ตอนที่ 205 เจ้าป้องกันได้หรือไม่

“โล่กระบี่ไม่เลว แต่จะป้องกันได้อีกนานแค่ไหนเชียว!”

เจิงไจ้เหวินประหลาดใจเมื่อถูกโล่กระบี่ป้องกันไว้ จากข้อมูลที่ได้รับ เฉินเฟยควรชำนาญธนูมากกว่า คาดไม่ถึงว่าจะฝึกฝนกระบี่ได้ไม่เลวเช่นกัน

แต่นี่เป็นเรื่องปกติ ท้ายที่สุดแล้วสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเริ่มต้นด้วยกระบี่ วิชามรดกทั้งหมดมีสามชุด สองชุดเป็นวิชากระบี่และอีกชุดเป็นท่าร่าง

“ข้าว่าป้องกันได้อีกนาน” เฉินเฟยมองเจิงไจ้เหวินอย่างสงบ

“ฮึ เช่นนั้นให้ข้าดูหน่อยเถอะ!”

เจิงไจ้เหวินส่งเสียงฮึเย็นชา ความสงบของเฉินเฟยเป็นสิ่งน่ารำคาญที่สุด ทำราวกับว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม

“ติ๊ง!”

เสียงเหล็กปะทะดังขึ้น เจิงไจ้เหวินปรากฎตัวทางซ้ายและใช้กระบี่ยาวฟันไปที่หัว เฉินเฟยไม่ขยับเขยื้อน โล่กระบี่อีกอันป้องกันเอาไว้

“ติ๊งติ๊งติ๊ง!”

เสียงเหล็กปะทะดังอย่างไร้สิ้นสุด เจิงไจ้เหวินทิ้งเงาไว้รอบตัวเฉินเฟย ในสายตาคนอื่น เฉินเฟยเป็นเหมือนเกาะโดดเดี่ยวซึ่งอาจจมลงน้ำได้ตลอดเวลา

“กระบี่ดาวประดับราตรี นอกจากนี้ยังมีกระบี่หนามอีก น่าทึ่งนัก!”

ดวงตาเหยียนซือจินเป็นประกาย วิชากระบี่ป้องกันสองชุดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในสำนัก แต่มีเพียงไม่กี่คนฝึกฝนได้ดี

มันมีสาเหตุหลายอย่างเช่นฝึกฝนยาก และหลายคนไม่ต้องการฝึกวิชากระบี่ประเภทนี้เพราะการป้องกันล้วนหมายถึงมีพลังโจมตีไม่พอ หากป้องนานจะพ่ายแพ้ การสำเร็จการป้องกันสมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องยาก

แต่การป้องกันของเฉินเฟยแสดงให้เห็นว่าอยู่ในแนวคิดป้องกันสมบูรณ์

ระดับของเขาไม่ดีเท่าเจิงไจ้เหวิน แต่เฉินเฟยสามารถป้องกันพลังกระบี่เจิงไจ้เหวินได้อย่างผ่อนคลายโดยไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียวหรือถอยหลังแม้แต่หนึ่งก้าว

ร่างกายไม่ขยับแต่ป้องกันได้ทุกส่วน หลายคนเห็นเพียงการโจมตีอันบ้าคลั่งของเจิงไจ้เหวิน แต่เหยียนซือจินเห็นการป้องกันอันผ่อนคลายของเฉินเฟย

เจิงไจ้เหวินฝึกเดินหนีสวรรค์จนชำนาญจึงสามารถหลบพลังสะท้อนของกระบี่หนาม หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น แค่โดนพลังสะท้อนเพียงครั้งเดียว นั่นก็มากพอทำให้บาดเจ็บจนเกิดข้อบกพร่อง

เมื่อเกิดข้อบกพร่อง สถานการณ์จะพลิกกลับทันที

แม้กระบี่ดาวประดับราตรีและกระบี่หนามเป็นวิชากระบี่ป้องกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีท่าโจมตี เพียงแค่มีน้อยมากและใช้ในการตัดสิน

“วิชากระบี่ดี คาดไม่ถึงว่าศิษย์น้องเฟิงจะชำนาญวิชากระบี่สองชุดนี้ด้วย”

ห่างไปหลายร้อยหมี่ ฮั่วจงเต๋ามองสถานการณ์ในสนามประลองแล้วหันมองเฟิงซิวผู่ด้านข้าง

“เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ข้าไม่ได้สอนมากนัก”

เฟิงซิวผู่พูดความจริง นอกจากวิชากระบี่ในตอนเริ่มแรกที่สอนเยอะ หลังจากนั้นเฉินเฟยก็ไม่ได้มาขอคำแนะนำจากเขา การใช้วิชากระบี่สองชุดนี้ผสานกันได้อย่างดีเป็นความเข้าใจของตัวเฉินเฟยเอง

“หากป้องนานจะพ่ายแพ้ นั่นแสดงว่าการโจมตีของเจิงไจ้เหวินอ่อนเอยกว่า หากฝึกกระบี่วิญญาณยักษ์เขาคงทะลวงการป้องกันนั้นได้ทันที!” ฮั่นจงเต๋าพูดด้วยรอยยิ้ม

“ใช่ น่าเสียดายที่เจิงไจ้เหวินไม่ได้ฝึกกระบี่วิญญาณยักษ์” เฟิงซิวผู่พยักหน้าเห็นด้วย

สีหน้าฮั่วจงเต๋านิ่งค้างไป เขารู้สึกไม่มีความสุขและไม่พูดอะไรอีก เพียงดูสนามประลองต่อ การป้องกันของเฉินเฟยดีมาก แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะชนะเจิงไจ้เหวินด้วยสิ่งนี้

หลังป้องกันอยู่นาน ฮั่วจงเต๋าเชื่อว่าเจิงไจ้เหวินจะหาวิธีจัดการกับมันได้

แน่นอนว่าเมื่อความนี้แวบเข้ามาในใจฮั่วจงเต๋า เจิงไจ้เหวินในสนามได้ถอยกลับ หยุดโจมตีและเก็บกระบี่ลงฝัก สายตาจับจ้องเฉินเฟย ลมปราณเฉียบคมแผ่ออกมาจากร่างเจิงไจ้เหวิน

“สร้างกระดองเต่าได้ไม่เลว แต่คนสามารถกินเต่าได้!”

เจิงไจ้เหวินพูดเสียงทุ้ม การป้องกันของเฉินเฟยทำให้เจิงไจ้เหวินลงมือลำบาก แต่ในไม่ช้าเขาก็หาวิธีได้

ต้องโจมตีแบบสะสมพลัง ทำลายขีดจำกัดการป้องกันของเฉินเฟยโดยตรง กระดองเต่าอันนี้ย่อมแตกแน่นอน

“วิชาชักกระบี่?”

เฉินเฟยมองท่าทางเจิงไจ้เหวินแล้วนึกถึงวิชาชักกระบี่ในหอตำรา มันค่อนข้างคล้ายกับธนูดาวตกซึ่งต้องสะสมพลังอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การโจมตีเหนือกว่าปกติ

“หากเจ้ามีความสามารถ จงป้องกันต่อไปและรับกระบวนท่าของข้าดู!”

เจิงไจ้เหวินเยาะเย้ย ครู่ต่อมาปรากฏตัวต่อหน้า แสงขาวสว่างวาบเข้าดวงตาเฉินเฟย แสงกระบี่ซึ่งมีพลังมากกว่าเดิมกดดันบริเวณโดยรอบ ช่องว่างทุกด้านของเฉินเฟยถูกปิดล้อม

“ฟู่ม!”

คมกระบี่พุ่งผ่านหน้าเฉินเฟย ดวงตาเจิงไจ้เหวินเบิกกว้าง เฉินเฟยหลบกระบี่ได้ด้วย แม้ท่าร่างจะไม่ดีเท่าเขา แต่ยังเหนือกว่าศิษย์แท้จริงหลายคนนัก

“ตู้ม!”

คมกระบี่กระแทกพื้นสนามประลองจนสั่นสะเทือน เจิงไจ้เหวินรีบก้าวถอยหลังทันทีโดยไม่กล้ารอช้า ทันใดนั้นแสงขาวพุ่งมายังจุดเดิมของเขา

เฉินเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย แปดกระบี่ไม่โดนเจิงไจ้เหวิน

หลังใช้วิชาชักกระบี่ที่สะสมพลัง เจิงไจ้เหวินไม่แสดงท่าทางใช้หมดแรงและยังหลบการโจมตีได้อย่างอิสระ

จากมุมมองนี้ สรุปได้ว่าเดินหนีสวรรค์บทขัดเกลาอวัยวะภายในเหนือกว่าท่องหนีสุญญตานัก มันมีความลึกลับที่ไม่อาจพบในท่าร่างธรรมดาซึ่งทำให้การสะสมพลัง ยืมพลัง และผ่อนพลังของเจิงไจ้เหวินเหนือกว่าผู้อื่น

ในสนามประลอง ทั้งสองโจมตีกันซึ่งและต่างคนต่างหลบได้ เหล่าศิษย์ที่มองอยู่ถึงกับกลั้นหายใจ

จนกระทั่งเฉินเฟยทั้งสองถอยห่างออกมา ผู้คนจึงหายใจออก

การผลัดกันลงมือเช่นนั้น หากเป็นคนอื่นที่ความสามารถด้อยกว่าคงถูกคลื่นลมพัดปลิวไปด้วย แต่สุดท้ายแล้วเฉินเฟยทั้งสองยังไม่ได้รับบาดเจ็บ

เห็นได้ว่าท่าร่างของทั้งคู่โดดเด่น ในขณะเดียวกันพลังต่อสู้ของเฉินเฟยยังเหนือความคาดหมายของทุกคน

ตั้งแต่เริ่มต้นยังแตะต้องตัวกันไม่ได้ แทนที่จะถูกเจิงไจ้เหวินกดดันและทุบตี ทั้งสองกลับผลัดกันลงมือ

แน่นอนว่าดูจากสถานการณ์แล้วเจิงไจ้เหวินยังคงได้เปรียบอยู่ ท้ายที่สุดเจิงไจ้เหวินเป็นคนเริ่มโจมตี ส่วนเฉินเฟยเหมือนคอยป้องกันโต้กลับมากกว่า

มีเพียงผู้อ่อนแอกว่าเท่านั้นที่จะใช้กลยุทธ์ป้องกันโต้กลับ

“เจ้าซ่อนไว้ลึกนัก”

เจิงไจ้เหวินมองรอยแตกบนพื้นที่เฉินเฟยฟันใส่ หากโดนกระบี่นั้นโจมตี แม้เดินหนีสวรรค์จะช่วยผ่อนพลังแต่เขายังคงได้รับบาดเจ็บ

ด้วยการป้องกันและท่ากระบี่โต้กลับ สิ่งที่เฉินเฟยแสดงให้เห็นนั้นเหนือกว่าศิษย์แท้จริงคนใหม่จะเปรียบเทียบด้วย

“ท่าร่างของศิษย์พี่เจิงไม่มีใครเทียบได้เช่นกัน” เฉินเฟยพูดด้วยรอยยิ้ม

นี่เป็นความจริง เฉินเฟยแทบไม่เคยเห็นท่าร่างของคนระดับเดียวกันแข็งแกร่งกว่าตัวเอง แต่ตอนนี้เขาได้เห็นแล้ว พูดได้ว่าสมแล้วที่เดินหนีสวรรค์เป็นวิชามรดกของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว หากในอนาคตได้ทะลวงระดับขัดเกลาทวาร เดินหนีสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาด

“เจ้าคู่ควรจะเป็นคู่มือของข้า!!”

เจิงไจ้เหวินย่อตัวลงเล็กน้อย ลมปราณบนร่างเริ่มจางหาย เขาโคจรเดินหนรสวรรค์สุดกำลัง สิ่งที่ทำไปเมื่อครู่เป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้หลังจากลงมือในแต่ละครั้ง เจิงไจ้เหวินจึงมีแรงหลบการโจมตีของเฉินเฟย พลังต่อสู้ที่เฉินเฟยแสดงออกมาทำให้เจิงไจ้เหวินเข้าใจว่า หากไม่ทุ่มเทสุดกำลังจะไม่สามารถทะลวงการป้องกันของเฉินเฟย

“เจิงไจ้เหวินเอาจริงแล้ว!”

ดวงตาเหยียนซือจินจับจ้องสนาม เช่นเดียวกันศิษย์แท้จริงคนอื่น พลังที่เจิงไจ้เหวินแสดงให้เห็นในเวลานี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก

ตอนนี้ใช้พลังทั้งหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเดินหนีสวรรค์จะไปได้ไกลแค่ไหน

ห่างออกไปหลายร้อยหมี่ สีหน้าเฟิงซิวผู่เคร่งขรึม เจิงไจ้เหวินเป็นศิษย์แท้จริงสิบอันดับแรกและความสามารถยังเหนือกว่าระดับขัดเกลาอวัยวะภายในทั่วไปมาก เฟิงซิวผู่รู้เพียงว่าเฉินเฟยท้าทายเจิงไจ้เหวินหลังทราบเรื่องเหล่านี้

ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้เขาแปลกใจเช่นกัน แต่เฟิงซิวผู่รู้ว่าเฉินเฟยไม่ทำอะไรที่ไม่มั่นใจ ในเมื่อกล้าท้าทายแสดงว่าเขามั่นใจแล้ว

แต่พอได้เห็นพลังของเจิงไจ้เหวิน เฟิงซิวผู่จึงเกิดความกังวล

เดินหนีสวรรค์ของเจิงไจ้เหวินแข็งแกร่งกว่าในข่าวลือ เคลื่อนใบมีดยังเหลือที่ว่าง[1] เป็นดั่งการใช้กระบี่ ไม่ว่าเด็กจะพยายามแค่ไหนก็ยังเกินความสามารถ แต่ผู้ใหญ่ใช้งานได้ง่ายดาย

ในเวลานี้เฟิงซิวผู่เข้าใจรายละเอียดสิ่งที่เจิงไจ้เหวินแสดงออกมาทั้งหมด

“ฟึบ!”

ในสนามประลอง เจิงไจ้เหวินก้าวขวาถอยหลังและหายตัวไป

ครู่ต่อมา สามร่างปรากฏขึ้นรอบตัวเฉินเฟยและใช้วิชาชักกระบี่สุดกำลัง ก่อนโจมตีออกไป เจิงไจ้เหวินสะสมพลังมาแล้วในระหว่างเคลื่อนไหวเข้าหา

เฉินเฟยไม่ได้หลบ ท่าร่างของเขายังตามหลังอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นคงดีกว่าหากใช้โล่กระบี่บังคับให้เจิงไจ้เหวินเกิดข้อบกพร่อง

กำลังมหาศาล กระดูกเหล็ก สยบมังกรคชสาร!

รูปร่างเฉินเฟยสูงขึ้นเล็กน้อย เจิงไจ้เหวินมีกำลังมหาศาลและกระดูกเหล็กเช่นกัน แต่กำลังมหาศาลที่เพิ่มขึ้นด้วยสยบมังกรคชสารอยู่นอกเหนือความสามารถเจิงไจ้เหวิน

วิชาชักกระบี่นั้นทรงพลัง แต่ด้วยสยบมังกรคชสาร โล่กระบี่ของเฉินเฟยจึงไม่เพียงไม่ถูกทำลาย แต่พลังสะท้อนยังมากกว่าเดิม

ใบหน้าเจิงไจ้เหวินเปลี่ยนเป็นน่าเกลียด พลังสะท้อนกระแทกเข้าแขน แม้เดินหนีสวรรค์จะผ่อนพลังลงแต่ความเจ็บปวดและอาการชายังคงอยู่

“เปิด!”

เจิงไจ้เหวินตะโกนเสียงดัง ร่างกายเคลื่อนไหวเร็วขึ้น เงารอบตัวเฉินเฟยเพิ่มขึ้นจากสามเป็นห้า ความกดดันจากวิชาชักกระบี่มากขึ้นทันใด

ในอดีตเจิงไจ้เหวินไม่อาจทำเช่นนี้ เงาลวงตาสามร่างโจมตีพร้อมกันถือเป็นขีดจำกัด แต่พลังจิตใจเพิ่มขึ้นหลังจากกินผลย้อมทาง นั่นทำให้การควบคุมเดินหนีสวรรค์ของเจิงไจ้เหวินก้าวหน้าขึ้น

นอกสนาม เหยียนซือจินและคนอื่นตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนี้ โดยเฉพาะคนที่อันดับสูงกว่าเจิงไจ้เหวินไม่เท่าไหร่ พวกเขาตระหนักได้ทันทีว่าไม่อาจชนะเจิงไจ้เหวินในเวลานี้ได้แล้ว

พูดอีกอย่างคือการจัดอันดับในอีกไม่กี่เดือน พวกเขาจะแพ้ให้เจิงไจ้เหวิน

ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เจิงไจ้เหวินกลับก้าวหน้าขึ้นมากนัก

“แกรกแกรกแกรก!”

เสียงโลหะปริแตกดังขึ้น เฉินเฟยสะดุ้งตกใจแล้วรับรู้สภาพกระบี่ในมือ ก่อนที่จะรู้ตัวใบกระบี่ก็มีรอยร้าวเสียแล้ว

[1]เคลื่อนใบมีดยังเหลือที่ว่าง ฝีมือชำนาญไม่ว่าจะทำอะไรก็ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก