ตอนที่ 304 ดุร้าย

“พรู่ด!”

เคอเหลียงเต๋อพ่นเลือดออกมาเต็มปาก เขาถูกปิดล้อมด้วยระดับเดียวกันสองคนซึ่งมีพลังต่อสู้ไม่น้อยไปกว่ากัน และหนึ่งในนั้นยังแข็งแกร่งกว่ามาก แบบนี้จะสู้ไหวได้อย่างไร

ตอนนี้เคอเหลียงเต๋อเข้าสู่การป้องกันโดยสมบูรณ์ เขาพยายามถ่วงเวลาและทำให้ความวุ่นวายดังขึ้น เคอเหลียงเต๋อหวังว่านักยุทธ์คนอื่นจะได้ยินการเคลื่อนไหวของที่นี่และเข้ามาตรวจสอบ

หากสามารถยืนหยัดได้จนกว่าเหลียวฮั่นชินปรากฏตัว วิกฤติครั้งนี้จะคลี่คลาย

น่าเสียดายที่เคอเหลียงเต๋อไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลอันน่าทึ่ง หากไม่มีสถานการณ์พิเศษ การเคลื่อนไหวและความผันผวนของที่นี่ไม่สามารถถ่ายทอดออกไป

หากไม่เตรียมตัวได้เพียงพอ อู๋หยงเจ้าจะตัดสินใจปิดล้อมทั้งสี่คนได้อย่างไร สำนักเพลิงเทพในดินแดนลับไม่มีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวน เป็นธรรมดาที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเคลื่อนไหวจริง

ตราบใดที่จูจื่อเซี่ยงทั้งสองสังหาร จำนวนคนของสำนักกระบี่เซียนเมฆาจะน้อยกว่าพวกเขา ข้อได้เปรียบและความคิดเริ่มสู้ของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นมาก

สำหรับสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวสองคน พวกเขาได้แค่ตำหนิตัวเองที่โชคร้ายเลือกติดตามสำนักกระบี่เซียนเมฆา เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยไป ไม่เช่นนั้นหากมีข้อมูลรั่วไหล หลังจากนี้จะหาโอกาสปิดล้อมสำนักกระบี่เซียนเมฆาได้อย่างไร

ใบหน้าจูจื่อเซี่ยงซีดลง เลือดเปื้อนเสื้อผ้าบนหน้าอกจนแดงไปหมด ความสิ้นหวังในดวงตาแทบล้นออกมา

แม้เวลาผ่านไปเล็กน้อย แต่บริเวณโดยรอบยังคงเงียบสงบเหมือนไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีเรื่องเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่จูจื่อเซี่ยงไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงอะไรได้

“อ๊าก!”

จูจื่อเซี่ยงคำรามอย่างบ้าคลั่ง วิญญาณของกระบี่วิญญาณในมือเดือดพล่าน พลังของมันเพิ่มขึ้นทันที จนถึงวินาทีสุดท้ายจูจื่อเซี่ยงยังไม่เต็มใจยอมแพ้ ตราบใดที่เขายืนหยัดต่อไปก็พอมีความหวังเล็กน้อย

ไม่ไกลนัก เฟิงซิวผู่มีสีหน้าจริงจัง ท่ากระบี่ล้วนใช้เป็นการป้องกันเก้าส่วน เขาตอบโต้เป็นครั้งคราวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเฟิงซิวผู่ยังคงได้รับบาดเจ็บ

ตามแนวโน้มนี้ คาดว่าหลังผ่านไปหลายสิบกระบวนท่าเฟิงซิวผู่อาจแพ้ และเมื่อแพ้ก็หนีไม่พ้นการถูกฆ่า

ดังนั้นสิ่งที่เฟิงซิวผู่กำลังคิดอยู่ในขณะนี้คือหาโอกาสหนีจากที่นี่

จูจื่อเซี่ยงและเคอเหลียงเต๋อจากสำนักกระบี่เซียนเมฆาไม่มีโอกาสแล้ว ตราบใดที่คนใดคนหนึ่งตาย มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายล้างกองทัพ ความแข็งแกร่งของสองฝ่ายต่างกันมากเกินไป

เว่ยเหยียนเทารู้สึกขมขื่นในใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกฝังอยู่ที่นี่โดยไม่ได้รับประโยชน์ใดตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าดินแดนลับ

หากรู้แบบนี้คงปฏิเสธคำเชิญของจูจื่อเซี่ยงทั้งสองในระหว่างวัน แต่มันสายเกินไปที่จะพูดถึงตอนนี้

การเข้ามาข้องเกี่ยวกับสถานการณ์ปิดล้อมเช่นนี้เป็นหายนะ

ลมปราณสิ้นหวังแพร่กระจาย มองไม่เห็นความหวัง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดจากระยะไกล เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของที่นี่ไม่ได้แพร่กระจายออกไป

ความมืดรอบตัวเป็นเหมือนสัตว์ยักษ์ที่กลืนกินความหวังทั้งหมด

ห่างออกไปหนึ่งลี้ ร่างเฉินเฟยปรากฏในที่ราบลุ่มบนภูเขา เห็นเพียงแสงวูบวาบตรงหน้า แต่ไม่มีเสียงใดดังออกมา แม้แต่ลมปราณเล็กน้อยยังไม่มีเล็ดลอด

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดที่นี่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกล ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นแบบนี้

หินแฝดในแขนเสื้อเฉินเฟยสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง เห็นชัดว่าเฟิงซิวผู่อยู่ข้างในจริง แต่การสร้างค่ายกลดังกล่าวโดยเฉพาะสร้างเพื่อปิดล้อมสังหาร สิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดเฉินเฟยคือสำนักเพลิงเทพ

ในกลุ่มนั้นต้องมีคนของสำนักกระบี่เซียนเมฆา และเฟิงซิวผู่อาจเป็นผู้โชคร้าย

เฉินเฟยเดินเข้าไปอย่างระวัง ในที่สุดเสียงแผ่วเบาก็ดังมาถึงหูของเฉินเฟย เฉินเฟยสับสนเล็กน้อย ค่ายกลนี้ไม่ได้ปิดกั้นเสียงและลมหายใจอย่างสมบูรณ์

เมื่อเฉินเฟยเข้ามาใกล้ เสียงนั้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันลมปราณของค่ายกลค่อยๆชัดเจนขึ้น

เฉินเฟยเดินไปข้างหน้าหนึ่งร้อยหมี่แล้วหยุด เพราะขอบของค่ายกลนี้อยู่ปลายเท้าพอดี เฉินเฟยตรวจสอบค่ายกลแล้วขมวดคิ้ว

ค่ายกลนี้ไม่เพียงดูดซับเสียงและความผันผวนของลมปราณ มันยังมีผลแจ้งเตือนด้วย กล่าวคือหากสิ่งมีชีวิตบุกเข้าไป เจ้าของค่ายกลจะสังเกตเห็นทันที

“เข้าไปพร้อมกัน เจ้าล่อคนพวกนั้นออกไป!”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นชี้มือขวาไปด้านหน้า ลมปราณของอสูรหนูบนไหล่เพิ่มขึ้นและระงับลมปราณของเฉินเฟย

“จี๊ด!”

