ตอนที่ 162 พลังจิตใจเพิ่มขึ้น

ภายในถ้ำ เฉินเฟยกำลังบดสมุนไพรเพื่อเตรียมน้ำสมุนไพรอย่างระมัดระวัง

เวลาผ่านมาสองวันแล้ว ตอนนี้เฉินเฟยกำลังจดจ่ออยู่กับการผสมสมุนไพร โชคดีที่หลังจากทดลองไม่กี่วันนี้เฉินเฟยก็ได้สูตรผสมอันสมบูรณ์

ในส่วนของสมุนไพรที่จำเป็นต้องใช้ในช่วงสองวันที่ผ่านมา บอกได้ว่าในดินแดนลับมีสมุนไพรมากมาย หากค้นหาอย่างรอบคอบก็จะพบเจอ

กัวหลินซานเฝ้ามองดูเฉินเฟยจากด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็คอยแจ้งเตือนสภาพแวดล้อม

“ใช้ได้แล้ว!”

หลังใส่ส่วนผสมสมุนไพรตัวสุดท้ายลงไป ในมือเฉินเฟยปรากฏชามน้ำสมุนไพร กลิ่นฉุนเล็กน้อยและสีค่อนข้างแปลก แต่ใบหน้าเฉินเฟยเต็มไปด้วยความมั่นใจ

“จะทำอย่างไรต่อ?”

กัวหลินชานดูตื่นเต้น หากมีโอกาสกัวหลินซานก็หวังกินเมล็ดบัวเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้สามารถเพิ่มพลังจิตใจได้

เมื่อได้ยินคำยืนยันของเฉินเฟยกัวหลินซานจึงโล่งใจ อย่างไรแล้วเฉินเฟยแทบไม่ทำอะไรที่ไม่มั่นใจ

“เมื่อใส่เมล็ดบัวกับใบบัวลงไปควรมีการเคลื่อนไหว หลังการเคลื่อนไหวจบลงก็สามารถกินได้”

เฉินเฟยพูดขณะหยิบเศษลูกปัดจิตใจจากอ้อมแขนวางไว้รอบกล่องหยก

เมล็ดบัวกับใบบัวยังคงเชื่อมต่อกับดอกบัวฝันหวาน แต่ตอนนี้ทั้งสองอยู่ห่างกันมากกว่าสิบลี้ ตามจริงแล้วมันเป็นเรื่องยากที่พวกมันจะตอบรับกัน เฉินเฟยกังวลเรื่องนี้เล็กน้อยจึงวางเศษลูกปัดจิตใจเผื่อเอาไว้

เมื่อกล่องหยกเปิดออกเมล็ดบัวกับใบบัวหลายใบก็สั่นเทา แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวนอกเหนือจากนี้

เฉินเฟยกวาดเมล็ดบัวกับใบบัวทั้งหมดลงในน้ำสมุนไพร

“กรี๊ด!”

ทันใดนั้นเสียงร้องแหลมดังมาจากชามซึ่งทำให้ผู้คนแสบแก้วหู เฉินเฟยรีบปิดชามหินเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดบัวกับใบบัวกระโดดออกมา

เสียงกรีดร้องกินเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจก่อนจะเงียบไป แต่เฉินเฟยไม่ได้ปล่อยมือออกและยังคงปิดไว้ ผ่านไปหนึ่งเค่อ หลังในชามไม่มีการเคลื่อนไหวอื่นใดอีกเฉินเฟยจึงปล่อยมือออก

เดิมทีมันเป็นน้ำสมุนไพรสีเขียวมรกต แต่มันใสขึ้นมากจนสามารถเห็นเมล็ดบัวกับใบบัวที่ก้นชามได้

“กินได้หรือยัง?”

กัวหลินซานถามอย่างลังเล ส่วนใหญ่เป็นเพราะเสียงกรีดร้องเมื่อครู่ที่ค่อนข้างสั่นสะเทือน มันเป็นเพียงวัตถุวิญญาณ แต่ตอนนี้มันผิดปกติจนกัวหลินซานระแวง

“ได้แล้ว ข้าจะกินก่อน”

ขณะที่เฉินเฟยพูดเขาก็หยิบเมล็ดบัวที่เกือบแหลกออกจากชามแล้วเปิดปากกลืนมัน

เทียบกับกัวหลินซานแล้วเฉินเฟยมีความมั่นใจมากพอที่จะกลืนเมล็ดบัว นอกจากความมั่นใจในสูตรโอสถที่สร้างเอง เขายังมีสยบมังกรคชสารและเคล็ดพันต้นกำเนิด

