“นั่นอาจไม่ใช่วิชายุทธ์”
เฉินเฟยพูดขึ้นขณะคอยสังเกต ตอนนี้นอกจากการใช้ตาเปล่าเฉินเฟยยังใช้พลังจิตใจมองด้วย
จากที่เฉินเฟยสัมผัสได้ หยูโต้วซานคนนั้นใช้พลังภายในน้อยมาก การเปลี่ยนแปลงอันแปลกประหลาดของหยูโต้วซานในเวลานี้เป็นการควบคุมเลือดเนื้อของตัวเองโดยสมบูรณ์
สิ่งนี้อาจดูเหมือนพรสวรรค์โดยกำเนิด เช่นเดียวกับต้นไม้ที่สังเคราะห์แสงและมนุษย์ต้องอาศัยการหายใจเพื่อความอยู่รอด มันเป็นสัญชาตญาณมากกว่าวิชายุทธ์
“แล้วพวกเราล่ะ?” กัวหลินซานมองเฉินเฟย
“พวกเราไปเถอะ พวกเขาหยุดไม่ได้หรอก”
สีหน้าเฉินเฟยเคร่งขรึม เมื่อครู่นี้เฉินเฟยรู้สึกว่าพลังจิตใจของเขาสั่นไหว นั่นเป็นตอนที่พลังจิตใจของหยูโต้วซานกับเฉินเฟยปะทะกัน
เมื่อเผชิญกับฟู่จ้าวซิงสภาวะสิ้นหวัง หยูโต้วซานยังคงมีพลังเผชิญหน้ากับเฉินเฟย ต้องมีความมั่นใจขนาดไหนที่ต้องทำสิ่งนี้? และผ่านไปเพียงครู่เดียวเฉินเฟยก็สัมผัสได้ถึงลมปราณของคนนับสิบจากด้านหลังเริ่มเข้ามาใกล้ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นไล่ตามมาแล้ว
เฉินเฟยคว้าไหล่กัวหลินชาน ร่างกายวูบไหว ความคิดมากมายแล่นไปมาอยู่ในใจ
หากพวกฟู่จ้าวซิงทนไม่ไหวมันคงจะดีกว่าถ้าพวกเขาจะหนี แต่ถ้าพวกเขาหนีไม่รอด เกรงว่าหยูโต้วซานคงมาไล่ล่าเฉินเฟยเป็นรายต่อไป
“หรือมีบางสิ่งขโมยร่าง?”
ทันใดนั้นเฉินเฟยนึกถึงผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารที่เจอในดินแดนลมประหลาด
แต่ระดับขัดเกลาทวารไม่สามารถเข้ามาในดินแดนลับได้และถูกแบ่งแยก เว้นแต่จะทะลวงระดับขัดเกลาทวารในดินแดนลับถึงอยู่ต่อได้อีกพักหนึ่ง
แต่หากทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้ แล้วทำไมจึงต้องจับตัวนักยุทธ์อีก นั่นเป็นการวางเกวียนไว้หน้าม้า
“เป็นวัตถุวิญญาณกลายพันธุ์หรือสัตว์อสูรกลายพันธุ์?”
เฉินเฟยนึกถึงสิ่งที่เขาเจอในช่วงไม่ที่ผ่านมา วัตถุวิญญาณไม่บริสุทธิ์ สัตว์อสูรค่อนข้างปกติ แต่อาจเป็นไปได้ว่าเฉินเฟยยังเห็นพวกมันไม่เพียงพอ
บางทีสัตว์อสูรอาจได้รับการเปลี่ยนแปลเช่นกันจึงเกิดสถานการณ์แบบหยูโต้วซาน
อย่างน้อยตอนที่เจอหยูโต้วซานครั้งแรก ความรู้สึกที่เขามอบให้กับเฉินเฟยไม่ได้เป็นแบบนี้
“เราจะไปไหนกัน?” กัวหลินซานถามเสียงต่ำ
“หาสถานที่คนเยอะ คาดว่าต่อไปเราต้องอยู่เป็นกลุ่มแล้ว หากไม่จัดการปัญหาก่อน การเดินทางสองคนจะเป็นเรื่องอันตรายเกินไป”
เฉินเฟยคิดครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงทุ้มลึก
การเดินทางคนเดียวมีข้อดี การอยู่เป็นกลุ่มก็มีข้อดีเช่นกัน ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสีย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในขณะนั้น
“อ๊าก!”