อสูรหนูส่งเสียงร้อง เฉินเฟยก้าวเข้าสู่ค่ายกลโดยตรง อสูรหนูหายไปจากไหล่เฉินเฟย กลายเป็นแสงดำหายไปในยามค่ำคืนอย่างสมบูรณ์

เฉินเฟยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของค่ายกล คาดว่าจะมีคนมาตรวจสอบในภายหลัง เฉินเฟยมีเวลาไม่มากนัก

ตามการเหนี่ยวนำของหินแฝด เฉินเฟยรีบเร่งไปยังตำแหน่งของเฟิงซิวผู่

เคล็ดพันไหม สยบมังกรคชสาร เศษลูกปัดจิตใจ เฉินเฟยคิดถึงทุกสิ่งที่สามารถปกปิดลมปราณและใช้มันกับตัวเอง

ด้วยการปกปิดอย่างยิ่งนี้ เฉินเฟยจึงเข้าใกล้ศูนย์กลางในระยะสองร้อยหมี่ได้อย่างเงียบงันโดยไม่มีใครในนั้น สังเกตเห็น แต่จุดนี้เป็นขีดจำกัดของเฉินเฟยแล้ว หากเข้าไปใกล้อีกจะถูกสังเกตเห็นแน่นอน

แต่ในระยะนี้เฉินเฟยก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน

คนของสำนักกระบี่เซียนเมฆาสองคนบาดเจ็บสาหัสและเจียนตาย พวกเขาอาจถูกฆ่าในอีกไม่กี่กระบวนท่า แม้ตอนนี้เฟิงซิวผู่จะป้องกันได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากป้องกันนานไปจะสูญเสีย และเขายังบาดเจ็บสาหัสด้วย

เว่ยเหยียนเทาอีกด้านหนึ่งมีสภาพดีกว่าเฟิงซิวผู่เล็กน้อย แต่ยังมีขีดจำกัดเช่นกัน ที่สำคัญกว่านั้นเมื่อคนของสำนักกระบี่เซียนเมฆาทั้งสองตาย เว่ยเหยียนเทากับเฟิงซิวผู่จะเดินตามรอยเท้าพวกเขาทันที

สายตาเฉินเฟยจับจ้องเฟิงซิวผู่ทั้งสอง และมองมุมเสื้ออู๋หยงจ้าวจากหางตา เขาไม่กล้ามองตรงๆหรือแม้กระทั่งใส่สายตาไว้บนเสื้อผ้าเพราะกังวลว่าอู๋หยงจ้าวจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ

อู๋หยงจ้าวเป็นนักยุทธ์ที่มีการบ่มเพาะสูงสุดในบรรดาคนทั้งหมดในที่นั้น เขาเทียบได้กับเหลียวฮั่นชินจากสำนักกระบี่เซียนเมฆา กล่าวคือเป็นยอดฝีมือที่สามารถทะลวงสู่ระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางในก้าวเดียว

อีกฝ่ายยังใช้อาวุธวิญญาณระดับสูงซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับนักยุทธ์ระดับเดียวกันจะต้านทาน เหมือนกับจูจื่อเซี่ยง เห็นได้ชัดว่าการบ่มเพาะเขาใกล้ถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง แม้จะใช้อาวุธวิญญาณระดับกลาง แต่ยังห่างไกลจากเป็นคู่มือของอู๋หยงจ้าว

เฉินเฟยรับรู้ตราประทับในทะเลจิตสำนึกของอสูรหนู ด้วยการสัมผัสเล็กน้อย เสียงแหลมของอสูรหนูดังก้องไปทั่ว

เสียงดังอย่างกะทันหันนี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจที่ตึงเครียดทำให้ทุกคนหยุดชั่วขณะหนึ่ง สำหรับเฉินเฟย สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาสแบบนี้

ร่างเฉินเฟยกลายเป็นลำแสงรีบเร่งไปหาเฟิงซิวผู่ ในขณะเดียวกันภาพติดตาก็ปรากฏขึ้น มันอ้อมเป็นทางโค้งพุ่งไปยังทางอื่น

การปรากฏอย่างกะทันหันของสองลมปราณทำให้คนของสำนักเพลิงเทพตื่นตระหนก หลังจากเห็นรูปลักษณ์ของเฉินเฟย พวกเขาจึงกระจายการรับรู้ไปยังบริเวณโดยรอบ เมื่อไม่พบนักยุทธ์คนอื่นเลยผ่อนคลายลง

