ตอนที่ 234 ไม่ตายไม่เลิกลา

นักยุทธ์ในถ้ำบอกว่าเป็นศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆา ลู่จือชุนเชื่อเพียงสามส่วนเท่านั้น แต่เขาไม่กล้าเดิมพันเช่นกัน หากมันเป็นเรื่องจริงแล้วได้เจอกับผู้แข็งแกร่งจากสำนักกระบี่เซียนเมฆา เขาคงโดนฆ่าทิ้ง

สำนักกระบี่เซียนเมฆามีอำนาจเหนือกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป

ลู่จือชุนกลายเป็นระดับขัดเกลาทวารได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความแข็งแกร่งแต่เป็นเพราะการระวังตัว โดยเฉพาะเวลาเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งต้องระวังตัวกว่าเดิม

แต่โอกาสวาสนาในถ้ำแห่งนี้ทำให้ลู่จือชุนไม่เต็มใจยอมแพ้

ร่างกายไม่เน่าเปื่อยแสดงถึงวิชาทรงพลังและยังแสดงถึงโอกาสที่ลู่จือชุนจะก้าวหน้า หากมีตำราวิชาลับจริง ลู่จือชุนทำได้แม้กระทั่งทำลายวิชาที่ตนฝึกฝน

เวลาผ่านไป บริเวณโดยรอบเงียบสงบ เนื่องจากหมอกสลายไปแล้วลู่จือชุนจึงเห็นการเคลื่อนไหวได้ทุกด้าน ในเวานี้ลู่จือชุนสามารถเห็นนักยุทธ์ที่เข้ามาใกล้ที่นี่ได้ทันที

ครึ่งชั่วยามผ่านไป ผู้แข็งแกร่งจากสำนักกระบี่เซียนเมฆายังไม่มา ลู่จือชุนลังเลและไม่ได้กลับเข้าไป

รอมาครึ่งชั่วยามแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป อย่างไรแล้วลู่จือชุนก็อยู่ใกล้เพียงนี้ หากมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเขาก็สัมผัสได้

แม้เฉินเฟยจะขุดหลุมแอบออกไปจากที่นี่ ลู่จือชุนจะเห็นสิ่งผิดปกติทันที

และหากเฉินเฟยขุดหลุมจริง นั่นจะยืนยันได้ว่าสิ่งที่พูดเป็นเพียงการหลอกลวง ซึ่งจุดนี้จะทำให้ลู่จือชุนสบายใจมากขึ้น

ใกล้ตกเย็น ผ่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว ลู่จือชุนยืดเส้นสาย ส่งเสียงฮึเย็นชาแล้ววิ่งกลับเข้าไปในถ้ำ

เพียงพริบตาเดียวลู่จือชุนมาถึงด้านล่างถ้ำและเห็นเฉินเฟยกำลังนั่งสมาธิ ดูแล้วน่าจะกำลังฝึกฝนวิชา

ลูจือชุนขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าเฉินเฟยจะฝึกฝนอย่างสงบเหมือนกำลังรอคนผู้แข็งแกร่งจากสำนักกระบี่เซียนเมฆามาช่วยจริงๆ

สิ่งนี้ทำให้ลู่จือชุนเกิดความลังเลอีกครั้ง เขาสงสัยว่ามีผู้พิทักษ์คอยติดตามเฉินเฟยอยู่หรือไม่ หากมีจริงก็ควรแสดงตัวได้แล้ว

แต่หากไม่มี ในเวลานี้เฉินเฟยยังคงฝึกฝนอยู่ เขาต้องพึ่งพาสิ่งใดถึงกล้าทำเช่นนี้?

“เหตุใดผู้อาวุโสจึงกลับมาอีกครั้ง?”

เมื่อรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างในถ้ำ เฉินเฟยจึงลืมตาขึ้นมองลู่จือชุน

“มาทำข้อตกลงกัน ส่งกล่องดำนั่นมาให้ข้า ข้าได้รับของแล้วจะจากไปทันที!”

ลู่จือชุนมองเฉินเฟย คิดครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความจริงใจ

“ผู้อาวุโส ท่านไม่กลัวผู้พิทักษ์ผู้เยาว์ที่กำลังมาหรือ?” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้ม

“เจ้าไม่ต้องโกหกข้า หากมีผู้พิทักษ์จริงเขาคงมาแล้ว!” ลู่จือชุนยิ้มเยาะ

“หลังได้รับกล่องแล้ว ผู้อาวุโสจะจากไปและหยุดทำให้ข้าลำบากจริงหรือ?” เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วแสดวงความเสียดาย แต่เขาไม่ได้เชื่อลู่จือชุน

“เป้าหมายของข้าคือกล่องดำเท่านั้น” ลู่จือชุนพูดหลอกล่อ

“ผู้อาวุโสจะรับประกันอย่างไรว่าจะไม่กลับคำพูดหลังจากได้รับกล่อง ผู้เยาว์ไม่มีทางยับยั้งผู้อาวุโสได้”

“เจ้าจะเชื่อข้าหรือจะเสียเวลาอยู่กับข้าที่นี่!”

สีหน้าลู่จือชุนพลันเปลี่ยนไปอย่างหมดความอดทน เขาตะคอกเย็นชาและใช้ฝ่ายมือตบใส่ค่ายกลมังกรคชสารกลางอากาศ

“ตู้ม!”

ถ้ำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินนับไม่ถ้วนตกลงมาจากด้านบน

เฉินเฟยยังคงนิ่งเฉย มองค่ายกลมังกรคชสาร ม่านพลังเกิดความผันผวนเล็กน้อย มันค่อยๆสลายพลังมหาศาลที่ปะทะเข้ามาจนกระทั่งกลับสู่ความสงบ

หัวใจเฉินเฟยดิ่งลง ค่ายกลมังกรคชสารไม่ทรงพลังเท่าที่นักพรตหลงเซี่ยงบันทึกไว้ เฉินเฟยไม่สามารถสัมผัสถึงระดับเฉพาะของลู่จือชุนได้ แต่ค่ายกลไม่ควรผันผวนด้วยการโจมตีครั้งเดียวจากระดับขัดเกลาทวาร

ตามที่เขียนไว้ ค่ายกลมังกรคชสารนี้เพียงพอต้านทานการโจมตีจากระดับรวมทวาร หากเป็นระดับขัดเกลาทวาร อย่างน้อยต้องโจมตีพร้อมกันหลายคนถึงจะทำให้เกิดความผันผวน

ท้ายที่สุดนั่นเป็นการโจมตีครั้งเดียว ลู่จือชุนอาจไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดก่อนที่ค่ายกลมังกรคชสารจะตอบสนอง ช่องว่างนี้ใหญ่เกินไป

“มันคงอยู่มานานแล้ว ไม่ว่าจะแข็งแรงแค่ไหนก็ไม่อาจหยุดการกัดเซาะของเวลา หากระดับรวมทวารยังไม่รอด ค่ายกลที่สร้างโดยระดับรวมทวารย่อมเป็นเช่นเดียวกัน!”

เฉินเฟยเกิดความคิดนี้และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

ดวงตาลู่จือชุนเป็นประกายเมื่อเห็นค่ายกลมังกรคชสารผันผวน ตอนเห็นค่ายกลมังกรคชสารครั้งแรก ลู่จือชุนหวาดกลัวเล็กน้อยกับลมปราณของค่ายกลจึงไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด

เมื่อครู่เพียงมอบคำเตือนให้เฉินเฟย คาดไม่ถึงว่าค่ายกลมังกรคชสารนี้จะเป็นปลายหอกคล้ายขี้ผึ้งเงิน[1]ไม่มากก็น้อย แม้จะต้องใช้ความพยายามในการทำลายมัน แต่อย่างน้อยก็ทำให้สั่นคลอนได้

“หากค่ายกลนี้ถูกทำลายด้วยกำลัง ทุกอย่างในค่ายกลจะถูกทำลาย รวมถึงกล่องดำนี้ด้วย” เฉินเฟยหยิบกล่องดำออกมาแล้วพูด

“เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ ข้าจะทำลายมันแล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

ลู่จือชุนหัวเราะเสียงดังแล้วปล่อยฝ่ามือ พลังมหาศาลกระทบม่านพลัง ครั้งนี้ถ้ำไม่สั่นสะเทือนเพราะลู่จือชุนรวมพลังโจมตีเฉพาะค่ายกล

ค่ายกลมังกรคชสารโคจรถ่ายเทพลังมหาศาลที่เข้ามาลงไปยังภูเขากวานโจวอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นได้ว่าค่ายกลมังกรคชสารโคจรมากขึ้นและเกิดความผันผวนเล็กน้อย

“ผู้อาวุโสโปรดหยุด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำลายทุกสิ่งในกล่องนี้!”

เฉินเฟยแสดงสีหน้าตื่นตระหนก เขาหยิบผ้าไหมออกจากกล่องดำแล้วแสร้งจะทำลายมัน

ลู่จือชุนหัวเราะ เขาไม่เพียงไม่หยุดมือแต่ยังโจมตีรุนแรงขึ้น ลู่จือชุนรู้จักจิตใจคนเป็นอย่างดี แทนที่จะโดนคุกคาม เขาต้องคุกคามเฉินเฟยเช่นนี้ถึงจะบรรลุเป้าหมาย

พอเห็นว่าลู่จือชุนเอาจริง เฉินเฟยก็แสดงสีหน้ากังวล แต่เขายังควบคุมค่ายกลมังกรคชสารลดพลังโจมตี และด้วยการควบคุมของเฉินเฟย ค่ายกลมังกรคชสารเริ่มสั่นไหวราวกับกำลังจะพังในเวลาต่อไป

“เจ้าบังคับให้ข้าทำเช่นนี้!”

เฉินเฟยตะโกนเสียงดังแล้วผลักมือออกไป ผ้าไหมในมือแหลกเป็นชิ้น

“อวดดีนัก กล้าทำลายโอกาสของข้า รนหาที่ตาย!”

ลู่จือชุนเห็นการกระทำของเฉินเฟยจึงตะโกนด้วยความโกรธ วูบไหวพุ่งไปอยู่หน้าม่านพลัง ปล่อยฝ่ามือซึ่งเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มใส่ม่านพลัง

ไม่ว่าการโจมตีจากระยะไกลจะรุนแรงแค่ไหนก็ต้องใช้พลัง และเมื่อระยะใกล้ขึ้นพลังก็ยิ่งมากตาม

แต่ลู่จือชุนระวังตัวอยู่เสมอและไม่ใช้ฝ่ามือปะทะเข้าม่านพลังโดยตรง เขาเว้นระยะห่างไว้เล็กน้อยเพื่อป้องกันสถานการณ์ไม่คาดคิด

“เข้ามาใกล้เสียที!”

ทันใดนั้นสีหน้าเป็นกังวลของเฉินเฟยเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย เมื่อเขาโคจรพลังภายใน ค่ายกลมังกรคชสารก็ระเบิดแสงจ้า

เมื่อเห็นสีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไป ลู่จือชุนจึงรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติและต้องการถอยกลับ แต่ถูกแสงจากค่ายกลมังกรคชสารบดบังสายตาเอาไว้

แสงจ้าจากค่ายกลสบยมังกรคชสารหายไปในชั่วพริบตา ม่านพลังของค่ายกลไม่ได้ครอบตัวเฉินเฟยอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปครอบตัวลู่จือชุนแทน

นี่เป็นผลจากการฝึกควบคุมค่ายกลมังกรคชสารในเวลาหนึ่งชั่วยาม เปลี่ยนจากค่ายกลป้องกันให้เป็นค่ายกลดักจับ

แต่สุดท้ายค่ายกลมังกรคชสารไม่ใช่ค่ายกลดักจับแท้จริง ดังนั้นต้องทำให้มั่นใจว่าลู่จือชุนเข้ามาใกล้พอที่จะโดนจับในครั้งเดียวโดยไม่เห็นสิ่งผิดปกติและหลบหนีไปก่อน

“ไอ้สารเลว เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำกับข้าแบบนี้!”

ลู่จือชุนรู้ว่าตัวเองติดกับจึงโกรธขึ้นทันใดและใช้สองฝ่ามือพยายามโจมตีค่ายกล แต่ม่านพลังของค่ายกลมังกรคชสารกระจายและต้านทานการโจมตีขงลู่จือชุนไว้ได้

เฉินเฟยรีบวิ่งหนีทันที ค่ายกลมังกรคชสารไม่ได้ทรงพลังขนาดนั้น เฉินเฟยไม่รู้ว่าจะจับลู่จือชุนได้อีกนานเท่าไหร่ เขาต้องใช้เวลานี้หนีกลับไปเมืองซิ่งเฝิน

มีเพียงอยู่ในคนจำนวนมากในเมืองซิ่งเฝิน เฉินเฟยจึงสามารถใช้สยบมังกรคชสารปกปิดลมปราณตัวเองสร้างความสับสนในการรับรู้ลู่จือชุนและทำให้มีเวลาขจัดสิ่งปนเปื้อนในจิตวิญญาณ

ไม่เช่นนั้นหากปกปิดลมปราณแล้วหลบอยู่ในป่า สุดท้ายก็จะมีเบาะแสชักนำมาถึงตัวอยู่ดี

เฉินเฟนวูบไหววิ่งไปทางออกถ้ำ ลู่จือชุนมองเฉินเฟยหายไปด้วยสายตาเย็นชา

ล่าห่านมาตลอด คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะโดนนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในหลอกจนต้องติดอยู่ในค่ายกล หากไม่ได้ทรมาณเฉินเฟยด้วยทุกวิถี ความโกรธในใจลู่จือชุนคงไม่จางหาย

“ปังปังปัง…”

เฉินเฟยที่เพิ่งก้าวออกจากถ้ำได้ยินเสียงดังมาจากด้านใน เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ ในเวลานี้ลู่จือชุนพยายามโจมตีค่ายกลอย่างสุดกำลัง

เรื่องนี้จุดชนวนความโกรธลู่จือชุนอย่างสมบูรณ์ เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะฆ่าเฉินเฟยได้

เฉินเฟยมองรอบตัวเพื่อระบุทิศทาง ใช้ฝีเท้าไล่ล่าวิญญาณถึงขีดสุดรีบเร่งไปยังเมืองซิ่งเฝิน ในขณะเดียวกันโคจรสยบมังกรคชสารปกปิดลมปราณ หยิบชิ้นส่วนลูกปัดจิตใจออกมาแปะรอบตัวโดยหวังว่าจะช่วยปกปิดลมปราณได้มากขึ้น

โคจรเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวจใจถึงขีดสุดเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนจิตวิญญาณให้เร็วขึ้น

เฉินเฟยเหมือนกลายเป็นเงา เขาหายไปจากภูเขากวานโจวในพริบตา

ด้วยความเร็วของเฉินเฟยในเวลานี้ เขาจะกลับไปถึงเมืองซิ่งเฝินภายในหนึ่งวันได้โดยไม่หยุดวิ่ง ตอนนี้เฉินเฟยหวังว่าค่ายกลจะยื้อเวลาได้นานอีกสักหน่อย

