ตอนที่ 276 ด้ายดำ

“เจ้าพบเบาะแสอื่นหรือไม่ เพียงสิ่งนี้อย่างเดียวมันยากจะหาคนพบ” เฉินเฟยวางงูเลือดกลับเข้าจานแล้วมองเฉียนเจี้ยนหลง

ลมปราณเพียงเล็กน้อยไม่แข็งแกร่งเท่าระดับขัดเกลาทวาร เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคนในฝูงชนจำนวนมาก และถ้าหาคนไม่เจอ ภารกิจนี้คงใช้เวลาอีกนาน

ส่วนการปกป้องตึกโม่หยางไม่ใช่เรื่องที่ต้องมานั่งรอ สวรรค์รู้ดีว่าโจรจะมาเมื่อไหร่

สำนักกระบี่เซียนเมฆามอบภารกิจนี้โดยส่งระดับขัดกลาทวารไปสองคน คนหนึ่งส่งไปเผื่อว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ในขณะเดียวกันก็ต้องการแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด

ตอนนี้สถานการณ์รอบเมืองเซียนเมฆาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ต้องจัดการปัญหาทั้งหมดในพื้นที่ภายใต้การควบคุมเท่านั้น สำนักกระบี่เซียนเมฆาจึงมีพลังจัดการสำนักเพลิงเทพมากขึ้น

“ไม่มีเบาะแสอื่นแล้ว” เฉียนเจี้ยนหลงส่ายหน้า

“แล้วเจ้าจะให้พวกเราหามันอย่างไร?” ฟางเจ๋อฮวาขมวดคิ้ว เช่นเดียวกับที่เฉินเฟยพูด เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคนเจอด้วยสิ่งเล็กน้อยเพียงแค่นี้

เฉียนเจี้ยนหลงยิ้มขมขื่น เขามีหลายสิ่งให้เลือกใช้ แต่ไม่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์

“พาเราไปจุดที่พบเงา” เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูด

“ได้ เชิญทั้งสองมาทางนี้”

เฉียนเจี้ยนหลงพยักหน้าและพาเฉินเฟยกับฟางเจ๋อฮวาไปด้านหลังตึก

เฉินเฟยมองไปรอบตัว แม้ตึกโม่หยางจะปลูกหญ้าตะวันครามและเลี้ยงงูเลือดเป็นหลัก แต่ยังปลูกสมุนไพรชนิดอื่นด้วย

สภาพแวดล้อมที่นี่และค่ายกลที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษทำให้ปราณหยวนของตึกโม่หยางสูงกว่าที่อื่น

ภายใต้ปราณหยวนแบบนี้ ไม่ว่าจะปลูกสมุนไพรชนิดใดล้วนจะเติบโตได้ดี เมื่อมาถึงด้านหลังตึก กลิ่นหอมสมุนไพรหลายชนิดก็โชยเข้าจมูก

“ตรงนี้แหละ ข้าสั่งให้คนทำสิ่งปิดล้อมไว้แล้ว”

เฉียนเจี้ยนหลงพาเฉินเฟยไปทางลาดและชี้พื้นที่เปิดโล่งซึ่งล้อมรอบด้วยรั้ว ผงยาบางชนิดถูกโรยอยู่บนพื้นเพื่อให้งูเลือดอยู่ห่างจากมันหลังจากดมกลิ่น

ฟางเจ๋อฮวาเดินขึ้นไปยืนบนรั้ว ร่างเขาที่ยืนอยู่จุดนั้นเหมือนไร้น้ำหนักและหน้ามองลงไปภายในรั้ว

หลังจากนั้นไม่นาน ฟางเจ๋อฮวาขมวดคิ้วเดินกลับมา

เฉินเฟยและฟางเจ๋อฮวาทำเหมือนกัน ยืนอยู่บนรั้วรับรู้ถึงลมปราณด้านล่าง

“ในเวลานั้นผู้คุ้มกันเปิดค่ายกลได้ทันเวลาจึงกักลมปราณได้เล็กน้อย” เฉียนเจี้ยนหลงอธิบาย

ตึกโม่หยางถูกปกคลุมด้วยค่ายกลขนาดใหญ่ ค่ายกลสามารถรวบรวมปราณหยวนและยังสามารถปกป้องตึก การแอบเข้ามาด้วยสถานการณ์เช่นนี้ หากความสามารถอ่อนด้อยก็จะติดอยู่ในข้างในค่ายกล

“ลมปราณนี้เหมือนกับบนตัวงูเลือด แต่มันเบาบางเกินไป”

ฟางเจ๋อฮวามองเฉินเฟยและพูดเสียงทุ้มต่ำ “เจ้ากับข้าแยกกันไปค้นหาแล้วกลับมาที่นี่ในอีกหนึ่งชั่วยาม”

“ได้!”

เฉินเฟยพยักหน้า เมื่อไม่มีเบาะแสใด การแยกกันค้นหาจึงมีโอกาสได้ผลลัพธ์มากขึ้น

ภารกิจที่ได้รับจากสำนักกระบี่เซียนเมฆาในครั้งนี้มีรางวัล หากทำสำเร็จจะได้รับศิลาหยวนห้าก้อน สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่มีนิสัยเป็นคนกลาง ดังนั้นศิลาห้าก้อนจึงเป็นของเฉินเฟยทั้งหมด

สำนักฉางหงเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้นฟางเจ๋อฉวาจึงกระตือรือร้นทำภารกิจนี้ สุดท้ายแล้วนั่นคือศิลาหยวนห้าก้อน ตอนนี้เหมือนจะไม่ต้องสู้กับผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกันด้วย ผลประโยชน์นี้ถือว่าไม่แย่

จากมุมมองนี้ภารกิจของสำนักกระบี่เซียนเมฆาค่อนข้างดีเลย อย่างน้อยมอบภารกิจแล้วก็ให้สิ่งตอบแทนเล็กน้อยซึ่งถือเป็นการเคารพนักยุทธ์ขัดเกลาทวาร

แน่นอนว่าหากมอบภารกิจให้นักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายจะไม่มีสิ่งตอบแทน ความร่วมมือจะเป็นการบังคับของสำนัก

เช่นเดียวกับที่เฉินเฟยถูกเลือกให้ไปเก็บสมุนไพรตอนเข้าร่วมสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวช่วงแรก นั่นคือสำนักกระบี่เซียนเมฆาต้องการสมุนไพรบางอย่างเท่านั้น

ศิลาหยวนห้าก้อน ตอนนี้เฉินไม่ได้สนใจทันขนาดนั้น เขาแค่อยากทำงานภารกิจให้เสร็จเร็วๆจะได้กลับไปหลอมโอสถและฝึกฝนต่อ หากทำภารกิจล่าช้าไปอีกสองสามวัน การสูญเสียนี้จะมากกว่ารางวัลที่ได้จากภารกิจ

ฟางเจ๋อฮวาหายตัวไปในพริบตา เฉินเฟยมองไปรอบตัวจากนั้นขึ้นไปบนหลังคาตึกแล้วมองลงมาด้านล่าง

ป้องกันง่ายโจมตียาก การแอบเข้าไปในนั้นยากยิ่งกว่า ในระดับปรับแต่งร่างกายธรรมดา เกรงว่าคงถูกพบเจอก่อนจะได้แอบเข้าไป

เฉินเฟยขมวดคิ้ว หรือที่เงาดำแอบเข้าไปได้จะเป็นเพราะวิชามีเอกลักษณ์ที่สามารถซ่อนตัวไม่ให้ทุกคนในตึกมองเห็น

หรือบางทีเงาดำอาจไม่ใช่แค่ระดับปรับแต่งร่างกาย

แต่ถ้าไม่ใช่ระดับปรับแต่งร่างกาย ด้วยการบ่มเพาะระดับขัดเกลาทวารก็มีหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เท้าขวาเหยียบหลังคาแล้วกลายเป็นภาพติดตาหายไปบนท้องฟ้าเหนือตึกโม่หยาง

เฉียนเจี้ยนหลงด้านล่างเห็นเฉินเฟยหายไป รอยยิ้มที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

ภายในป่า มีเงาแวบผ่านไปและหยุดบนยอดไม้ นั่นคือเฉินเฟยที่ออกมาจากตึกโม่หยาง

ในขณะนี้ด้ายดำจางพันรอบนิ้วเฉินเฟยและแกว่งไปมาไม่หยุด นั่นคือลมปราณที่เฉินเฟยสกัดจากตึกโม่หยางเมื่อครู่

เบาะแสเดียวคือลมปราณนี้ เฉินเฟยทำได้เพียงพยายามค้นหาตามแรงดึงของลมปราณ

หลังเดินตามไปหนึ่งเค่อ เฉินเฟยไม่พบอะไรเลย

ท้ายที่สุดเฉินเฟยไม่ได้ทำเครื่องหมายจิตวิญญาณไว้ที่อีกฝ่าย หากใช้วิธีนี้แม้จะอยู่กันเป็นพันลี้ก็สามารถไล่ตามอีกฝ่ายด้วยเครื่องหมายที่เชื่อมกับพลังจิตวิญญาณของตัวเอง

ตอนนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาเจอด้วยลมปราณอย่างเดียว เฉินเฟยกำลังตระเวนไปรอบๆเพื่อดูว่ามีคนแปลกหน้าหรือไม่ สุดท้ายแล้วที่แห่งนี้อยู่ในที่ห่างไกล นักยุทธ์ธรรมดาจะไม่มาที่นี่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดา

หากพบร่องรอยของใครบางคนค่อยติดตามไป ไม่อย่างนั้นคงทำอะไรไม่ได้แล้ว

ครึ่งชั่วยามผ่านไป เฉินเฟยยังไม่พบเบาะแสใหม่ แต่เขาพบสมุนไพรสองสามต้นที่มีอายุหลายปี เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการไม่สิ้นเปลือง เฉินเฟยจึงเก็บสมุนไพรเหล่านั้นโยนใส่ช่องมิติ

เฉินเฟยบนก้อนหินขมวดคิ้วมองด้ายดำในมือ ถ้าค้นหาแบบนี้ต่อไปอีกสามวันสามคืนอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ใด

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เริ่มโคจรเคล็ดพันไหม พลังจิตวิญญาณในทะเลจิตสำนึกถูกแบ่งออกมาถ่ายเทใส่ด้ายดำในมือ

ในเมื่อลมปราณเบาบางเกินไป ถ้าอย่างนั้นต้องให้อาหารเพิ่มความเข้มข้นของลมปราณ เมื่อถึงเวลานั้นการหาเจ้าของจะง่ายขึ้นเล็กน้อย

เฉินเฟยไม่รู้ว่าวิธีที่เขาใช้จะได้ผลหรือไม่ แต่เพราะยังไม่เจอใครเลยก็ต้องลองใช้วิธีอื่น

อย่างไรแล้วมันเป็นเพียงลมปราณส่วนหนึ่ง หากถูกทำลายไปก็ไม่มีผลมากนัก

พลังจิตวิญญาณบางเบาถูกฉีดเข้าไปในด้ายดำทีละน้อย ขนาดด้ายดำค่อยๆใหญ่ขึ้น แต่เพียงครู่เดียวเฉินเฟยก็หยุดทำ

เพราะด้ายดำไม่สามารถทนได้อีกต่อไปและกำลังจะแตกสลาย ในขณะเดียวกันลมปราณด้ายดำยังแปลกไปเล็กน้อยเพราะมันผสมกับลมปราณของเฉินเฟย

ท้ายที่สุดพลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยต้องมีเครื่องหมายของเฉินเฟย

“การให้อาหารได้ผล แต่ต้องระบายลมปราณของตัวเองออก”

ความคิดนี้แวบเข้ามาในใจ เคล็ดพันไหมโคจรถึงขีดสุด พลังจิตวิญญาณที่บางเบายิ่งชัดเจนขึ้น ลมปราณเฉินเฟยอ่อนลงแต่ไม่ได้หายไป

เฉินเฟยขมวดคิ้ว พลังจิตวิญญาณยังคงหลุดลอกออกไป แต่การลอกออกแบบนี้เหมือนจะอยู่เหนือความสามารถเฉินเฟย พลังจิตวิญญาณจึงเริ่มเดือดพล่าน

“ฟู่ม!”

เริ่มโคจรสยบจิตสยบมังกรคชสารระงับพลังจิตวิญญาณเดือดพล่านเพื่อป้องกันไม่ให้ทำลายฐานตัวเอง

ขณะที่เฉินเฟยยังคงลอกออก พลังจิตวิญญาณก็ไหลเข้าด้ายดำในมือ

ด้ายดำเริ่มหนา ลมปราณในนั้นชัดเจนขึ้น เฉินเฟยเหมือนรับรู้ได้ถึงการเชื่อมโยงของด้ายดำจากระยะไกล

“มันได้ผล!”

เฉินเฟยอดยิ้มไม่ได้ หยิบเศษลูกปัดจิตใจออกมาห่อไว้นอกด้ายดำ เมื่อด้ายดำขยายใหญ่ เจ้าของด้ายดำจะไม่สามารถรับรู้ถึงลมปราณที่เหลือยู่

หนึ่งเค่อต่อมา ด้ายดำในลูกปัดจิตใจใหญ่กว่าเดิมสิบเท่า อย่างไรก็ตามเมื่อมันมาถึงจุดนี้ ไม่ว่าเฉินเฟยจะฉีดพลังจิตวิญญาณเข้าไปเท่าไหร่ด้ายดำก็ไม่ดูดซับอีกต่อไป เห็นชัดว่ามันถึงขีดจำกัดแล้ว

เฉินเฟยไม่ได้บังคับฉีดพลังจิตวิญญาณอีก เพราะในขณะนี้ด้ายดำสัมผัสระยะทางได้คลุมเครือ อย่างน้อยสามารถบอกทิศทางได้คร่าวๆ

“สามารถดึงลมปราณที่เหลือออกมาด้วยวิธีนี้ ในอนาคตคงต้องใส่ใจเรื่องนี้ บางทีอาจมีวิชาเฉพาะของมันด้วย”

เฉินเฟยมองด้ายดำและคิดในใจ แต่เฉินเฟยรู้สึกโล่งใจเมื่อนึกถึงเคล็ดพันไหม

หลังจากฝึกเคล็ดพันไหม ตามที่ตำราลบันทึกไว้ สามารถเก็บซ่อนลมปราณของตัวเอง หสกสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกๆก็สามารถตัดทิ้งจากอากาศ

“ผ่านมาหนึ่งชั่วยามแล้ว กลับไปดูว่าฟางเจ๋อฮวาพบอะไรบ้าง”

เฉินเฟยมองท้องฟ้า วางด้ายดำไว้บนปลายนิ้วแล้วไปตึกโม่หยาง

ผ่านไปเพียงครู่หนึ่งเฉินเฟยกลับมาถึงตึก ฟางเจ๋อฮวากลับมาแล้ว เมื่อเห็นเฉินเฟย ฟางเจ๋อฮวาก็เดินเข้ามา

“ข้าพบบางอย่างแต่ยังยืนยันไม่ได้ เกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างระดับปรับแต่งร่างกาย” ฟางเจ๋อฮวาพูดอย่างเคร่งขรึม

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาพยักหน้าแล้วรีบตามฟางเจ๋อฮวาเข้าไปในป่า

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ฟางเจ๋อฮวาหยุดบนยอดไม้ ชี้ถ้ำที่อยู่ห่างออกไปร้อยหมี่แล้วกระซิบ “ตรงนั้นมีร่องรอยการอาศัย ลมปราณภายในนั้นยังเหมือนกับในตึกมาก”

เฉินเฟยหันไปมอง เห็นถ้ำขนาดไม่ใหญ่แต่ภายในมืดมิด แม้จะมีสายตาระดับขัดเกลาทวารก็ไม่อาจมองเห็นด้านในได้เต็มที่ ชัดเจนว่าถ้ำแห่งนี้ไม่เล็กและภายในมีพื้นที่กว้างขวาง

เฉินเฟยไม่พูดอะไร ด้ายดำบนแขนเสื้อชี้ไปยังตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ภายในถ้ำ