ในดินแดนลับจะมีเมืองมนุษย์ได้อย่างไร? ไม่ว่าดูอย่างไรก็ผิดปกติ
ดินแดนลับนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ทดสอบศิษย์แท้จริงของสี่สำนัก สี่สำนักรู้ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ด้านใน
ในอดีตมีศิษย์มากมายไปเยือนภูเข้าป้านผิงซึ่งไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
อย่างไรก็ตามผู้เข้าทดสอบศิษย์แท้จริงเมื่อสามปีก่อนพบว่าดินแดนลับเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดเรื่องผิดปกติกับภูเข้าป้านผิง ในการทดสอบศิษย์แท้จริง คนที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าล้วนไปที่ภูเขาป้านผิง
น่าเสียดายที่ไม่มีใครลงมาจากภูเขาป้านผิงอีกเลย ในเวลานั้นแม้แต่เซียวหลี่หลิงจากศาลาเฉินสุ่ยซึ่งถือครองอาวุธวิญญาณไข่มุกราตรียังไม่กล้าขึ้นภูเขา
หลังการทดสอบศิษย์แท้จริงสิ้นสุด ทั้งสี่สำนักได้ส่งศิษย์ชุดหนึ่งเข้าดินแดนลับเพื่อค้นหาสาเหตุการเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาไม่พบสิ่งผิดปกติ
เนื่องจากภูเขาป้านผิงผิดปกติ ศิษย์ขัดเกลาอวัยวะภายในจึงไม่กล้าขึ้นไป เพราะคนที่ขึ้นไปไม่เคยลงมาอีก
เมื่อเป็นแบบนั้นจึงไม่มีใครกล้าขึ้นไปบนภูเขาครึ่งขวด
จนกระทั่งดินแดนลับเลื่อนขั้น ครั้งนี้ระดับขัดเกลาทวารจึงเข้ามาได้ พอขึ้นภูเขาป้านผิงก็เห็นเมืองมนุษย์ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
“ดินแดนลวงตา?” มีคนกระซิบ
“น่าจะใช่ แต่มันเกินจริงไปหน่อย!”
ดินแดนลวงตาสามารถหลอกการมองเห็นของมนุษย์ หากจิตวิญญาณไม่แข็งแกร่งเพียงพอก็จะถูกหลอกอยู่อย่างนั้น แต่ในกลุ่มนี้ล้วนเป็นระดับขัดเกลาทวาร พลังจิตวิญญาณของพวกเขายังดีมาก อย่างเช่นพลังจิตวิญญาณของเหลียวฮั่นชินซึ่งใกล้เคียงกับระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง
ดินแดนลวงตาพยายามทำให้การมองเห็นและจิตวิญญาณของหลายสิบคนมืดบอดพร้อมกัน พอนึกถึงพลังที่ต้องใช้สำหรับทำสิ่งนี้ก็ทำให้กลัวจนตัวสั่น
“เป็นไปได้ไหมว่าดินแดนประหลาดรวมเข้ากับดินแดนลับ?” เหรินจงหยางถามเสียงต่ำ
ดินแดนประหลาดหลายแห่งมีเมืองมนุษย์ ตามจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีเมือง เพราะสิ่งแปลกประหลาดกลืนกินผู้คนทั้งหมดในเมืองและทำให้เมืองนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
เป็นสถานการณ์เดียวกันกับดินแดนลมประหลาดที่เฉินเฟยเข้าไป และอำเภอผิงหยินซึ่งถูกสิ่งแปลกประหลาดกลืนกิน
เมื่อได้ยินคำพูดของเหรินจฃหยาง หลายคนก็ถอนหายใจโล่งอก
หากเป็นดินแดนลางงตาที่สามารถหลอกทุกคนได้ บอกตามตรงเลยว่าแม้จะมีคนมากพอพวกเขาก็ไม่กล้าเข้าไปในเมือง เพราะพลังแบบนั้นแข็งแกร่งเกินไป
แต่สถานการณ์จะต่างออกไปถ้าเป็นดินแดนประหลาด ตามหลักการแล้วในขั้นตอนการรวมดินแดนประหลาดเข้ากับดินแดนลับ สิ่งแปลกประหลาดอาจทนรับแรงกดดันไม่ไหวและแตกสลายไป
แม้สิ่งแปลกประหลาดจะรอดตายและยังครอบครองสถานที่มีปราณหยวนหนาแน่น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะเมื่อต้องเผชิญกับระดับขัดเกลาทวารหลายสิบคน
อย่างไรก็ตามมันยากจะบอกได้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่อยู่ในเมืองนั้นยังไม่รู้แน่ชัด
หลายคนมองเหลียวฮั่นชินโดยต้องการรอให้เขาตัดสินใจ
ความผันผวนที่พวกเขารับรู้ได้ก่อนหน้านี้มาจากเมืองนี้ เมื่อเข้าใกล้มันจึงรับรู้ได้ชัดเจนขึ้น
ภายในนั้นมีสมบัติจริง แต่จะได้รับมันหรือไม่นั้นต้องตัดสินใจก่อน
เฉินเฟยมองเมือง ในขณะนี้ประตูเมืองเปิดอยู่ แต่ภายในกลับมืดมิดเหมือนเหว ปิดกั้นสายตาไม่ให้สอดแนม
ตอนนี้อสูรหนูในแขนเสื้อเฉินเฟยหดตัวจนกลายเป็นลูกชิ้น นั่นแสดงให้เห็นว่ามันกลัวอย่างยิ่ง
การรับรู้ของสัตว์อสูรแข็งแกร่งกว่านักยุทธ์มนุษย์ระดับหนึ่ง แน่นอนว่ามีข้อจำกัดเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วหากความสามารถในการรับรู้ของอสูรแข็งแกร่งจนรู้ถึงโชคร้ายและโชคดี มันคงไม่ถูกเฉินเฟยล่อลวงด้วยน้ำพืชต้นฉัตรเจ้าเล่ห์ตั้งแต่แรก
ในขณะนี้อสูรหนูกลัวร่องรอยลมปราณจกาภายในนั้นกว่าเดิม นักยุทธ์ในกลุ่มต่างสัมผัสได้ถึงลมปราณนี้เช่นกัน แน่นอนว่าต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในเมือง
“ทุกคนมาถึงที่แล้ว ไม่มีเหตุผลให้ต้องกลัว แน่นอนหากต้องการออกไปข้าจะไม่บังคับให้อยู่ต่อ ขึ้นหรือลงพวกเจ้าตัดสินใจเอง”
เหลียวฮั่นชินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันไปมองทุกคน
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงของดินแดนลับน่าจะอยู่ในเมืองนั้น หากด้านในมีสมบัติจริง บางทีมันอาจทำให้เขาทะลวงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางได้โดยตรง
ยิ่งทะลวงระดับเร็วยิ่งมีความสำคัญสำหรับการฝึกฝนในอนาคต หากสมบัติแข็งแกร่งพอก็สามารถช่วยเขาฝึกฝนจนถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นปลายหรือแม้กระทั่งขั้นสูงสุด
เส้นทางยุทธ์คือการต่อสู้ เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อันตรายและโอกาสอยู่ร่วมกัน มันไม่มีเหตุผลให้หวาดกลัวและหลบหนี
ทุกคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าจริงจัง เรื่องนี้ยากจะตัดสินใจ
ครั้งนี้การก้าวขึ้นภูเขาป้านผิงได้พิสูจน์นิสัยกล้าที่จะสู้ของคนเหล่านี้ รู้ว่าอาจมีอันตรายเกิดขึ้นตลอดเวลาแต่ดูแล้วก็มีโอกาสมากเช่นกัน นั่นจึงทำให้ตัดสินใจได้ยาก
แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือตอนนี้มีคนมากพอ หากมีอันตรายจะมีคนร่วมแบ่งเบา
แม้จะไม่มีใครเห็นสมบัติภายในนั้น แต่ผู้คนต่างใฝ่ฝันถึงมันแล้ว เหลียวฮั่นชินนั้นแข็งแกร่ง แต่บางครั้งความแข็งแกร่งอาจไม่สามารถบรรลุสิ่งสุดท้าย
การเข้าดินแดนลับครั้งนี้ ทุกคนล้วนสามารถรับสิ่งของตามความสามารถของตน แต่ไม่มีกฎข้อไหนบอกว่าต้องมอบสิ่งดีๆทั้งหมดให้สำนักกระบี่เซียนเมฆา
ท่ามกลางฝูงชน เฉินเฟยกำลังลังเลใจ จุดประสงค์หลักของการเข้าดินแดนลับครั้งนี้คือเพิ่มพลังจิตวิญญาณ แต่ก่อนหน้านี้เขาทำให้พลังจิตวิญญาณเพิ่มขึ้นมากแล้ว
แต่ในการเพิ่มพลังจิตวิญญาณ คนเรามักคาดหวังเสมอว่ายิ่งแข็งแกร่งยิ่งดี ตอนนี้เฉินเฟยไม่มีปัญหาเรื่องจิตวิญญาณ แต่ด้วยความเร็วในการเปิดจุดทวารของเฉินเฟย ปัญหานี้จะกลับมาหาเฉินเฟยในเวลาไม่นาน
เฉินเฟยก้มหน้าขมวดคิ้ว ทันใดนั้นรู้สึกได้ถึงบางสิ่งแปลกๆจึงเงยหน้าขึ้น เห็นว่าประตูเมืองซึ่งเคยอยู่ห่างไกลอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบหมี่
เมืองกำลังเคลื่อนไหวมาหาพวกเขา เฉินเฟยใช้ท่าร่างตามสัญชาตญาณ ร่างเป็นภาพติดตาถอยไปข้างหลัง
คนอื่นเห็นสถานการณ์นี้ทันที ทุกคนต่างตกใจและแยกย้ายกันไป
“ฟู่ม!”
คลื่นประหลาดกระเพื่อมมาจากประตูเมือง คลื่นพัดออกไปอย่างรวดเร็ว มันไล่ตามทุกคนทันในพริบตาจนพวกเขาไม่มีเวลาหลบเลี่ยง
คลื่นผันผวนนี้ยังไม่หยุดแค่นั้น มันกวาดไปทั่วภูเขาป้านผิงจากบนลงล่าง
เมื่อความผันผวนหยุดลง เมืองได้กลับไปอยู่บนยอดเขาตามเดิม ระดับขัดเกลาทวารหลายสิบคนรอบเมืองเมื่อครู่ต่างหายตัวไป
...
เหรินจงหยางนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าสับสน
ดูจากภาพที่เห็นด้านหน้า นี่คือห้องโถงทางการแพทย์ คนรับใช้ในห้องโถงเข้าออกตลอดเวลา กลิ่นสมุนไพรตลบอบอวนอยู่ในอากาศ
“ท่านหมอ ข้าปวดท้องเล็กน้อย ท่านช่วยตรวจให้ทีว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
สตรีแต่งตัวสาวชาวบ้านเข้ามานั่งตรงข้ามเหรินจงหยาง นางวางมือบนโต๊ะเพื่อรอให้เหรินจงหยางตรวจชีพจร
เหรินจงหยางมองสาวชาวบ้าน ใบหน้านางซีดเผือด แม้กระทั่งหางตายังมีรอยดำ ไม่เพียงเท่านั้น โหนกแก้มยังจมลงราวกับทั้งร่างกายเหลือเพียงผิวหนังและไม่มีเนื้ออยู่ใต้ผิวหนังแม้แต่น้อย
“ท่านหมอช่วยตรวจข้าที!”
สาวชาวบ้านมองเหรินจงหยาง ดวงตานางเบิกกว้าง เลือดในดวงตาเหมือนไหลผ่าน ขณะที่นางพูด สาวชาวบ้านก็แสดงรอยยิ้มลึกลับ
เหรินจงหยางสับสน เขาเป็นหมอ ควรฝึกวิชาแพทย์ช่วยผู้คน แต่ในขณะนี้เหรินจงหยางพบว่าตัวเองไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับทักษะการแพทย์ แล้วแบบนี้จะช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างไร?
“ท่านหมอช่วยตรวจข้าที!”
เสียงสาวชาวบ้านทุ้มลงและเย็นชา ในห้องโถง คนรับใช้ที่เข้าออกไปมาต่างหยุดทำสิ่งที่กำลังทำและหันไปมองเหรินจงหยาง
ลมปราณสิ่งแปลกประหลาดล่องลอยไปมา รอยยิ้มแปลกๆปรากฏบนใบหน้าทุกคน ดวงตาสาวชาวบ้านตรงหน้าเหรินจงหยางเริ่มแดงก่ำ ตาขาวของนางค่อยๆหายไป
...
ภายในโรงเรียน เหลียวฮั่นชินบนแท่นค่อยๆลืมตาตื่นและเห็นศิษย์ที่คอยจับตาดูตัวเอง เหลียวฮั่นชินก้มมองเสื้อผ้า มันเรียบง่ายไม่หรูหรา ในมือซ้ายยังถือตำราเล่มหนึ่ง
“อาจารย์ โปรดสอนพวกเราด้วย!”
“อาจารย์ โปรดสอนพวกเราด้วย!”
“อาจารย์ โปรดสอนพวกเราด้วย!”
ตอนแรกมีศิษย์พูดเพียงคนเดียว ในตอนท้ายศิษย์ทุกคนในห้องลุกขึ้นยืนและตะโกนอย่างอดใจรอไม่ไหวโดยจับจ้องเหลียวฮั่นชิน
ใบหน้าที่ควรไร้เดียงสากลับมืดมนและบิดเบี้ยวเมื่อตะโกน
ลมปราณเย็นจนทำให้ผู้คนตัวสั่นปกคลุมไปทั่ว
เหลียวฮั่นชินขมวดคิ้ว สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติตามสัญชาตญาณ แต่น่าเสียดายที่เหลียวฮั่นชินบอกไม่ได้ว่ามีอะไรผิดปกติ แล้วข้าเป็นอาจารย์ในโรงเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่?
ข้าเป็นอาจารย์ของโรงเรียนจริงหรือ? แล้วตอนนี้ต้องสอนอะไร?
ศิษย์เหล่านั้นดูกังวลนิดหน่อย ข้าคงต้องรีบแล้ว
...
ในลานบ้าน ฉือซูชิงในชุดสาวใช้ยืนอยู่ข้างคุณหนูของตัวเอง แม้จะรู้สึกแปลกๆแต่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
นางรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สาวใช้ แต่สถานการณ์ในตอนนี้บอกว่านางเป็นแค่สาวใช้
“ให้เจ้าไปสั่งพ่อครัวให้ทำอาหาร เรื่องนี้ได้ทำหรือยัง?” คุณหนูหันไปมองฉือซูชิงด้วยรอยยิ้ม
เพียงแต่ในสายตาฉือซูชิง รอยยิ้มนี้ไม่มีความอบอุ่นเลย
“ข้าจะไปถาม!”
ฉือซูชิงโค้งคำนับตอบรับอย่างรวดเร็วแล้วเดินออกไป เพียงแต่เดินไปได้ครึ่งทาง ฉือซูชิงก็ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน พ่อครัวในคฤหาสน์อยู่ไหน? ทำไมข้าจำไม่ได้เลย?
“เจ้ามัวยืนทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่ไป?”
ทันใดนั้นเสียงคุณหนูดังเข้าหูฉือซูชิง ฉือซูชิงตัวแข็งื่อ พอหันกลับไปมองก็เห็นคุณหนูของตัวเองยืนอยู่ข้างหลังอย่างเงียบๆ
“รีบไปสิ ทำไมเจ้าถึงยังไม่ไปอีก?”
ฉือซูชิงมองคุณหนูของตัวเอง ทันใดนั้นความเยือกเย็นเข้ากระทบหัวใจ พ่อครัวอยู่ที่ไหน? แล้วข้าจะไปหาได้อย่างไร?
...
ในขณะนี้เฉินเฟยกำลังยืนแบกคานไม้อยู่ข้างถนน มองผู้คนเดินผ่านไปมา
ที่นี่ที่ไหน?
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved