ตอนที่ 228 ความหมกมุ่นหายไป

รอในเมืองซิ่งเฝินมันนานเกินไป พอพิจารณาว่าวิชาสยบมังกรคชสารทรงพลังเพียงใด สถานการณ์ภายในถ้ำอาจไม่ง่ายขนาดนั้น

ไม่รู้ว่าพวกสวี่หวังเลี่ยงจะได้ส่วนหลังไปหรือยัง

“ขอรับ!”

เมื่อได้ยินว่าเฉินเฟยจะไปภูเขากวานโจววันนี้ หลิงฮั่นจุนก็ไม่กล้าคัดค้านใด ทุกวันนี้ผู้คนถูกปฏิบัติเหมือนปลาบนเขียง หลิงฮั่นจุนย่อมไม่มีสิทธิ์ต่อรอง

ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยกับหลิงฮั่นจุนขี่ม้าออกจากเมืองซิ่งเฝินมุ่งหน้าไปยังภูเขากวานโจวในอำเภอผิงหยิน

ความเร็วของม้าไม่อาจเทียบได้กับฝีเท้าเฉินเฟย แต่มันช่วยประหยัดแรงได้ไม่น้อย

แม้หลิงฮั่นจุนจะโดนเฉินเฟยผนึกการบ่มเพาะเอาไว้ แต่เขายังดีกว่าคนธรรมดามากซึ่งรวมถึงการขี่ม้าและเรื่องอื่นที่คล้ายกัน

เฉินเฟยใช้เวลาห้าวันในการวิ่งจากอำเภอผิงหยินมายังเมืองซิ่งเฝิน ตอนนี้การขี่ม้าจะทำให้ไปถึงเร็วกว่า

แน่นอนว่าพวกเขาอ้อมหมู่บ้านแปลกบนภูเขาเพื่อความปลอดภัย แต่ทั้งสองยังมาถึงด้านล่างภูเขากวานโจวในเวลาสองวัน

จากสิ่งที่เห็นระหว่างทางในสองวันนี้บอกได้ว่าถูกทิ้งร้าง อำเภอผิงหยินนั้นห่างไกลอยู่แล้ว หลังจากสิ่งแปลกประหลาดเข้ายึดครองจึงไม่มีใครมาที่นี่อีก ดังนั้นมันจึงรกร้างยิ่งกว่าเดิม

หลังมาถึงด้านล่างภูเขากวานโจวจะมีคนมากขึ้น เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางการขนส่ง หากไม่ไปทางอำเภอผิงหยินก็สามารถมาทางด้านล่างภูเขากวานโจวได้เช่นกัน

“เจ้าสองคนหยุดเดี๋ยวนี้ ส่งของทุกอย่างมาให้หมด!”

ทันใดนั้นมีลูกธนูหลายดอกพุ่งใส่เฉินเฟย แต่เฉินเฟยเพียงปัดมันออกอย่างง่ายดาย

ด้านข้างที่ปกคลุมไปด้วยหินมีหลายสิบร่างโผล่ออกมา แต่ละคนถือธนูง้างเล็งเฉินเฟยทั้งสอง

เมื่อพวกเขาเห็นเฉินเฟยปัดลูกธนูได้ด้วยมือเปล่า เหล่าโจรก็ตื่นตระหนกทันที

“จับมันมาสองคนแล้วถามสถานการณ์แถวนี้”

เฉินเฟยเหลือบมองคนหลายสิบคน คนเหล่านั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ดูจากการบ่มเพาะแล้วส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา มีเพียงไม่กี่คนเที่อยู่ในระดับขัดเกลาผิวหนัง ส่วนหัวหน้ากลุ่มอยู่ในระดับขัดเกลากล้ามเนื้อ

ด้วยการบ่มเพาะเช่นนี้ หากเป็นกองคาราวานขนาดใหญ่ก็คงหยุดไว้ไม่ได้ เดาว่าคนพวกน่าจะคอยเฝ้าดูก่อน เห็นว่ามีแค่เฉินเฟยสองคนจึงโผล่ออกมา

“ขอรับ!”

พอรู้สึกได้ว่าการบ่มเพาะที่โดนผนึกคลสายออก หลิงฮั่นจุนก็ยิ้มอย่างดุร้ายแล้ววูบไหวไปหากลุ่มโจร

เพียงครู่เดียวเสียงร้องขอความเมตตาก็ดังขึ้น

ใบหน้าของเฉินเฟยนิ่งสงบ มือของโจรเหล่านี้เปื้อนไปด้วยเลือด เฉินเฟยจึงไม่เห็นใจพวกเขา เป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ปล่อยให้อดีตหัวหน้ากลุ่มโจรอย่างหลิงฮั่นจุนลงมือกับคนพวกนี้

หลังจากนั้นไม่นาน หลิงฮั่นจุนกลับมาหาเฉินเฟยพร้อมกับคนสองคน

หลิงฮั่นจุนเคยคิดว่าจะใช้โอกาสนี้หนีไปดีหรือไม่ แต่เมื่อคิดถึงภาพที่เฉินเฟยจับตัวเขาเมื่อสองวันก่อน หลิงฮั่นจุนจึงล้มเลิกความคิดนี้

หากหลบหนีแล้วโดนจับได้ หลิงฮั่นจุนจินตนาการออกเลยว่าจะโดนอะไร

“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต พวกเราตาบอดที่โจมตีท่าน หวังว่าใต้เท้าจะไว้ชีวิตน้อยๆนี้ด้วย”

โจรทั้งสองคุกเข่าร้องขอความเมตตาอย่างสิ้นหวังพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบหน้า

“สิบวันก่อนมียอดฝีมือขัดเกลาอวัยวะภายในมาที่นี่ รู้เรื่องนี้หรือไม่” เฉินเฟยมองโจรทั้งสองแล้วถาม

“ห๊ะ ยอดฝีมือระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน?”

โจรทั้งสองตกตะลึงครู่หนึ่ง ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน นั่นเป็นยอดฝีมือที่พวกเขาไม่เคยเห็น มีเพียงกองคาราวานขนาดใหญ่บางกลุ่มเท่านั้นที่มียอดฝีมือเช่นนี้

เมื่อเผชิญหน้ากับคาราวานแบบนั้น โจรบนภูเขากวานโจวย่อมซ่อนตัวอยู่เงียบๆไม่กล้าเดินออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว

“ช่วงนี้มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นบนภูเขาหรือไม่?”

เฉินเฟยเห็นสีหน้าชายสองคนก็รู้ว่าไม่มีรู้เรื่องพวกสวี่หวังเลี่ยง แต่นั่นเป็นเรื่องปกติ หากนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในต้องการซ่อนคัว นักยุทธ์ที่ไม่แม้แต่อยู่ในระดับหลอมกระดูกด้วยซ้ำย่อมไม่อาจพบเห็น

“ใช่ใช่ ช่วงนี้ทางทิศใต้ของภูเขามีหมอกหนา พี่น้องหลายคนเข้าไปแต่ไม่เคยกลับออกมา” โจรตอบอย่างรวดเร็ว

“ทิศใต้หรือ?”

เฉินเฟยมองหลิงฮั่นจุน หากตำแหน่งที่หลิงฮั่นจุนอธิบายถูกต้อง ถ้ำนั้นควรอยู่ทางใต้ของภูเขากวนโจว

“หมอกปรากฏขึ้นนานแค่ไหนแล้ว?”

“ดูเหมือน...สิบวันได้แล้ว”

เฉินเฟยพยักหน้าและขี่ม้าไปข้างหน้าต่อ ครู่ต่อมาหลิงฮั่นจุนที่จัดการโจรสองคนนั้นเสร็จก็ตามมา

หลังจากนั้นไม่นานเฉินเฟยทั้งสองมาถึงทิศใต้ เฉินเฟยเงยหน้าและเห็นครึ่งทางขึ้นภูเขามีหมอกปกคลุม

ระยะทางค่อนข้างไกลเฉินเฟยจึงไม่อาจรับรู้ได้ แต่หลังมองครู่หนึ่งก็พบว่าหมอกกระจุกตัวอยู่ในตำแหน่งเดียวเสมอ เฉินเฟยจึงรู้ว่าว่าหมอกนั้นเกิดจากค่ายกล

“ผู้อาวุโส ถ้ำอยู่ตรงนั้น” หลิงฮั่นจุนกระซิบบอก

เฉินเฟยไม่พูดอะไร ก่อนมาที่นี่เฉินเฟยคิดว่าอาจมีบางอย่างอยู่ในถ้ำ คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันเข้าไป ค่ายกลกลับถูกเปิดใช้งานเข้าปกคลุมพื้นที่เสียแล้ว

“ตามข้าไปที่หนึ่งก่อน ไว้ค่อยกลับมาใหม่”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปเสี่ยง อย่างไรแล้วสถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ร่างเดิมเคยอาศัย ไปที่นั่นก่อนดีกว่า ดูว่าสามารถคลายความหมกมุ่นที่อยู่นอกจุดทวารได้หรือไม่

ส่วนหลิงฮั่นจุน เฉินเฟยจะพาไปด้วย พอเข้าไปในถ้ำแล้วเฉินเฟยยังต้องการให้หลิงฮั่นจุนบอกตำแหน่งที่ได้รับแผ่นหนังสัตว์

“ขอรับ!”

หลิงฮั่นจุนไม่กล้าถามและตามเฉินเฟยไปอย่างเชื่อฟัง ตอนนี้หลิงฮั่นจุนได้แต่หวังว่าตัวเองจะทำผลงานได้ดีและสุดท้ายเฉินเฟยจะปล่อยไป

หลังเดินทางสี่สิบห้าสิบลี้ แม้ถนนขรุขระและไม่มีเส้นทาง แต่หนึ่งชั่วยามต่อมาเฉินเฟยทั้งสองยังคงมาถึงหมู่บ้านบนภูเขา

หลิงฮั่นจุนมองหมู่บ้านร้างตรงหน้าและมองเฉินเฟยด้วยความสับสน เขาไม่รู้ว่าเฉินเฟยมาทำอะไรที่นี่

ราชสำนักตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย อำเภอเล็กล้วนถูกกลุ่มกบฏยึดครอง บางทีหมู่บ้านนี้อาจถูกโจรปล้นและเหลือรอดเพียงไม่กี่คน

เห็นได้ชัดว่าหมู่บ้านแห่งนี้หนีไม่พ้นจากชะตากรรมถูกทำลายล้าง ดูจากระดับความเสียหายคาดว่าคงเกิดขึ้นนานแล้ว

เฉินเฟยไม่พูดอะไร ลงจากม้า ผูกเชือกม้าไว้กับต้นไม้แล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้าน

ตั้งแต่เห็นหมู่บ้านนี้ครั้งแรก ความรู้สึกแปลกๆก็ปลดปล่อยมาจากร่างกายเฉินเฟย ความรู้สึกนี้มีเพียงน้อยนิดเหมือนกับความคิดที่ทำให้เสียสมาธิซึ่งเพิงเฉยได้ง่าย

แต่เฉินเฟยฝึกเคล็ดพันต้นกำเนิดตรวนใจจึงเข้าใจความรู้สึกนี้ได้อย่างง่ายดาย นี่คือการความเครียดของร่างเดิมต่อสถานที่แห่งนี้

วิญญาณร่างเดิมสลายไปนานแล้วจึงไม่ควรเกิดความเครียด แต่เป็นเช่นเดียวกับความหมุกมุ่นนอกจุดทวาร หลายสิ่งยากจะอธิบายให้ชัดเจน

เฉินเฟยเดินผ่านหมู่บ้าน ผนังพังทลาย คานหลังคาผุพัง กระเบื้องแตกหักล้วน สิ่งเหล่านี้เหมือนบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับที่นี่

ความรู้สึกจากร่างกายเฉินเฟยเริ่มรุนแรงขึ้น แต่พอถึงจุดหนึ่งก็หายไป

เมื่อเฉินเฟยเดินไปถึงใจกลางหมู่บ้าน ความรู้สึกที่ออกมาจากร่างกายก็หายไป

ตั้งแต่ต้นจนจบสีหน้าเฉินเฟยยังคงสงบ ในเวลานี้เฉินเฟยเป็นเหมือนคนที่เติมเต็มความปรารถนาสุดท้ายของร่างเดิม

วิญญาณข้ามจากโลกเดิมมายังโลกนี้ ร่างเดิมตายอย่างกะทันหันจึงทำให้เฉินเฟยได้รับโอกาสมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ หากไม่ใช่เพราะจุดทวาร เฉินเฟยคงไม่รู้ว่าร่างเดิมมีความหมกมุ่นเช่นนี้

เฉินเฟยยืนอยู่ตรงนั้น ค่อยๆหลับตาลง พลังจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นและเข้าไปพบจุดทวาร พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยค่อยๆเข้าใกล้จุดทวาร ครู่ต่อมาพลังจิตวิญญาณเข้าปกคลุมจุดทวาร

สิ่งที่ปิดกั้นเฉินเฟยเป็นเวลาสิบเดือนหายไปแล้ว!

“ขอบคุณ!’

ความคิดนี้แวบขึ้นมาในใจเฉินเฟย เติมเต็มความปรารถนาร่างเดิมแล้ว แม้มันจะไม่ใช่งานคืนสู่เหย้าแต่ในที่สุดก็ได้เห็นหมู่บ้านเป็นครั้งสุดท้าย

แต่ผลลัพธ์ของหมู่บ้านนี้ไม่ค่อยดีนัก

นี่คือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากสภาพแวดล้อมของโลกนี้ ความอ่อนแอกลายเป็นบาป แม้ไม่มีเจตนาล่วงละเมิดผู้อื่น แต่คนอื่นจะจดจำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคุณ!

หลิงฮั่นจุนอยู่ไม่ไกลจากเฉินเฟย ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนนี้เขารู้สึกว่าลมปราณของเฉินเฟยเหมือนจะเปลี่ยนไป

ไม่นานนักความรู้สึกนี้ก็หายไป นั่นทำให้หลิงฮั่นจุนสับสนเล็กน้อย

เฉินเฟยลืมตาขึ้น ในดวงตาเฉินเฟยเหมือนมีแสงแวบผ่าน

ความหมกมุ่นนอกจุดทวารหายไป การบ่มเพาะของเขาอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด เฉินเฟยสามารถทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้แล้ว

เพียงแต่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมนัก

หากต้องการทะลวงระดับขัดเกลาทวารจะต้องเปิดจุดทวาร แต่การเปิดจุดทวารเป็นต้องทำเป็นขั้นตอนโดยเฉพาะกับจุดทวารจุดแรก

จำเป็นต้องหาสถานที่ปลอดภัย ไม่อย่างนั้นหากทะลวงระดับได้ครึ่งทางแล้วถูกสิ่งอื่นขัดขวาง ผลที่ตามมาย่อมเป็นหายนะ

เฉินเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาลังเลว่าจะหาสถานที่ปลอดภัยทะลวงระดับเลย หรือไปที่ภูเขากวานโจวก่อน เข้าไปดูในถ้ำว่ามีเบาะแสส่วนหลังของวิชาสยบมังกรคชสารหรือไม่

หากพวกสวี่หวังเลี่ยงไม่อยู่ที่นั่น เฉินเฟยจะเลือกทะลวงระดับเลย แต่หากสวี่หวังเลี่ยงอยู่ด้วย เฉินเฟยก็กังวลสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับส่วนหลังของวิชาสยบมังกรคชสาร

หากเสียส่วนหลังของวิชาสยบมังกรคชสารไปมันจะไม่ใช่แค่เสียใจเท่านั้น

สยบร่างกาย สยบจิต สยบวิญญาณ!

เฉินเฟยสงสัยว่าส่วนหลังของวิชาสยบมังกรคชสารเป็นวิธีฝึกของระดับขัดเกลาทวาร หากเป็นเช่นนั้นจริง มูลค่าของวิชาสยบมังกรคชสารย่อมคาดเดาไม่ได้

“กลับไปที่ภูเขากวานโจว!”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกหลิงฮั่นจุน

เฉินเฟยตัดสินใจไปภูเขากวานโจวอีกครั้ง ไปสังเกตค่ายกลแล้วค่อยตัดสินใจ

หลิงฮั่นจุนสับสนแต่ยังคงทำตาม เขามองหมู่บ้านบนภูเขาที่ทรุดโทรมแล้วรีบกลับไปที่ภูเขากวานโจวโดยไม่หยุด สรุปว่ามาที่นี่ทำไม?

หนึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขามองเห็นหมอกลงบนครึ่งทางขึ้นภูเขากวานโจวจากระยะไกล ครู่ต่อมาพวกเขามาถึงตีนเขา

จู่ๆเฉินเฟยเงยหน้ามองครึ่งทางขึ้นภูเขากวานโจว มีความผันผวนพุ่งมาจากตรงนั้นและกระจายลงมาที่นี่