ห้าชั่วยามต่อมา เฉินเฟยปรากฏบนก้อนหินขนาดใหญ่ มองไปด้านหน้าก็เห็นหมู่บ้านความประหลาดบนภูเขาอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้ นี่เป็นเส้นทางที่เร็วสุดในการไปเมืองซิ่งเฝิน

เฉินเฟยหยิบเทียนแดงจากช่องมิติ ต่อจากนั้นวิ่งอ้อมหมู่บ้านบนภูเขาเล็กน้อย แต่เขายังคงถือเทียนแดงเตรียมเผื่อไว้

เฉินเฟยนึกถึงเส้นทางเดิม ในขณะที่กำลังจะออกเดินทาง ต้นไม้จิตวิญญาณในทะเลจิตสำนักก็สั่นไหว สิ่งปนเปื้อนจิตวิญญาณที่ถูกเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวจใจกดไว้เริ่มกลับมาแสดงผล

“ทำไมถึงออกมาเร็วเช่นนี้!”

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปทันที ค่ายกลมังกรคชสารพังเร็วนัก แถมลู่จือชุนยังเข้าใกล้แล้วด้วย?

แม้ค่ายกลมังกรคชสารจะไม่ดีเท่าที่บันทึกไว้ แต่มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ เว้นแต่ลู่จือชุนจะใช้วิธีพิเศษเรียกสหายมาช่วยทำลายค่ากลจากภายในและภายนอก?

เฉินเฟยหันกลับไปมอง พบว่าเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวจใจสั่นไหวเตือนตลอดว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามา

ไม่มีทางให้หนีแล้ว เฉินเฟยไม่อาจไปถึงเมืองวิ่งเฝินก่อนที่ลู่จือหยวนจะเข้าถึงตัว

เฉินเฟยมองเศษลูกปัดจิตใจในมือ น่าเสียดายนัก หากเป็นลูกปัดจิตใจที่สมบูรณ์คงสามารถช่วยเฉินเฟยซ่อนลมปราณได้ หรือหากเฉินเฟยได้รับส่วนต่อของเคล็ดพันไหมจากสามคมนักหลอมโอสถมมาผสานกับเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวนใจ เขาคงขจัดสิ่งปนเปื้อนได้ตั้งแต่แรก

แต่เฉินเฟยไม่มีสิ่งเหล่านี้ทุกอย่างจึงแย่ลง

เฉินเฟยมองด้านหน้า เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกัดฟันวิ่งไปทางหมู่บ้านบนภูเขา

ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้ เฉินเฟยเห็นหมู่บ้านบนภูเขา ไม่รู้ว่านั่นเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นครั้งแรก หมู่บ้านบนภูเขาแห่งนี้ดูใหญ่กว่าเดิม

พลังจิตวิญญาณสั่นไหวเตือนเฉินเฟยให้อยู่ห่าง แต่เฉินเฟยไม่มีทางเลือกอื่น

พอสัมผัสได้ว่าโดนไล่ตามมาจากด้านหลัง เฉินเฟยจึงรีบวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านบนภูเขา

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ สองร่างปรากฏนอกหมู่บ้านบนภูเขา ลู่จือชุนสัมผัสได้ถึงลมปราณของเฉินเฟยในหมู่บ้านบนภูเขา

“ต้องการพึ่งสิ่งแปลกประหลาดหยุดพวกเราหรือ ไร้เดียงสายิ่งนัก”

ฮวาเต๋าหงเลียริมฝีปาก พอได้เห็นร่างของนักพรตหลงเซี่ยงไม่เน่าเปื่อย ฮวาเต๋าหงจึงไม่ต้องการพลาดวิชานี้เช่นกัน

“ไป!”

ลู่จือชุนตะโกนและรีบเข้าไปในหมู่บ้านบนภูเขา ฮวาเต๋าหงหัวเราะวิ่งตามหลังไป

[1]ปลายหอกคล้ายขี้ผึ้งเงิน ภายนอกดูดีแต่ใช้การไม่ได้