หลังเฉินเฟยใช้เวลาอีกสองสามเดือนยกระดับสู่ขั้นสูงสุด ในเวลานั้นเขาจะทะลวงระดับขัดเกลาทวาร

“บ่อหยวนหลิงตระกูลอู๋ไม่ให้คนภายนอกเข้าได้ถึงสองวัน”

เฉียนกวงจี๋ตกใจ จากนั้นส่ายหน้าพูด “ศิษย์น้องเฉิน แม้เจ้าจะไปตระกูลอู๋พร้อมกับโอสถทะลวงทวาร ตระกูลอู๋จะให้เข้าบ่อหยวนหลิงเพียงวันเดียวและไม่มากไปกว่านั้น”

“ศิษย์น้องรับรู้น้ำใจของศิษย์พี่แล้ว” เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วปฏิเสธอย่างสุภาพ

“สิ่งเหล่านี้ไม่น้อยเลย และศิษย์น้องจำเป็นต้องใช้มันมากกว่า ศิษย์น้องไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้” เฉียนกวงจี๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาคิดว่าเฉินเฟยเป็นสิงโตอ้าปากกว้าง[1]

เฉินเฟยยิ้มเล็กน้อย ลุกขึ้นยืนกุมมือให้เฉียนกวงจี๋เพื่อแสดงการอำลา

“ศิษย์น้องเฉินลองทบทวนดูเถอะ เจ้าสามารถไปหาข้าได้เสมอ ด้วยระดับของศิษย์น้องในตอนนี้ โอสถทะลวงทวารค่อนข้างร้อนนัก”

เฉียนกวงจี๋ฝืนยิ้มและจากไปด้วยใบหน้าเย็นชา

เฉินเฟยขมวดคิ้ว หากไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เขาจะถูกบังคับแลกเปลี่ยนหรือไม่?

แต่แล้วเฉินเฟยก็ส่ายหัว ความเป็นไปได้นี้มีน้อยมาก ยังไม่ต้องพูดถึงเฟิงซิวผู่ซึ่งเป็นยอดฝีมือขัดเกลาทวาร ไม่เห็นหน้าภิกษุสงฆ์ก็ควรเห็นหน้าพระพุทธรูป[2] เมื่อเฉินเฟยกลายเป็นศิษย์แท้จริง สำนักจะไม่ให้ใครใช้กำลังกับเฉินเฟย

ศิษย์ภายในและศิษย์แท้จริงมีสถานะในใจสำนักแตกต่างกันสิ้นเชิง

“มีกฎอื่นที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือไม่?”

เฉินเฟยคิดอยู่พักหนึ่งก่อนเดินออกจากบ้านไปหาข้อมูลเรื่องนี้เผื่อเอาไว้

ในขณะเดียวกันวันนี้สามารถทดสอบจิตใจของศิษย์แท้จริงได้แล้ว

เฉินเฟยสงสัยเล็กน้อยเรื่องการทดสอบนิสัยอันนี้ แต่สิ่งที่เขาสงสัยมากกว่าคือมรดกของศิษย์แท้จริงเป็นอย่างไร

[1]สิงโตอ้าปากกว้าง โลภมากไม่รู้จักพอ

[2]ไม่เห็นหน้าภิกษุสงฆ์ก็ควรเห็นหน้าพระพุทธรูป เป็นสำนวนขอให้ผ่อนปรนโดยเห็นแก่หน้าผู้หลักผู้ใหญ่