แม้เคล็ดพันต้นกำเนิดจะถูกยับยั้งอย่างน่าสังเวชต่อหน้าร่างแท้จริงของดอกบัวฝันหวาน แต่สิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของมัน ดังนั้นการยับยั้งจึงไม่เกินจริงขนาดนั้น

เมล็ดบัวมีรสชาติแปลกเล็กน้อย แต่นอกจากรสชาติแล้วไม่มีสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่น

เวลาผ่านไป เฉินเฟยรู้สึกได้ว่าเมล็ดบัวถูกย่อยแล้ว ความรู้สึกเย็นสบายค่อยๆเติมเต็มทะเลจิตสำนึกของเฉินเฟย มันเป็นความปีติยินดีแต่ไม่ได้ทำให้มึนเมาจริงๆ

ความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่นเติมเต็มประสาทสัมผัสเฉินเฟย ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ก่อนเฉินเฟยจะตื่นขึ้น

ราวกับว่านอนหลับอย่างสบายแล้วตื่นจากความฝัน เฉินเฟยรู้สึกว่าจิตใจเขาชัดเจนและปราดเปรียวอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้

เคล็ดพันต้นกำเนิดหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะตกอยู่ในอันตราย แต่เป็นเพราะถูกดอกบัวฝันหวานกระตุ้นจนหมุนเวียนเอง

“ศิษย์น้องเล็กเป็นอะไรไหม?” กัวหลินซานถามด้วยความกังวลเมื่อเห็นเฉินเฟยลืมตาขึ้น

“ข้าหลับตาไปนานแค่ไหน?” เฉินเฟยถามด้วยรอยยิ้ม

“ไม่ถึงหนึ่งเค่อ” กัวหลินซานตอบ

“มันเหมือนว่าข้าได้หลับหนึ่งวันหนึ่งคืนเลย”

เฉินเฟยยื่นชามหินในมือ “เมล็ดบัวไม่มีปัญหา ท่านสามารถกินได้แล้ว”

“ดี!”

ดวงตากัวหลินซานเป็นประกาย ในเมื่อเฉินเฟยบอกว่าไม่มีปัญหาเขาจึงไม่มีข้อสงสัยใด กัวหลินชานเอื้อมมือหยิบเมล็ดบัวออกจากชามหินแล้วอ้าปากกลืนลงไป

รสชาติแปลกๆทำให้กัวหลินซานนึกถึงภาพในสระน้ำก่อนหน้านี้ แต่ในไม่ช้าความรู้สึกปีติยินดีก็เข้ามาเติมเต็มใน กัวหลินซานอดไม่ได้ที่จะดื่มด่ำไปกับมัน

ไม่ถึงหนึ่งเค่อต่อมา กัวหลินซานลืมตาตื่นขึ้น เขาสัมผัสถึงความก้าวหน้าของพลังจิตใจได้อย่างชัดเจนและไม่อาจปกปิดสีหน้ามีความสุขได้

ในขณะที่กัวหลินซานกำลังพักผ่อน เฉินเฟยหยิบเมล็ดบัวเม็ดที่สองขึ้นมาโยนใส่ปาก ความรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่นเกิดขึ้นอีกครั้ง เคล็ดพันต้นกำเนิดเริ่มหมุนเวียนอย่างรวดเร็วช่วยให้เฉินเฟยดูดซับพลังจิตใจที่เพิ่มขึ้น

ครึ่งชั่วยามต่อมา กัวหลินชานกินเมล็ดบัวทั้งสามที่มีจากนั้นเดินออกจากถ้ำและแจ้งเตือนเฉินเฟย

เฉินเฟยไม่ได้พูดเรื่องให้เมล็ดบัวอีกหนึ่งเม็ดแก่กัวหลินซาน เพราะเฉินเฟยรู้จักนิสัยของกัวหลินชานดี เขาจะไม่ขอเมล็ดบัวเพิ่มอีก หากเฉินเฟยพูดเรื่องนี้ออกไปคงทำให้กัวหลินซานไม่พอใจ

เฉินเฟยกินเมล็ดบัวและใบบัวที่เหลือในคำเดียว

การกินดอกบัวฝันหวานปกติในครั้งเดียวจะสร้างภาระให้กับร่างกายน้อยมาก มันจะเพิ่มพลังจิตใจไปทีละขั้น

ดอกบัวฝันหวานกลายพันธุ์อันนี้มีพลังมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลังจากขจัดความคิดสิ่งประหลาดออกไป เฉินเฟยซึ่งมีเคล็ดพันต้นกำเนิดก็ดูดซับมันได้โดยไม่เกิดภาระมากนัก

หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฉินเฟยทั้งสองรักษาการเติบโตของพลังจิตใจให้คงที่ได้อย่างสมบูรณ์

เฉินเฟยประเมินพลังจิตใจของตัวเอง เมื่อเทียบตอนกับก่อนกินพลังจิตใจเฉินเฟยเพิ่มขึ้นถึงสามส่วน มันเป็นการเพิ่มขึ้นที่ชัดเจนมากซึ่งค่อนข้างเกินความคาดหมายของเฉินเฟย

พูดอีกอย่างคือพลังจิตใจของเฉินเฟยในเวลานี้มีมากกว่านักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในที่ไม่ได้ฝึกฝนวิชาจิตใจ สำหรับผู้ที่ฝึกฝนวิชาจิตใจพวกเขาจะรู้ได้ว่าคนไหนแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าหลังจากเปรียบเทียบกันเท่านั้น

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยจากดอกบัวฝันหวาน หากสามารถครอบครองดอกบัวฝันหวานได้ทั้งหมดพลังจิตใจเฉินเฟยจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าโดยตรง

แต่เรื่องแบบนี้ทำได้แค่คิดเท่านั้น

พลังของดอกบัวฝันหวานคือพลังจิตใจที่เหนือกว่าระดับปรับแต่งร่างกายควรมี ต่อหน้าดอกบัวฝันหวานจำนวนคนเป็นเพียงเรื่องเล็ก เว้นแต่จะเป็นผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวาร

พลังจิตใจของระดับขัดเกลาทวารผ่านการขัดเกลาร่วมกันของจุดทวารและปราณหยวน ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพล้วนอยู่เหนือกว่านักยุทธ์ปรับแต่งร่างกาย

เมื่อเทียบกับดอกบัวฝันหวาน บางทีมันอาจด้อยกว่าในด้านปริมาณแต่ด้านคุณภาพนั้นเหนือกว่ามาก ดอกบัวฝันหวานไม่อาจส่งผลต่อผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารได้เลย

เมื่อพลังจิตใจของดอกบัวฝันหวานไม่ส่งผลกระทบ ดอกบัวฝันหวานจึงไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป

สำหรับคนอย่างเฉินเฟย เนื่องจากไม่สามารถต้านทานผลกระทบของดอกบัวฝันหวานจึงไม่สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเรื่องจริงหรือปลอม

หากพูดถึงการถอนดอกบัวฝันหวานทั้งต้น มันคงเป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเป็นจริง

ดอกบัวฝันหวานกลายพันธุ์อันนี้ หากผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารเห็นมัน หัวใจของเขาคงสั่นไหวเพราะมันเป็นประโยชน์อย่างมากต่อระดับขัดเกลาทวาร

“ศิษย์น้องเล็ก พวกเราจะไปที่ไหนต่อดี?” กัวหลินซานรู้สึกสดชื่น ดวงตาของเขาสดใสซึ่งเป็นสัญญาณภายนอกของพลังจิตใจที่เพิ่มขึ้น

“พวกเรา...”

คำพูดของเฉินเฟยหยุดกะทันหัน หูได้ยินเสียงเล็กน้อย พลังจิตใจที่เพิ่มขึ้นได้ปรับปรุงประสาทสัมผัสทั้งห้าเช่นกัน ในขณะนี้มีเสียงเล็กน้อยดังอยู่ในการรับรู้ของเฉินเฟย

กัวหลินซานเห็นท่าทางของเฉินเฟยจึงรู้สึกได้ทันที แต่เมื่อเทียบกับเฉินเฟยแล้วกัวหลินซานรู้สึกได้เพียงบางอย่างแปลกๆและมีสิ่งอันตรายกำลังใกล้เข้ามา

เฉินเฟยกระพริบตา เขาเดิมมาถึงก้อนหินขนาดใหญ่ด้านนอกถ้ำ มองไปยังบริเวณโดยรอบ

สายลมพัดเส้นผมเฉินเฟยไปข้างหลัง เฉินเฟยถือธนูในมือซ้ายและสำรวจสภาพแวดล้อม

กัวหลินซานปรากฏตัวถัดจากเฉินเฟยโดยถือดาบกว้างไว้ในมือทั้งสองข้าง เป็นเหมือนกับนักรบคอยปกป้องนักธนู

“พวกเจ้าไม่รออยู่ในป่าแล้วหรือ ทำไมถึงออกมา?”

ลูกธนูในมือเฉินเฟยหายไปและพุ่งไปยังหญ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบหมี่

ท่ามกลางเสียงอันแหลมคม พลังของลูกธนูทำให้พงหญ้าระเบิดจนเกิดรูขนาดใหญ่ ร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากมัน ก้าวถอยหลังไปสองสามหมี่แล้วหยุด เขามองเฉินเฟยด้วยความประหลาดใจ

“เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว!”

กัวหลินชานมองฟู่จ้าวซิงและตะโกนด้วยความโกรธ ก่อนหน้านี้เขาเคยโดนดักจับในป่า คาดไม่ถึงว่าสองสามวันถัดมาอีกฝ่ายก็มาหาถึงประตู

“ถึงห่างจากกันก็ต้องหวนกลับมาพบกัน คาดไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าอีก”

ฟู่จ้าวซิงแสดงรอยยิ้ม แต่ดวงตาเขาไม่มีรอยยิ้มเลย วันนี้เขายังไม่ได้ป้ายเหล็ก ดังนั้นฟู่จ้าวซิงจึงไม่ปล่อยให้ท่าร่างของเขาเกิดข้อบกพร่องเพื่อปกปิดความผันผวนของป้ายเหล็ก

แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเฟยก็เห็นได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้ฟู่จ้าวซิงประหลาดใจ

เฉินเฟยไม่พูดอะไร เขาดึงธนูในมือแล้วยิงธนูไปห้าดอกติด ในพงหญ้าเกิดอีกห้ารูและบังคับให้อีกห้าคนออกมาพร้อมกัน

ในหมู่พวกนั้นมีผู้โชคร้ายคนหนึ่ง เขาออกจากที่ซ่อนช้าไปทำให้ลูกธนูพุ่งผ่านพงหญ้าแล้วแฉลบโดนเนื้อจนเลือดกระเซ็นไปทั่ว เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาคงได้กำไรไม่น้อย!”

เฉินเฟยสัมผัสได้ถึงป้ายเหล็กที่ถือโดยหนึ่งในนั้นและหันไปมองฟู่จ้าวซิง ลูกศรทั้งห้าลูกในเมื่อครู่เป็นการเตือน เตือนฟู่จ้าวซิงว่าท่าร่างที่พวกเขาภูมิใจไม่ถือเป็นอะไรเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

หากเป็นก่อนที่จะกินเมล็ดบัว เฉินเฟยคงหาคนเหล่านี้ได้ไม่ง่ายขนาดนี้ แต่ตอนนี้พลังจิตใจเพิ่มขึ้นสามส่วน หลายสิ่งที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้จึงสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

“ไป!”

รอยยิ้มบนใบหน้าฟู่จ้าวซิงหายไป เขามองเฉินเฟยด้วยสีหน้าหวาดกลัวแล้วโบกมือถอยกลับไปด้านหลัง

หกต่อสอง เป็นธรรมดาที่โอกาสชนะนั้นสูง แต่ฟู่จ้าวซิงมองเฉินเฟยไม่ออกเลย เขารู้สึกอยู่เสมอว่านักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูกคนนี้ชั่วร้ายและมักจะทำสิ่งที่เกินความคาดหมายของเขาอยู่เสมอ

ในดินแดนลับยังมีป้ายเหล็กอีกมากมาย ดังนั้นฟู่จ้าวซิงไม่จำเป็นต้องมาเสียแรงที่นี่ซึ่งได้ไม่คุ้มเสีย

เมื่อเห็นคนจากไปกัวหลินซานก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก หากต้องสู้กันจริงจะทำได้เพียงถอยพร้อมกับถอย อย่างไรก็ตามท่าร่างของเฉินเฟยนั้นยอดเยี่ยมมาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ควรตกอยู่ในอันตราย

“เวลาในดินแดนลับเดินมาเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว เรื่องแบบนี้จะเกิดบ่อยขึ้น” กัวหลินซานพูดอย่างเคร่งขรึม

การหาวัตถุวิญญาณในดินแดนลับและเสริมพลังตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสิ่งที่สำคัญกว่าคือการรวบรวมป้ายเหล็กให้เพียงพอเพื่อทำภารกิจทดสอบศิษย์แท้จริงให้สำเร็จ

เฉินเฟยพยักหน้า พอกำลังจะพูดก็ต้องขมวดคิ้ว เขามองไปข้างหน้า เห็นพวกฟู่จ้าวซิงที่เพิ่งจากไปเมื่อครู่กำลังวิ่งมาทางนี้อย่างบ้าคลั่ง

เฉินเฟยเห็นลางๆว่าด้านหลังพวกฟู่จ้าวซิงมีดวงตาสีแดงมากมาย