นอกสนามประลองเมื่อครู่ก่อน หลู่ย์เซี่ยหงเห็นเฉินเฟยเอาชนะเฉียนกวงจี๋ทั้งสองในลักษณะที่ทะลายไม่เหลือชิ้นดี หลู่ย์เซี่ยหงรู้ดีว่าโอกาสที่ตัวเองจะชนะนั้นมีน้อยนิด
ในด้านความแข็งแกร่ง หลู่ย์เซี่ยหงรู้ตัวว่าไม่ได้แข็งแกร่งกว่าเฉียนกวงจี๋และยังอ่อนแอกว่าเล็กน้อย
แต่หลู่ย์เซี่ยหงไม่เต็มใจยอมรับความพ่ายแพ้ ไม่เพียงต้องมอบค่าผลงานหนึ่งหมื่นคะแนนให้เฉินเฟยแต่ยังต้องมอบวัตถุวิญญาณที่ตัวเองทำงานหนักเพื่อรวบรวมมา
สิ่งนี้ทำให้หลู่ย์เซี่ยหงลำบากใจอย่างยิ่ง แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ทำได้ จนกระทั่งหลู่ย์เซี่ยหงสังเกตเห็นกระบอกเก็บลูกธนูด้านหลังเฉินเฟยใกล้จะหมดลง
ความคิดหนึ่งจึงปรากฏในใจหลู่ย์เซี่ยหง ไม่ต้องเข้าไปใกล้แต่ทำตรงกันข้าม รอให้ลูกธนูเฉินเฟยหมดก่อนแล้วโอกาสจะมาเอง
หลู่ย์เซี่ยหงทำตามที่คิดไว้ เขาใช้ท่าป้องกันอย่างสมบูรณ์เมื่อขึ้นสนามประลอง
นั่นจึงเป็นผลให้เฉินเฟยไม่ทำตามแบบเดิมและกำลังสะสมพลังอยู่ ธนูก่อนหน้านี้ว่าทรงพลังแล้ว ตอนนี้พลังของมันยังเพิ่มขึ้นอีก
นี่ นี่ยังมีความยุติธรรมอยู่ไหม?
หลู่ย์เซี่ยหงมองเฉินเฟยดึงสายธนูออกทีละน้อย คลื่นพลังเริ่มเกินจริงมากขึ้น เขาอยากเข้าไปโจมตีแต่ก็ไม่กล้า แต่หากอยู่ตรงนี้ต่อ ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นขนาดนั้น ลูกธนูที่ปล่อยออกมาต้องสะเทือนดินแน่
หลู่ย์เซี่ยหงเกิดสงสัยว่าในเวลานั้นจะใช้ท่าร่างหลบมันได้หรือไม่
ศิษย์ภายในรอบด้านมองภาพนี้ด้วยตาเป็นประกายโดยหวังว่าหลู่ย์เซี่ยหงจะทำอะไรสักอย่าง
“ข้ายอมแพ้!”
หลู่ย์เซี่ยหงลังเลครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่จำเป็นต้องสู้จนตัวตาย หากไม่ยอมแพ้ตอนนี้ เกรงว่าหลังจากนี้ร่างกายคงได้เป็นรูพรุน
แม้เงินจะหมดก็ยังหาใหม่ได้ แต่ถ้าอาการบาดเจ็บรุนแรงจนส่งผลต่อการบ่มเพาะ นั่นจะเป็นการสูญเสียอย่างแท้จริง
“ขอบคุณที่ออมมือ!”
เฉินเฟยยิ้มและปล่อยสายธนู ลูกธนูบนคันธนูกลายเป็นลำแสงพุ่งออกไป ช่วงเวลาต่อมาเกิดเสียงดังสนั่นสนามประลองสั่นสะเทือน
หัวใจหลู่ย์เซี่ยหงเต้นรัว ในขณะที่เขามองจุดตกของลูกธนู ค่ายกลที่เดิมทีไม่อาจมองเห็นก็กระพริบเป็นแสงขาว
หลู่ย์เซี่ยหงไม่อาจต้านทานลูกธนูดอกนี้และหลบมันไม่ได้เช่นกัน
พอเห็นแบบนี้แล้วหลู่ย์เซี่ยหงก็มีความสุขมากกับการเลือกของตัวเอง ความไม่เต็มใจตอนที่เฉินเฟยยิงลูกธนูออกมาหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เฉินเฟยชนะ คนต่อไป!”