ทันใดนั้นมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังมาจากด้านหลัง เสียงกรีดร้องเต็มไปด้วยความเจ็บปวดราวกับเขาถูกทรมานนับพันวิธี
เฉินเฟยกับกัวหลินซานมองหน้ากัน ฝีเท้าเฉินเฟยวูบไหว เขาสัมผัสได้ถึงสถานที่มีป้ายเหล็กรวมตัวกันและรีบเร่งไปที่นั่น
เขาหวังเพียงว่าพวกฟู่จ้าวซิงจะทนได้นานกว่านี้สักหน่อย
ในเวลาเดียวกันห่างออกไปไม่กี่ลี้ ฟู่จ้าวซิงกับศิษย์น้องสองคนที่เหมือนกับสุนัขถูกทิ้งกำลังใช้รูปแบบเผิงโบยบินอย่างบ้าคลั่ง
แม้จะฟันเป็นชิ้นๆแต่มันก็ไม่ถูกทำลายลงสำเล็กน้อย พวกฟู่จ้าวซิงพยายามใช้วิธีต่างๆแต่ไม่อาจทำได้เลย หลังจากไม่กี่คนแสดงล้มลงพวกเขาก็ถูกห่อหุ้มด้วยเลือดเนื้อ
ภาพนั้นสลักอยู่ในใจฟู่จ้าวซิงจนไม่อาจลบมันออกไปได้
“เราต้องหาคนอื่น หากไม่ฆ่าเจ้าสัตว์อสูรนี้ ทุกคนในดินแดนลับจะต้องตายหมด!”
สีหน้าฟู่จ้าวซิงย่ำแย่ เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนจากป้ายเหล็กและรีบไปยังสถานที่มีผู้คนจำนวนมากที่สุดในบริเวณใกล้เคียง เขาอยากไปบอกเรื่องนี้ให้ทุกคนรู้!
ไม่อย่างนั้นทุกคนจะตายกันหมดซึ่งรวมถึงตัวเขาด้วย!
ห่างออกไปหลายสิบลี้ มีกลุ่มคนกำลังทำความสะอาดสถานที่ พวกเขาเพิ่งฆ่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงและกำลังเก็บเกี่ยวหญ้าเพลิงสวรรค์
หญ้าเพลิงสวรรค์เป็นหนึ่งในวัสดุหลอมโอสถทะลวงทวาร แม้จะไม่ใช่วัสดุหลักแต่ค่อนข้างมีค่า ที่สำคัญกว่านั้น หญ้าเพลิงสวรรค์นี้ไม่ได้กลายพันธุ์และเป็นวัตถุวิญญาณปกติ
สำหรับกลุ่มที่มีระดับขัดเกลาอวัยวะภายในสิบคนและระดับขัดเกลาไขกระดูก ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากการสังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูง
“เฮ้ มีคนกำลังมาทางเรา ช่างกล้ายิ่งนัก” คนในกลุ่มพูดอย่างประหลาด
โดยปกติแล้วคนที่เดินทางคนเดียวมันจะออกห่างเมื่อสัมผัสได้ถึงจำนวนคนรอบตัว ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาไม่เพียงแค่สู้กับสัตว์อสูรและรวบรวมวัตถุวิญญาณ หากสถานการณ์เหมาะสมป้ายเหล็กก็เป็นสิ่งต้องมีเช่นกัน
ดังนั้นเว้นแต่กลุ่มใหญ่ที่คล้ายกันจะมาขอความร่วมมือ เจ้าของป้ายเหล็กคนอื่นจะไม่สามารถหนีไปได้เมื่อเห็นพวกเขา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าใกล้เลย
แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ พวกเขามีกันมากมาย ต่อให้นักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในสูงสุดมาหาก็ไม่สามารถคุกคามพวกเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในกลุ่มพวกเขามีขัดเกลาอวัยวะภายในสูงสุดเช่นกัน
มีเพียงระดับขัดเกลาทวารสูงสุดเท่านั้นที่สามารถสร้างกลุ่มและทำให้ผู้คนภายใต้ทำตาม
หลังจากทุกคนยุ่งเก็บสิ่งของจากสัตว์อสูรเสร็จ พวกเขาก็เห็นร่างสองร่างปรากฏห่างออกไปหลายสิบเมตร
“เฉินเฟย เป็นเจ้า!”
เจิ้งจิงอันกำลังเล่นกระบี่ในมือ เมื่อเห็นคนที่มาดวงตาเขาก็เป็นประกาย ร่างของเขาวูบไหวไปด้านหน้า
“ศิษย์พี่เจิ้ง!”
เมื่อเห็นเจิ้งจิ้งอันเฉินเฟยก็ประหลาดใจเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอคนคนนี้ที่นี่ ดังนั้นเขาจึงยกมือขึ้นทักทาย
กัวหลินซานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเจิ้งจิ้งอัน กัวหลินซานรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ตระกูลเจิ้งทำ
ด้วยเหตุนี้เฟิงซิวผู่จึงได้เดินทางไปเยี่ยมตระกูลเจิ้งเป็นพิเศษ หลังจากทุบตีเสร็จตระกูลเจิ้งก็ประกาศว่าพวกเขาจะปิดประตูไม่รับแขก ในฐานะตัวแทนของตระกูลเจิ้งอาจพูดได้ว่าเจิ้งจิ้งอันมีความคับข้องใจกับเฉินเฟยอย่างมาก
“แม้เราจะมาจากสำนักเดียวกัน แต่ในดินแดนลับแห่งนี้เราต้องแข่งขันกันอยู่ เจ้าสองคนจะมอบป้ายเหล็กมาหรือไม่?”
เจิ้งจิ้งอันมองเฉินเฟย จากสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เจิ้งจิ้งอันจึงหาโอกาสคิดบัญชีกับเฉินเฟยมาโดยตลอด น่าเสียดายที่ไม่เคยพบโอกาสนั้นเลย
พูดให้ถูกคือไม่มีโอกาสที่ยุติธรรมและซื่อสัตย์
แต่ตอนนี้อยู่ในดินแดนลับ โอกาสนี้มาถึงแล้วไม่ใช่หรือ? การต่อสู้ทั้งหมดภายในดินแดนลับอยู่ภายใต้ระดับการอนุญาตสำนัก แต่เรื่องระหว่างสำนักอื่นไม่ค่อยราบรื่นนัก ท้ายที่สุดแล้วในสำนักล้วนมีความสัมพันธ์ปนกันยุ่งเหยิงกันไปหมด
หากเอาป้ายเหล็กของเฉินเฟยมาได้ก็จะทำให้พวกเขาเสียคุณสมบัติในการเป็นศิษย์แท้จริง นี่ไม่ใช่การแก้แค้นที่ดีที่สุดหรอกหรือ!
เมื่อได้ยินคำพูดของเจิ้งจิ้งอัน ผู้คนรอบตัวเขาก็เข้ามารวมตัวกัน คนที่มารวมตัวกันไม่ได้มีเพียงศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเท่านั้นแต่มีศิษย์สำนักอื่นด้วย
ในที่แห่งนี้ไม่มีใครมีป้ายเหล็กมากเกินไป
“ไม่นานมานี้ชื่อเสียงของอาจารย์เฟิงกระบี่ทิวเขามรกตโด่งดังไปทั่วสำนัก ในฐานะที่ลูกศิษย์ของอาจารย์เฟิง ศิษย์น้องกัวต้องเป็นศิษย์ยอดเยี่ยมที่เกิดจากอาจารย์มีชื่อเสียงแน่นอน ทำไมเราสองคนไม่ลองมาเทียบกันดูล่ะ?”
ทันใดนั้นมีคนเดินออกมาจากฝูงชน มองกัวหลินซานด้วยสายตายั่วยุ
เมื่อไม่นานนี้มีข่าวแพร่กระจายในสำนักว่าฐานฝึกฝนของเฟิงซิวฟู่กลับคืนสู่ระดับขัดเกลาทวารแล้ว คนปกติจะไม่ยั่วยุเขาหากพวกเขาไม่ได้อะไรทำ และหากอาจารย์ของตัวเองอยู่ในระดับขัดเกลาทวารเช่นกันก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
โหมวหยวนชางก็เช่นกัน อาจารย์เขาจงเปิ่นหยวนอยู่ในระดับขัดเกลาทวารและเป็นผู้อาวุโสหอคุมกฏ
ตอนแรกจงเปิ่นหยวนต้องการจับเฉินเฟยส่งไปให้สำนักกระบี่เซียนเมฆาแต่ถูกอู๋กวงอิ้นหยุดไว้ ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่มีความสุขหลังจากได้เห็นสิ่งนี้ ท้ายที่สุดแล้วหลายคนรู้ว่าจงเปิ่นหยวนเอนเอียงไปทางสำนักกระบี่เซียนเมฆามากกว่า
ในฐานะลูกศิษย์ของจงเปิ่นหยวน เมื่อมีโอกาสโหมวหยวนชางย่อมต้องการระบายความโกรธให้อาจารย์ หากไม่ใช่เพราะเฉินเฟยอยู่ในระดับไขกระดูกซึ่งต่ำกว่าตัวเองโหมวหยวนชางก็อยากสู้กับเฉินเฟยจริงๆ
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะแพ้มากกว่า!”
กัวหลินซานเลิกคิ้วพูดอย่างเย็นชา
ในฐานะที่โหมวหยวนชางเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสหอคมกฎ อาจพูดได้ตอนอยู่ในสำนักโหมวหยวนชางค่อนข้างอวดดี ท้ายที่สุดแล้วหอคุมกฎเองก็ตกเป็นสถานที่ใช้ประโยชน์เช่นกัน คนส่วนมากจึงไม่กล้าเผชิญหน้ากับโหมวหยวนชาง
“ดีมาก ข้ารอคำนี้ของเจ้าอยู่เลย!”
โหมวหยวนชางหัวเราะเสียงดังแล้วพูด “แต่สู้กันอย่างเดียวน่าเบื่อเกินไป มาพนันกันด้วยป้ายเหล็กนี้ที่เจ้ามีดีหรือไม่?”
ขณะที่กัวหลินซานกำลังจะพูด เฉินเฟยก็หยุดกัวหลินซานและเงยหน้าเจียวเซี่ยงหยวนที่อยู่ข้างหลัง
ก่อนหน้านี้เจี่ยวเซี่ยงหยวนก็พบกับเฉินเฟยมาแล้ว แต่เจียวเซี่ยงหยวนไม่ได้พูดอะไรและปล่อยให้คนอื่นโจมตีเฉินเฟย
ในตอนแรกเจียวเซี่ยงหยวนชื่นชมเฉินเฟยเพราะเรื่องดอกบัวฝันหวาน แต่มันเป็นเพียงความชื่อชมเท่านั้น ก่อนหน้านี้ เฉินเฟยปฏิเสธคำเชิญสองครั้งซึ่งทำให้เจียวเซียงหยวนค่อนข้างอึดอัด
ตอนนี้กลุ่มของเจียวเซี่ยงหยวนใหญ่ขึ้นแล้ว มีเฉินเฟยเพิ่มมาคนหนึ่งก็ถือว่าไม่มาก ต่อให้มีเฉินเฟยน้อยลงไปคนหนึ่งก็ไม่น้อย เป็นธรรมดาที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจความรู้สึกของเฉินเฟย
ดังนั้นเจียวเซี่ยงหยวนจึงรอให้เฉินเฟยพูดก่อน เพราะเขารู้ว่าเฉินเฟยต้องมีเหตุผลในการมาที่นี่
“ในดินแดนลับอาจมีสัตว์อสูรที่ยึดครองร่างนักยุทธ์ได้ ตอนนี้มันกำลังตามล่าฆ่าคนอยู่” เฉินเฟยพูดอย่างใจเย็น
“สัตว์อสูรยึดครองร่างได้หรือ? เฉินเฟย เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร? ด้วยภูมิปัญญาของสัตว์อสูรมันจะเอาร่างกายของพวกเรานักยุทธ์ไปได้อย่างไร เจ้ากำลังถูกผู้อื่นไล่ล่าเลยต้องการเข้าร่วมกับเรามากกว่า เจ้าหาข้อแก้ตัวที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ?”
เจิ้งจิ้งอันพูดเหน็บแนม คนอื่นมีรอยยิ้มที่คล้ายกันหลังจากได้ยินคำพูดของเฉินเฟย
ภูมิปัญญาของสัตว์อสูรนั้นต่ำอยู่เสมอ อย่างน้อยก็สำหรับสัตว์อสูรระดับหนึ่ง แม้แต่ภูมิปัญญาของสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงก็ไม่ได้สูงขึ้นมากนัก
หากพูดถึงสัตว์อสูรยึดร่าง ถ้าบอกว่ามีสัตว์อสูรระดับสองปรากฏขึ้นในดินแดนลับมันจะดูน่าเชื่อมากกว่า ท้ายที่สุดแล้วดินแดนลับได้เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เรื่องยอมรับไม่ได้ที่สัตว์อสูรจะทะลวงระดับ
แต่การบอกว่าสัตว์อสูรเข้าครอบครองร่างกายได้ถือเป็นการพูดเกินจริง
เจียวเซี่ยงหยวนไม่ยิ้มและขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังประสบกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับดอกบัวฝันหวาน เจียวเซี่ยงหยวนจึงรู้ว่าดินแดนลับนี้กลายเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาด และเฉินเฟยไม่จำเป็นต้องหาคำโกหกที่จะถูกเปิดเผยทันทีที่ได้ยิน
“เจ้าเห็นสัตวอสูรแย่งร่างนักยุทธ์ที่ไหน?” เจียวเซี่ยงหยวนพูดเสียงทุ้ม
เจิ้งจิ้งอันต้องการเยาะเย้ยเฉินเฟย แต่เมื่อเขาเห็นเจียวเซี่ยงหยวนพูดเขาจึงปิดปากลง ในกลุ่มนี้เจียวเซี่ยงหยวนคือผู้นำตัวจริง
ขณะที่เฉินเฟยกำลังจะพูด ทันใดนั้นเจาก็รู้สึกถึงป้ายเหล็กมาจากระยะไกล ครู่ต่อมาฟู่จ้าวซิงก็มาอยู่ต่อหน้าทุกคน แต่ตอนนี้ทั้งหมดเหลือเพียงสามคนเท่านั้น
เจียวเซี่ยงหยวนขมวดคิ้วมองดูทั้งสาม วิธีใดกันที่ปกปิดความผันผวนของป้ายเหล็กได้ พวกเขาไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้
“สัตว์อสูรกำลังไล่ตามเรามา หากหยุดมันไม่ได้เราจะตายกันหมด!”
ฟู่จ้าวซิงมองทุกคนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ความรู้สึกถูกล็อคตัวเกิดขึ้นอีกครั้ง สัตว์อสูรยังไม่ยอมปล่อยพวกเขาไป
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved