ตอนที่ 283 รอบด้านเงียบสงัด

ห่างออกไปทางเหนือสำนักฉางหงหลายสิบลี้ ในระดับความสูงร้อยหมี่มีคนสองคนกำลังเผชิญหน้ากันจากระยะไกล

ระดับความสูงนี้เป็นของนกและผู้แข็งแกร่งรวมทวาร ลมแรงพัดผ่าน แต่เมื่อพัดมาถึงถงจ้งชิวกับเจี่ยนจิ้นเซิงกลับสงบลงทันที

“ไม่ต้องพูดถึงความชอบของสำนักฉางหงในช่วงหลายปีนี้ แต่พวกเขายังคงทำงานหนักเช่นกัน การฆ่าทุกคนไม่เลือดเย็นไปหน่อยหรือ?” เจี่ยนจิ้นเซิงมองถงจ้งชิวแล้วถาม

เสียงของเจี่ยนจิ้นเซิงไม่ดัง ทั้งสองอยู่ห่างกันร้อยหมี่จึงไม่น่าจะได้ยินอะไรชัดเจน แต่ถงจ้งชิวสามารถได้ยินทุกอย่างชัดเจน

ปราณหยวนฟ้าดิน ประตูสู่สิ่งอัศจรรย์ทั้งมวล เกิดการผันแปรตลอดเวลา ทั้งลึกล้ำและซับซ้อน!

“ผู้ทรยศต้องจบลงแบบผู้ทรยศ เรื่องแบบนี้เป็นเหมือนกันทุกที่” ถงจ้งชิวพูดอย่างนิ่งเฉย

“จริงหรือ? ในบรรดาคนทรยศสำนักเพลิงเทพในเวลานั้นยังมีชีวิตที่ดีอยู่เลย แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่ตายล่ะ?” เจี่ยนจิ้นเซิงหัวเราะเยาะ สีหน้าเต็มไปด้วยการเหน็บแนม

“ในตอนนั้นใครทรยศใคร เจ้ากับข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสิน!” ถงจ้งชิวส่ายหน้า

ทุกคนรู้ดีว่าสำนักเพลิงเทพกับสำนักเซียนเมฆาต่อสู้กันนานหลายปี แต่หลายคนไม่รู้ว่าในเวลานั้นทั้งสองสำนักเคยใกล้ชิดกันเหมือนครอบครัว

ไม่เกินจริงที่จะบอกว่าทั้งสองเป็นสำนักสาขา แต่น่าเสียดายที่ทุกสิ่งสลายไปเหมือนควันและไม่อาจย้อนกลับ

“ดี ไม่พูดเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นแล้ว ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการให้ข้านำคนของสำนักฉางหงออกไป วันนี้คงต้องเรียนรู้กลยุทธ์อันยอดเยี่ยมของเจ้า หวังว่ากระดูกเก่าจะทนได้นานสักหน่อย!”

เจี่ยนจิ้นเซิงมองขึ้นท้องฟ้าแล้วยิ้ม ระยะร้อยหมี่เหมือนเป็นเพียงของตกแต่ง เจี่ยนจิ้นซิงก้าวไปด้านหน้า พอมาถึงตัวถงจ้งชิวก็แทงกระบี่ออกไป

เมื่อกระบี่แทงเข้ามา ในขอบเขตการมองเห็นของถงจ้งชิวไม่มีอะไรเลย ทั้งโลกนั้นคือใบกระบี่

กระบี่นี้อยู่บนพื้นสูงไปถึงฟ้า ราวกับว่าทุกสิ่งในโลกไม่อาจต้านทานและทำได้เพียงรอโดนตัดหัว

“ตู้ม!”

กลุ่มแสงระเบิดขึ้นฟ้า ปราณหยวนฟ้าดินโดยรอบเดือดพล่าน ระลอกคลื่นขนาดใหญ่กระจายไปทุกทาง

คนมากมายนอกสำนักฉางหงเงยหน้ามองทางเหนือ แม้พวกเขาจะไม่ได้ยินเสียง แต่พวกเขายังรับรู้ถึงความผันผวนจากทางนั้น

เห็นได้ชัดว่าผู้แข็งแกร่งรวมทวารเริ่มสู้กันแล้ว

เจี่ยนจิ้นเซิงต้องสู้เพราะหายนะของสำนักฉางหงเกิดจากสำนักเพลิงเทพ หากสำนักเพลิงเทพไม่ล่อลวงสำนักฉางหง สำนักฉางหงคงไม่เข้าร่วมสำนักเพลิงเทพ

ตอนนี้หลายสำนักกำลังปิดล้อมสำนักฉางหง แต่สำนักเพลิงเทพไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ ในเวลาแบบนี้หากไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่มีใครกล้าเข้าร่วมกับสำนักเพลิงเทพอีก

ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ เจี่ยนจิ้นเซิงก็ต้องลงมือ

ติงลู่จงเจ้าสำนักฉางหงรู้สึกถึงความผันผวนจากระยะไกล ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่า สำนักเพลิงเทพไม่อาจช่วยสำนักฉางหง และสำนักฉางหงไม่อาจช่วยเหลือตัวเอง

ตอนนี้ระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นและขั้นกลางของสำนักฉางหงถูกปิดล้อมจนตายไปหมดแล้ว เหลือเพียงระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายสองคนซึ่งรวมถึงตัวเขาที่ยังคงดิ้นรนอยู่

ในการต่อสู้ของระดับขัดเกลาทวารขั้นปลาย ระดับขัดเกลาทวารต้นไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้เลย คนเหล่านั้นจึงหายไปและวิ่งเข้าสำนักฉางหงเพื่อหาทรัพยากร

มีเพียงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางที่คอยหาโอกาสอยู่ด้านข้าง และศัตรูตัวจริงยังคงเป็นผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารขั้นปลาย แต่สำนักฉางหงมีเพียงสองคน สำนักอื่นรวมกันแล้วมีแปดคน

“อ๊าก!”

ติงลู่จงเงยหน้าคำรามขึ้นฟ้าอย่างโกรธเกรี้ยวและเริ่มสู้อย่างบ้างคลั่งโดยหวังว่าจะลากไปตายด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่ทุกคนเข้าใจความคิดติงลู่ตงและไม่ให้โอกาสนั้น

ทุกครั้งจะมีระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายสองคนป้องกันการโจมตีของเขาพร้อมกัน ส่วนคนอื่นคอยหาโอกาสโจมตี

พวกเขาล้วนมีการบ่มเพาะระดับเดียวกัน การถูกปิดล้อมเช่นนี้ต่อให้เตรียมใจตายไปด้วยกันก็ไม่มีทางทำสำเร็จ

หนึ่งเค่อต่อมา ติงลู่จงถูกตัดหัว ผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารขั้นปลายอีกคนของสำนักฉางหงได้เดินตามรอยเท้าติงลู่จงไป

ฉวีชิงเซิงด้านข้างกันมองด้วยสายตาเงียบงัน ผู้ชนะกับผู้แพ้ ไม่มีถูกหรือผิด มีเพียงตำแหน่งเท่านั้น ในโลกนี้ความจริงที่ถูกต้องที่สุดคือหมัด ใครหมัดใหญ่กว่าล้วนถูกเสมอ

มันก็แค่นั้นเอง!

ภายในสำนักฉางหง บ้านของศิษย์ภายในมีอยู่หลายหลัง ทันใดนั้นประตูห้องหนึ่งเปิดออก เฉินเฟยเดินออกมาจากที่นั่น

เฉินเฟยเหลือบมองด้านหลัง ร่างวูบไหวหายไปจากตรงนั้น

ในห้องใต้ดินของบ้าน ศิษย์สตรีคนหนึ่งปิดปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงออกมาด้วยร่างกายที่สั่นเทาอยู่ตลอดเวลา นางไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ แต่นางไม่มีที่จะไปแล้ว

ร่างเฉินเฟยกลายเป็นภาพลวงตารีบเร่งไปหอตำราของสำนักฉางหง หลังจากล่าช้าไปครู่เดียว สถานที่ส่วนใหญ่ที่ใช้เก็บทรัพยากรก็เต็มไปด้วยผู้คน

เฉินเฟยหันไปทางอื่น หากต้องการมากกว่านี้คงยากสักหน่อย ดังนั้นไปหอตำราดีกว่า

ครั้งนี้ผู้ปิดล้อมสำนักฉางหงล้วนมาจากสำนักต่างๆ แต่ละสำนักมีมรดกของตัวเอง มรดกของสำนักฉางหงไม่ได้มีความหมายสำหรับคนส่วนใหญ่นัก

ไม่ใช่ว่าวิชามรดกนั้นไม่สำคัญ แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้วการฝึกฝนวิชาของสำนักตัวเองย่อมดีกว่า อย่างน้อยหากประสบปัญหาใดในการฝึกฝนยังขอคำแนะนำได้

หากรีบร้อนฝึกวิชาอื่น เมื่อพบปัญหาใดจะต้องแก้ไขด้วยตัวเอง และยังไม่รู้ด้วยว่าวิชาเหล่านี้สมบูรณ์หรือไม่ หรือถูกลบแล้วแก้ไขใหม่

สำหรับสำนัก วิชาเหล่านั้นเพียงเพิ่มความหลากหลายเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นานเฉินเฟยมาถึงหอตำรา เมื่อเทียบกับสถานที่อื่นที่เห็นเมื่อครู่ พูดได้ว่าที่แห่งนี้เงียบกว่ามาก

ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยู่ แม้จะยังไม่ได้เข้าหอตำราเฉินเฟยก็รับรู้ถึงลมปราณของคนด้านใน อย่างไรแล้วมันไม่เหมือนกับสถานที่อื่นที่ต้องแย่งชิงทรัพยากร ผู้คนที่นี่อ่านตำราอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิชาที่ต้องการ

เฉินเฟยเดินเข้าไปด้านในและเห็นว่าไม่มีอะไรเลยในชั้นวางตำราด้านนอก มีเพียงการแนะนำสั้นๆเกี่ยวกับวิชานั้น

อย่างไรแล้วสถานที่เก็บตำราวิชาส่วนใหญ่ล้วนถูกทำลายไปหมด โชคดีที่ยังมีตำราไม่น้อยที่ไม่โดนทำลายและถูกเก็บรักษาเอาไว้

ตำราวิชามากมายสามารถป้องกันไฟ ในทางกลับกันวิชาเหล่านี้ยังถูกเก็บบันทึกไว้

เฉินเฟยเดินผ่านวิชาการใช้อาวุธและมาที่วิชาจิตวิญญาณ

ในระดับปรับแต่งจิต จิตวิญญาณคือสิ่งสำคัญที่สุด หากจิตวิญญาณแข็งแกร่งพอ การเปิดจุดทวารจะเร็วขึ้น เฉินเฟยไม่เคยคิดว่าพลังจิตวิญญาณของตัวเองเพียงพอ

แต่ในพื้นที่นี้มีคนอ่านตำราอยู่ก่อนแล้ว เมื่ออีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงการมาของเฉินเฟย คนคนนั้นก็หยุดมือแล้วหันมามอง

“ข้ามาที่นี่ก่อน จะไม่มีใครได้เข้ามาตรงนี้จนกว่าข้าจะจากไป!” เนี่ยจื้อหยางมองเฉินเฟยอย่างไม่สนใจแล้วพูด

“วิชาสามารถคัดลอกได้ เมื่อถึงเวลานั้นเพียงแค่คัดลอก” เฉินเฟยพูดเสียงทุ้ม

ตำราวิชาต่างจากทรัพยากรวิญญาณ เพียงคัดลอกทำสำเนาก็สามารถให้ทุกคนอ่าน มันไม่จำเป็นต้องสู้ตาย

“ข้าพูดไม่ชัดเจนหรือ!?”

เนื่ยจื้อหยางยืนขึ้น ปล่อยแรงกดดันไปทางเฉิยเฟบแล้วพูด “ที่นี่ไม่ใช่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ไม่มีใครเปิดทางให้เจ้าทั้งนั้น ข้าจะไม่พูดอีกเป็นครั้งที่สอง!”

“ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว!” เฉินเฟยหัวเราะเบา ทุกคนรู้จักเขาแต่ทุกคนยังดูถูกเขา ท้ายที่สุดเขาเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้หนึ่งปี ความแข็งแกร่งถือว่าอ่อนแอที่สุดในระดับขัดเกลาทวาร

“เห็นแก่หน้าอาจารย์เจ้า อย่าได้บังคับให้ข้าลงมือ รีบออกไปซะ!” เนี่ยจื้อหยางเห็นสีหน้าเฉินเฟย ดวงตาพลันหรี่ลง

“เช่นนั้นลงมือเถอะ!” เฉินเฟยมองหน้าเนี่ยจื้อหยาง ยกมือกวักนิ้วเชื้อเชิญ

“อวดดี!”

ดวงตาเนี่ยจื้อหยางเบิกกว้าง คิดไม่ถึงว่าเฉินเฟยจะกล้าขนาดนี้ เนี่ยจื่อหยางทะลวงระดับขัดเกลาทวารมายี่สิบปี เป็นเวลานานแล้วที่ไม่มีใครกล้ายั่วยุเขา

เฉินเฟยเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้ไม่นาน มากสุดเพียงทำให้ขอบเขตมั่นคง ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก คิดว่าที่นี่เป็นสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวที่ข้าไม่อาจทุกบตีเจ้าได้หรือไง!?

“ชิ้ง!”

แสงกระบี่พุ่งมาจากมือเนี่ยจื้อหยาง ลมปราณดุร้ายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นก็หดตัวลงเข้าปกคลุมเฉินเฟยอย่างสมบูรณ์

เคล็ดหัวใจกระบี่!

รวบรวมพลัง กดยั้งศัตรู ใช้เพียงพลังเล็กน้อยโดยไม่เสียเปล่า เมื่อฝึกจนถึงระดับสูง เพียงหนึ่งกระบี่ก็ทำให้รอบด้านเงียบสงัด

นี่คือหนึ่งในมรดกชั้นยอดของหอเป๋ย์โต่ว เนี่ยจื้อหยางฝึกวิชานี้มาสิบปีจนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

เนี่ยจื้อหยางไม่คิดฆ่าเฉินเฟย แต่ต้องการสอนบทเรียนให้เฉินเฟยเข้าใจว่าเมื่อตัวเองยังไม่แข็งแกร่งพอก็ควรเก็บหางไว้ระหว่างขา ไม่ใช่สร้างศัตรูตามใจชอบ

“ไปให้พ้น!”

เฉินเฟยส่งเสียงฮึเย็นชาเมื่อเห็นการโจมตีของเนี่ยจื้อหยาง กระบี่เฉียนหยวนกระโดดเข้ามือ เสียงคำรามมังกรคชสารดังกังวาน ครู่ต่อมาฟันกระบี่เฉียนหยวนไปทางเนี่ยจื้อหยาง

สำหรับการจัดการนักยุทธ์ขัดเกลาทวารขั้นต้น เฉินเฟยไม่สนใจการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายเลย เพียงแค่ปราบด้วยพลัง

“ตู้ม!”

เนี่ยจื้อหยางมาเร็วแค่ไหนก็กลับไปเร็วยิ่งกว่า เขาถอยหลังกลับไปโดยไม่อาจควบคุมร่างกาย

ถอยหลังกลับไปสิบก้าว ในทุกก้าวล้วนทำให้เกิดหลุมลึก จนกระทั่งถอยไปถึงมุมหอตำราถึงจะหยุดลง

ในปากเต็มไปด้วยเลือด เนี่ยจื้อหยางกลืนมันลงคอทันที

เนี่ยจื้อหยางมองเฉินเฟยด้วยสายตาตะลึง เขาไม่กล้าพูดสิ่งใดอีก ร่างวูบไหวหายไปจากหอตำราทันที เขาไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกแล้ว แถมยังไม่เหลือหน้าอีกด้วย

สิ่งที่พูดเมื่อครู่ช่างน่าอายยิ่งนัก

นอกจากนี้เนี่ยจื้อหยางยังกลัวว่าเฉินเฟยจะไม่ชอบเขา หากโจมตีอีกสองสามกระบี่ ผลลัพธ์อาจไม่ง่ายเหมือนการบาดเจ็บเล็กน้อย

เนี่ยจื้อหยางวิ่งไปหลายร้อยหมี่ถึงจะหยุด ใบหน้าเขาซีดเซียว เขาไม่เข้าใจเลยว่าพลังมหาศาลของเฉินเฟยมาจากไหนเพราะสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่ได้มีวิชาเช่นนี้