ระดับขัดเกลาทวารอีกคนหนึ่ง แถมยังเป็นนักยุทธ์ที่เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารสองสามปี มันไม่ส่งผลต่อสถานการณ์โดยรวมเลย เพียงแค่หลังจากนี้จะมีคนตายเพิ่มอีกคน

ในระยะสองร้อยหมี่ เฉินเฟยก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงเฟิงซิวผู่ เฉินเฟยตวัดกระบี่เฉียนหยวนในมือเข้าปะทะกับดาบของคนสำนักเพลิงเทพตรงหน้า

เฉินเฟยไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเพราะมันสะดุดตาเกินไปและจะดึงอู๋หยงจ้าวให้เข้ามาหา เฟิงซิวผู่เข้าใจทันทีว่าเฉินเฟยหมายถึงอะไร เขาใช้กระบี่แทงหนิงหย่งเฟยตรงหน้าด้วยพลังทั้งหมดที่มี

สีหน้าหนิงหย่งเฟยเปลี่ยนไป เดิมทีกำลังได้เปรียบ แต่การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเฉินเฟยได้ขัดจังหวะการโจมตีโดยตรง ไม่ว่าเฉินเฟยจะเพิ่งทะลวงระดับมาหรือไม่ อีกฝ่ายยังเป็นระดับขัดเกลาทวาร

การสู้สองต่อหนึ่งแล้วได้เปรียบเป็นเรื่องยากยิ่ง

หนิงหย่งเฟยไม่ได้เลือกเข้าสู้อย่างหุนหัน แต่ใช้ประโยชน์จากแรงกระแทกถอยหลังกลับ สถานการณ์โดยรวมถูกตัดสินใจแล้ว หนิงหย่งเฟยย่อมเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่า

“ย่าห์!”

ไม่ไกลนัก ทันใดนั้นเว่ยเหยียนเทาตะโกนออกมา ลมปราณทั่วร่างลุกโชน กระบี่วิญญาณในมือสั่นอย่างรุนแรง ด้วยการโจมตีครั้งเดียวเว่ยเหยียนเทาฟันคู่ต่อสู้ของตัวเองถอยหลังไปหลายก้าวและใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้เข้าหาเฟิงซิวผู่

เห็นได้ชัดว่าการปรากฏตัวของเฉินเฟยทำให้เว่ยเหยียนเทามีความหวัง เขายอมทำลายจุดทวารและวิญญาณกระบี่เพื่อแลกกับโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ

เฉินเฟยคว้าไหล่เฟิงซิวผู่ ร่างทั้งสองวูบไหวมาหาเว่ยเหยียนเทาพร้อมกัน เฉินเฟยจับเว่ยเหยียนเทาด้วยมืออีกข้างจากนั้นวิ่งหนีสุดชีวิตไปยังบริเวณรอบนอก

เฉินเฟยโคจรเดินหนีสวรรค์ถึงขีดสุด ร่างทั้งสามคนเป็นภาพติดตาหายไปทันที

เฟิงซิวผู่บาดเจ็บสาหัส เว่ยเหยียนเทามีสภาพไม่ต่างจากเฟิงซิวผู่มากนักเพราะการสู้สุดตายแบบนั้น จูจื่อเซี่ยงกับเคอเหลียงเต๋อจากสำนักกระบี่เซียนเมฆากำลังจะตาย

สำหรับสำนักเพลิงเทพ ทั้งห้าคนยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และยังมียอดฝีมือด้านค่ายกลอยู่ข้างนอกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเฉินเฟยจะไม่หนีได้อย่างไร

“ตามไป!”

อู๋หยงจ้าวขมวดคิ้ว สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเหยี่ยวล่วงหล่นกระต่ายลุกยืน ทั้งสามหายไปจากสายตาทันที พวกเขายังไม่ทันได้เข้าไปหยุดด้วยซ้ำ

ที่สำคัญกว่านั้นไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าเฉินเฟยจะแสดงความเร็วท่าร่างระดับนี้ มันเป็นเรื่องคาดไม่ถึง

อย่างไรก็ตามเฉินเฟยพาสองคนไปด้วย ท่าร่างย่อมได้รับผลกระทบเล็กน้อย ตามจริงแล้วไม่ใช่เพราะน้ำหนักร่างกายของเฟิงซิ่วผู่ทั้งสอง แต่เป็นท่าร่างของระดับขัดเกลาทวารคือการโคจรพลังหยวนและยืมปราณหยวนฟ้าดิน

สิ่งนี้ต่างจากท่าร่างของระดับปรับแต่งร่างกายอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นการแบกสองคนไปด้วยจึงส่งผลต่อการประสานท่าร่างกับพลังหยวน ความเร็วของเฉินเฟยไม่เร็วเหมือนเมื่อก่อน แต่โชคดีที่มันดีกว่าระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นทั่วไปมาก

“ได้!”

ต่งซิวจื่อทิ้งเคอเหลียงเต๋อทันที ทันใดนั้นแสงส่องมาจากเอว ร่างซิวจื่อส่องสว่างและลอยตัวขึ้นเล็กน้อย ต่งซิวจื่อก้าวขวาถอยหลังแล้วพุ่งหายไป

นอกจากอู๋หยงจ้าว ต่งซิวจื่อมีการบ่มเพาะสูงสุดในที่นี้ หลังจากสำนักเพลิงเทพสูญเสียระดับขัดเกลาทวารจำนวนมาก เขาจึงติดตั้งอาวุธวิญญาณนี้เป็นพิเศษเพื่อชดเชยข้อบกพร่องด้านท่าร่าง

อู๋หยงจ้าวเหลือบมองหนิงหย่งเฟย หนิงหย่งเฟยเข้าใจและตามหลังต่งซิวจื่อไป แม้จะไม่เร็วเท่าต่งซิวจื่อ แต่ตราบใดที่ต่งซิวจื่อเข้าไปพัวพันกับเฉินเฟยได้ เขาจะตามทันอยู่ดี

ดวงตาต่งซิวจื่อจับจ้องเฉินเฟยแล้วยกยิ้มอย่างน่ากลัว เดิมทีพวกเขาสามคนล้มเหลวในการปิดล้อมเฉินเฟยและเฉินเฟยหลบหนีไปได้ คาดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีโอกาสเช่นนี้

ครั้งก่อนเฉินเฟยหนีไปด้วยท่าร่าง ครั้งนี้ต่งซิวจื่อจะไม่ให้โอกาสนั้นแก่เฉินเฟยอีก

ร่างหลายร่างวิ่งผ่านไป หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง เดินทางไกลกว่ายี่สิบลี้อย่างรวดเร็ว เฉินเฟยเริ่มถูกต่งซิวจื่อตามทัน

เว่ยเหยียนเทารับรู้ได้ถึงลมปราณของต่งซิวจื่อที่อยู่ข้างหลัง ความหวังที่เพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้ค่อยๆจางลง

“ปล่อยข้าลง ข้าจะหยุดมันเอง ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครรอด!” เว่ยเหยียนเทาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดเสียงทุ้ม

“ไม่จำเป็น!”

เหมือนไม่รู้ว่าต่งซิวจื่อไล่ตามมา เฉินเฟยหลบไปที่ก้อนหินใหญ่แล้วหยุดเท้า จากนั้นหันไปมองต่งซิวจื่อ

“ไม่วิ่งแล้วหรือ?”

เมื่อต่งซิวจื่อเห็นเฉินเฟยหยุดวิ่ง ใบหน้าก็แสดงความดุร้ายยิ่งกว่าเดิม