ใบหน้าหรวนลู่เทาปรากฏรอยยิ้ม มองเฉินเฟยด้วยความสนใจ นักธนูคนนี้ฝึกฝนได้ครอบคลุมนัก นี่ก็นานที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่มีผู้เชี่ยวชาญธนูระดับนี้
ผู้ท้าทายที่เหลืออีกหกขมวดคิ้วมองหน้ากัน ขึ้นไปสามคนติดต่อกัน คาดไม่ถึงว่าแต่ละคนจะแพ้เร็วขนาดนี้ แม้แต่หลู่ย์เซี่ยหงยังยอมแพ้กับลูกธนูดอกเดียว
“ข้ายอมแพ้!” กว่านไห่กวงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงทุ้ม
สู้ไม่ได้เลยจริงๆ ท่าร่างของเขาค่อนข้างดี เดิมทีคิดว่าน่าจะเข้าประชิดตัวเฉินเฟยได้
ตอนนี้หลังดูการประลองทั้งสามรอบแล้ว หากไม่ได้ฝึกฝนท่าร่างจนถึงระดับหนึ่งจะเข้าใกล้เฉินเฟยไม่ได้เลย ในเมื่อเป็นเช่นนั้นคงเป็นการดีกว่าที่ไม่ทำให้ตัวเองอับอายด้วยการขึ้นสนามประลองและขอยอมแพ้
เมื่อนึกถึงการเดิมพันที่ตัวเองทำเมื่อวานนี้ กว่านไห่กวงถึงกับขบฟันแน่นจนเจ็บ
ตอนนั้นประมาทเกินไป เพราะเมื่อวานเฉินเฟยมั่นใจขนาดนั้นเลยคิดว่าเฉินเฟยแค่อวดดี แต่พอมาวันนี้ มันเยี่ยมจริงๆ นั่นเป็นหลุมพรางป้องกันไม่ให้พวกเขาหนีไปต่างหาก
หลังจากลงชื่อประทับตราแล้วจะไม่มีใครหนีไปไหนได้ทั้งนั้น!
“เจ้าเล่ห์นัก!” กว่านไห่กวงมองเฉินเฟยจากระยะไกล รู้สึกหงุดหงิดอยู่ในใจแต่ทำอะไรไม่ได้ เขาลงชื่อเดิมพันด้วยตัวเอง ไม่มีทางหนีไปจากเรื่องนี้ได้
“ข้ายอมแพ้เช่นกัน”
เจิงเจิ้งซวนมองเฉินเฟยและยกมือยอมแพ้
แม้เจิงเจิ้งซวนจะรู้สึกเสียใจกับค่าผลงานและวัตถุวิญญาณ แต่เขารู้สึกประทับใจเฉินเฟยที่แสดงพลังออกมามากกว่า
ถ้าตัวเขามีความสามารถแบบนั้น เมื่อวานนี้เขาคงแสดงยิ่งกว่าเฉินเฟยเสียอีก
น่าเสียดายที่เจิงเจิ้งซวนไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นและไม่อาจทำเหมือนเฉินเฟย
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่ได้รับป้ายเหล็กห้าอันในดินแดนลับ นั่นเป็นเพราะยังแข็งแกร่งไม่พอ!
“ข้ายอมแพ้!” เสียงของเว่ยจ้าวเฉิงเบาเล็กน้อย เขาทิ้งคำพูดไว้และออกไปจากสนามประลอง
เว่ยจ้าวเฉิงไม่สนใจว่าใครจะแพ้ชนะในตอนท้าย เขาแค่อยากกลับไปฝึกฝนต่อ
หมดหวังเรื่องตำแหน่งศิษย์แท้จริงแล้ว ดังนั้นต้องพึ่งพาความพากเพียรของตัวเองในการทะลวงระดับขัดเกลาทวาร จากนั้นค่อยกลับมาท้าประลองเฉินเฟยใหม่!
เว่ยจ้าวเฉิงยอมรับว่าตัวเองด้อยกว่าเฉินเฟยมาก
ยอมแพ้ไปอีกสามคน สิ่งนี้ทำให้ศิษย์ภายในรอบด้านส่งเสียงฮือฮา แต่คนส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจเรื่องนี้ ด้วยความสามารถที่เฉินเฟยแสดงออกมา หากท่าร่างของตัวเองไม่ดีพอก็ไม่ควรเข้าไปเสี่ยง
หากเฉินเฟยควบคุมพลังของตัวเองได้ไม่ดี บนร่างกายอาจได้มีรูเพิ่มสองสามรู
“คนต่อไป!” หรวนลู่เทาหาวอย่างเบื่อหน่าย
เมื่อเขาพูดจบก็มีร่างหนึ่งขึ้นมาบนสนามประลอง ผู้คนรอบด้านต่างตกตะลึง ในที่สุดก็มีคนไม่ยอมแพ้แล้ว
พวกเขาทุกคนคิดว่าหลังจากได้เห็นความสามารถของเฉินเฟย คนที่เหลือจะยอมแพ้ทั้งหมด
“ศิษย์น้องเฉิน โปรดชี้แนะด้วย!” เทียนอี้เจี๋ยมองเฉินเฟยและพูดเสียงทุ้ม
“โปรดชี้แนะด้วย!” เฉินเฟยกุมมือ
เทียนอี้เจี๋ยก้าวเท้าขวาถอยหลังและพุ่งเข้าหาเฉินเฟย หลังวิ่งไปสามก้าวก็หายตัวไปจากสนามประลอง
รอบด้านสนามประลองที่เคยดังสนั่นเงียบสงบลงทันที ดวงตาทุกคนถึงกับเบิกกว้าง เทียนอี้เจี๋ยหายไปไหน? หรือจะบอกว่ามองไม่เห็น?
หรวนลู่เทาเลิ่กคิ้วเล็กน้อย มองที่สนามประลองและอดยิ้มไม่ได้ เป็นร่างควบคุมความประหลาดนี่เอง แต่ไม่ได้เหมือนร่างควบคุมความประหลาดทุกอย่าง
ร่างควบคุมความประหลาดแท้จริงไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ เนื่องจากเลือดลมอันทรงพลังขัดแย้งกับสายเลือด
แต่เทียนอี้เจี๋ยมีลักษณะร่างควบคุมความประหลาดเพียงเล็กน้อย ที่ตอนนี้มองไม่เห็นเขาไม่ใช่เพราะเขาหายตัวไป แต่อาศัยอาวุธกึ่งวิญญาณทำให้เป็นแบบนั้น
เฉินเฟยยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ทันใดนั้นความรู้สึกคลุมเครือแปลกประหลาดปรากฏขึ้นรอบตัว จุดนี้ทำให้เฉินเฟยนึกถึงสายเลือดควบคุมความประหลาดของซือหยวนไห่
กลุ่มผู้ชมถึงกับกลั้นหายใจ มองไปรอบสนามแต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแม้แต่ฝุ่นควัน ราวกับว่าบนสนามประลองเหลือเพียงเฉินเฟยคนเดียว
จี้หยกในอ้อมแขนสั่นไหว ดวงตาเฉินเฟยปรากฎแสงสลัว เคล็ดพันต้นกำเนิดเริ่มหมุนเวียน โลกรอบตัวหยุดลงชั่วขณะ จิตใจกวาดการรับรู้ไปทุกทาง ดวงตาเฉินเฟยมองทางขวาทันที
“ระวัง!”
เฉินเฟยพูดอะไรบางอย่างแล้วจับธนูง้างยิงทันที ลูกธนูกลายเป็นลำแสงหายไปจากมือเฉินเฟย
“สายตาดี การรับรู้ดี!”
หรวนลู่เทาเห็นการเคลื่อนไหวของเฉินเฟยแล้วดวงตาเป็นประกาย ในเมื่อเฉินเฟยมองผ่านกระบี่แยกแสงของเฉียนกวงจี๋ได้ หรวนลู่เทาจึงคาดว่าพลังจิตใจของเฉินเฟยน่าจะเหนือกว่าระดับขัดเกลาอวัยวะภายในทั่วไปมากแล้ว
ตอนนี้เฉินเฟยพบตำแหน่งของเทียนอี้เจี๋ยทันที นี่ถือเป็นการยืนยันสุดท้าย
“ปัง!”
เสียงกระแทกดังขึ้น พอหันไปทางที่ลูกธนูพุ่งไปจะเห็นร่างหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า ร่างนั้นเดินเซไปหลายก้าวถึงจะยืนได้มั่นคง
เทียนอี้เจี๋ยมองเฉินเฟยอย่างไม่อยากเชื่อ การซ่อนตัวของเขาล้มเหลวแบบนี้
ต้องรู้ว่าสัตว์อสูรในดินแดนลับจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลังจากเทียนอี้เจี๋ยอยู่ใกล้มากเท่านั้น แต่มันยังยากที่จะหาตำแหน่งของเขา
เพราะเขาพึ่งการลอบเล้นมากเกินไปจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากวัตถุวิญญาณกลายพันธุ์ นั่นเป็นหตุผลที่เขารวบรวมป้ายเหล็กไม่ครบ
ก่อนจะเข้าถึงตัวเฉินเฟย เฉินเฟยก็มองออกแล้ว เรื่องนี้ทำให้เทียนอี้เจี๋ยตกใจยิ่งนัก
“เป็นไปไม่ได้!”
เทียนอี้เจี๋ยพูดเสียงต่ำอย่างไม่เต็มใจ เขากระโดดถอยหลังหายไปจากสายตาทุกคน
“ปัง!”
เสียงกระแทกดังขึ้นอีกครั้ง เทียนอี้เจี๋ยที่เพิ่งเคลื่อนไหวไม่กี่สิบหมี่โดนลูกธนูโจมตี ครั้งนี้โดนแรงมหาศาลกระแทกใส่จนถอยหลังไปหลายก้าว
“ฟิ้ว!”
ลูกธนูพุ่งเชี่ยวหูเทียนอี้เจี๋ย ความเจ็บปวดเหมือนได้รับบาดแผลปรากฏบนหู เทียนอี้เจี๋ยสั่นสะท้าน หูเริ่มมีเลือดไหลออกมา
นี่เป็นแค่คำเตือน หากยังไม่รู้ความอีก ดอกต่อไปอาจเขยิบมาที่หัว
เทียนอี้เจี๋ยกลืนน้ำลาย มองเฉินเฟยแล้วถอนหายใจ ยกมือเดินออกสนามประลองอย่างหดหู่
“ข้ายอมแพ้!”
เมื่อเทียนอี้เจี๋ยลงจากสนามประลอง ฟู่อันไฉก็ยกมือยอมแพ้แล้วออกจากสนามประลอง
การโจมตีคืออะไร ไม่มีทางทำอะไรได้เลยด้วยซ้ำ เทียนอี้เจี๋ยที่ซ่อนตัวได้ยังถูกทุบตีจนหดหู่ หากฟู่อันไฉขึ้นไปคงต้านทานลูกธนูได้แค่สองดอก
เรื่องนี้ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
ทุกคนในที่นี้ต่างหันไปมองหลันหยุนเฟิง ตอนนี้ผู้ท้าทายเหลือเพียงหลันหยุนเฟิงคนเดียวแล้ว
ตั้งแต่ที่เฉินเฟยต่อสู้จนมาถึงตอนนี้เวลายังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม และเฉินเฟยเหมือนจะเพิ่งอบอุ่นร่างกายเอง
เมื่อเปรียบเทียบความสามารถของทั้งสองฝ่ายแล้ว เรื่องนี้ได้ล้มล้างการคาดเดาของทุกคนโดยสิ้นเชิง
“ข้าไม่อาจยอมแพ้โดยไม่สู้”
หลันหยุนเฟิงกระโดดขึ้นสนามประลองและเผชิญหน้ากับเฉินเฟยจากระยะไกล
“ศิษย์น้องเฉิน เจ้าแข็งแกร่งนัก ทักษะธนูของเจ้าน่าทึ่งมาก!”
หลันหยุนเฟิงมองเฉินเฟย ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะชนะ “แต่ข้าแข็งแกร่งเช่นกัน!”
เมื่อหลันหยุนเฟิงพูดจบ เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปหาเฉินเฟยทันทีแต่เดินไปทีหาทีละก้าว
เฉินเฟยขมวดคิ้วไม่พูด เพียงยิงธนูใส่หลันหยุนเฟิง
หลันหยุนเฟิงไม่ได้หลบและยกกระบี่กว้างป้องกันไว้ด้านหน้า
“ปัง!”
เสียงกระแทกดังขึ้น กระแสแสงไหลไปทั่วร่างหลันหยุนเฟิง กระบี่นั้นมันดูดซับพลังลูกธนูได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้นหลันหยุนเฟิงเหมือนจะได้รับพลังนั้นด้วย คลื่นพลังจากตัวเขาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
“เป็นอาวุธกึ่งวิญญาณที่ทรงพลังนัก!”
เฉินเฟยประหลาดใจ อาวุธกึ่งวิญญาณของหลันหยุนเฟิงสามารถดูดซับพลังลูกธนูและสามารถส่งส่วนหนึ่งให้หลันหยุนเฟิงได้ สิ่งนี้จะทำให้หลันหยุนเฟิงแข็งแกร่งขึ้นในขณะต่อสู้
เฉินเฟยมองหน้าหลันหยุนเฟิง ในบรรดาศิษย์ที่ไปดินแดนลับครั้งนี้ไม่มีหลันหยุนเฟิงอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นด้วยอาวุธกึ่งวิญญาณแบบนี้เขาคงมีโอกาสผ่านการทดสอบสูงมาก
แต่เฉินเฟยไม่ได้สนใจปัญหานี้ เขายังคงยิงธนูใส่หลันหยุนเฟิงไม่หยุดหย่อน คลื่นพลังของหลันหยุนเฟิงมากขึ้น แต่เฉินเฟยรู้ว่าอาวุธกึ่งวิญญาณอันนั้นได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว
“เปิด!”
เมื่อลูกธนูดอกที่ห้าพุ่งเข้าไป หลันหยุนเฟิงก็ไม่กล้าเดินเข้าหาเฉินเฟยอย่างสงบเหมือนเดิมและพุ่งเข้าไปโจมตีทันที หลันหยุนเฟิงรวดเร็วมากเนื่องจากได้รับพลังไปไม่น้อย เขามาถึงตัวเฉินเฟยในพริบตาเดียว
“ตู้ม!”
หลันหยุนเฟิงฟันกระบี่กว้างใส่เฉินเฟย แต่กระบี่ฟันได้เพียงเงาและตกกระแทกลงพื้นจนเกิดเสียงดัง
คลื่นพลังของหลันหยุนเฟิงอ่อนแอลงทันที
เฉินเฟยส่ายหัว เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ มันเป็นอาวุธกึ่งวิญญาณที่มีผลรุนแรงแต่ใช้โจมตีได้เพียงครั้งเดียว หลังจากโจมตีหนึ่งครั้งพลังที่มอบให้จะหายไป
หลันหยุนเฟิงต้องการโจมตีต่อแต่ทันใดนั้นแสงกระบี่ก็สว่างขึ้นต่อหน้าเขา หัวใจหลันหยุนเฟิงเต้นรัว เขาใช้กระบี่กว้างมาปิดด้านหน้าทันที
กระบี่ยาวปรากฏในมือเฉินเฟยและพุ่งกระแทกใส่กระบี่กว้างของหลันหยุนเฟิง
“ตู้ม!”
กระแสแสงไหลผ่าน แต่กระแสแสงไหลผ่านเพียงครู่หนึ่งก่อนจะสลายไป กระบี่เฉินเฟยแทงทะลุไหล่หลันหยุนเฟิง
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว หลันหยุนเฟิงลอยกระเด็นไปหลายสิบหมี่ด้วยแรงมหาศาลและหล่นกระแทกพื้นอย่างแรง เขาจ้องมองเฉินเฟยก่อนจะทรุดตัวลงและไม่อาจสู้ได้อีกต่อไป
เฉินเฟยชี้กระบี่เอียงลงพื้น หยดเลือดไหลลงมาตามใบดาบ มันหยดลงพื้นและดูเหมือนดอกกุหลาบกำลังเบ่งบาน
หนึ่งต่อเก้าไม่ใช่เรื่องยากจริงหรือ!
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved