ตอนที่ 270 หนีความตายไม่พ้น

หลังจากได้ยินข้อมูลนี้ ผู้ฝึกตนทั่วไปบางคนที่อยู่ห่างไปหลายร้อยลี้เดินทางไปยังสำนักเพลิงเทพทันที จำนวนยังไม่แน่ชัดแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การตอบสนองของสำนักกระบี่เซียนเมฆาตรงไปตรงมามเช่นกัน พวกเขาเพิ่มระดับวิชาของผู้ฝึกตนทั่วไปขึ้นไปอีกขั้นทันที

เคล็ดละทิ้งวิญญาณเปิดจุดทวารแปดสิบห้าจุดซึ่งมากกว่าเคล็ดจิตผนึกสองจุด โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นวิชาระดับเดียวกัน

เดิมทีเคล็ดละทิ้งวิญญาณเป็นหนึ่งในมรดกของสำนักกระบี่เซียนเมฆา แน่นอนว่าเป็นมรดกค่อนข้างอ่อนแอ แต่พอถูกสำนักเพลิงเทพทำเช่นนี้ สำนักกระบี่เซียนเมฆาจึงต้องเปลี่ยนวิชามรดกนี้ให้กลายเป็นวิชาทั่วไป

และเพื่อดึงดูดผู้ฝึกจนทั่วไป สำนักกระบี่จึงเพิ่มค่าตอบแทนรายวันให้ผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมด้วย

อย่างไรแล้วสมุนไพรวิญญาณที่เก็บไว้ในร้านค้าซึ่งกำลังถูกหลอมเป็นโอสถวิญญาณเพื่อเพิ่มค่าตอบแทนผู้ฝึกตนทั่วไปยังอยู่ในช่วงที่รับได้

ท้ายที่สุดหากไม่เอาใจแขกเหล่านี้อาจทำให้เกิดปัญหาบางอย่าง

สำนักกระบี่เซียนเมฆาต้องสู้แบบนี้ไปอีกยี่สิบปี หากสร้างความมั่นคงให้สวนหลังบ้านตัวเองได้และมีผู้แข็งแกร่งรวมทวารถือกำเนิดขึ้น ศัตรูทั้งหมดจะเป็นแค่เสือกระดาษ

แต่หากระดับรวมทวารไม่ปรากฏภายในยี่สิบปี สำนักกระบี่เซียนเมฆาจะกลายเป็นประวัติศาสตร์แทน

เพราะความบาดหมางระหว่างสำนักกระบี่เซียนเมหากับสำนักเพลิงเทพมาถึงจุดที่ไม่ตายไม่เลิกรา เมื่อฝ่ายหนึ่งมีโอกาสเล็กน้อยก็จะฆ่าอีกฝ่ายทันที

เฉินเฟยฟังข้อมูลในสมาคมนักหลอมโอสถด้วยสีหน้านิ่งสงบ

เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องคุ้นเคยมาก เช่นเดียวกับสงครามการเงินในชีวิตก่อน ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ตราบใดที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องก็จะพยายามคว้าสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองให้ได้มากที่สุด

ด้วยเหตุนี้บางคนที่เป็นเพียงผู้ยืนดูจึงได้รับประโยชน์มากมายอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เช่นผู้ฝึกตนทั่วไปและนักหลอมโอสถอย่างเช่นเฟย

แต่ถ้าต้องการสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ฐานะของตัวเองจะต้องยอดเยี่ยมเช่นกัน

การบ่มเพาะระดับขัดเกลาทวารของผู้ฝึกตนทั่วไปเป็นขอบเขตที่เหนือกว่านักยุทธ์ธรรมดา นักหลอมโอสถมีวิธีหลอมโอสถขั้นสูงสุด

นักหลอมโอสถบางคนไม่สามารถหลอมโอสถหลิงเสวี่ยได้สี่เม็ดในหนึ่งเตา หากได้เพียงสามเม็ด สิ่งที่ได้รับจะมีแค่ค่าผลงานที่หามาอย่างยากลำบาก

นอกจากนี้การหลอมโอสถต้องใช้ความพยายามอย่างมากและมีความผันผวนตามสถานะ หากไม่ระวังทุกอย่างจะล้มเหลว เช่นเดียวกับจำนวนภารกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ นักหลอมโอสถหลายคนพยายามทำภารกิจเหล่านั้นแต่สุดท้ายก็ล้มเหลว

จำนวนโอสถที่สำนักกระบี่เซียนเมฆาใช้ในแต่ละวันเกินจริงมาก นักหลอมโอสถของสำนักกระบี่เซียนเมฆาจึงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องใช้พลังของสมาคมนักหลอมโอสถ

ยกตัวอย่างเช่นนักหลอมโอสถของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวสามารถหลอมโอสถได้ไม่กี่เตาต่อเดือน เนื่องจากมีทรัพยากรไม่เพียงพอจึงไม่สามารถหลอมได้ในจำนวนมาก

การต่อสู้ผ่านช่องว่างของสองสำนักยังไม่สิ้นสุด หลังจากรับผู้ฝึกตนทั่วไปมากขึ้น ทั้งสองสำนักได้ออกค่าหัวระดับขัดเกลาทวารของอีกสำนักโดยตรง

ตราบเท่าที่สังหารระดับขัดเกลาทวารของอีกฝ่ายแล้วนำหัวมายืนยันก็จะได้รับรางวัลใหญ่

รางวัลนั้นมากมายจนแม้แต่เฉินเฟยยังรู้สึกหวั่นไหว

ขนาดเฉินเฟยที่ตอนนี้ได้รับศิลาหยวนจำนวนมากทุกวันยังหวั่นไหวได้ นั่นเป็นสิ่งล่อใจมหาศาลสำหรับระดับขัดเกลาทวารแน่นอน

หัวใจเฉินเฟยเต้นแรง แต่เขาไม่คิดลงมือทำสิ่งใด

รางวัลน่าดึงดูดแต่มันอันตรายจนน่าใจหาย หากคนของสองสำนักทำเช่นนั้นคงไม่เป็นไร อย่างไรพวกเขาก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว

แต่ถ้าคนจากสำนักอื่นรับภารกิจนี้และทำสำเร็จ นั่นจะทำให้สำนักของตัวเองเดือดร้อน ต้องเกลียดสำนักตัวเองขนาดไหนถึงลากไปตายด้วยกันเช่นนี้

เฉินเฟยจดจ่ออยู่กับการหลอมโอสถและไม่สนใจเรื่องภายนอก ในขณะเดียวกันทุกวันยังฝึกฝนวิชาต่างๆ

ในที่สุดความชำนาญเดินหนีสวรรค์ได้มาถึงระดับเชี่ยวชาญ ข้อบกพร่องด้านท่าร่างของเฉินเฟยจึงได้รับการชดเชย เมื่อเทียบกับนักยุทธ์คนอื่นในระดับขัดเกลาทวารขั้นต้น ท่าร่างของเฉินเฟยไม่อ่อนด้อยอีกต่อไป

ต่อให้เปรียบเทียบกับผู้ฝึกตนทั่วไปเหล่านั้น ท่าร่างของเฉินเฟยก็ยังโดดเด่น

วันเวลาผ่านไป การต่อสู้ระหว่าสำนักกระบี่เซียนเมฆากับสำนักเพลิงเทพมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการเข่นฆ่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน

ข้อได้เปรียบของสำนักกระบี่เซียนเมฆาคือนักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายและขัดเกลาทวารของพวกเขาดีกว่านักยุทธ์ของสำนักเพลิงเทพ โดยเฉพาะนักยุทธ์ปรับแต่งร่างกาย

ด้วยทรัพยากรจำนวนมาก การพัฒนาของสำนักกระบี่เซียนเมฆาจึงยอดเยี่ยม ถ้าไม่ใช่เพราะสำนักเพลิงเทพผงาดขึ้นมาโต้กลับอย่างกะทันหัน สำนักกระบี่เซียนเมฆาคงแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุด

แต่โลกนี้ไม่มีคำว่าถ้า สถานการณ์ในปัจจุบันคือการต่อสู้ การถอยกลับจะนำไปสู่ความก้าวหน้าของอีกฝ่าย ดังนั้นผู้คนจึงตกตายทุกวันและส่วนใหญ่เป็นนักยุทธ์ปรับแต่งร่างกาย

สำนักอื่นในเมืองเซียนเมฆาคอยช่วยเหลือสำนักกระบี่เซียนเมฆาแต่ไม่กล้าเข้าร่วมการต่อสู้ตริงมากนัก แม้จะเข่นฆ่ากันก็ยังมีสัดส่วนควบคุม

การเอาชีวิตรอดในรอยแตกเป็นแบบนี้ ต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง

ภายในประตูภูเขาของสำนักเพลิงเทพ

“จนถึงวันนี้สำนักในเมืองเซียนเมฆามากกว่าแปดส่วนยังสนับสนุนสำนักกระบี่เซียนเมฆา ดูเหมือนวิธีโน้มน้าวที่เราใช้ก่อนหน้านี้จะอ่อนโยนเกินไป”

“ข้าคิดว่าพวกเราสำนักเพลิงเทพพูดไปมากแล้ว!”

“เชือดไก่ให้ลิงดู ใช้หนึ่งถึงสองสำนักแสดงอำนาจ ไม่อย่างนั้นพวกเขาอาจลืมไปแล้วว่าวิธีการของพวกเราสำนักเพลิงเทพเป็นอย่างไร!”

“หากทำเช่นนั้นจะไม่เกิดการต่อต้านและไปอยู่ฝั่งสำนักกระบี่เซียนเมฆามากขึ้นหรือ?” มีคนขมวดคิ้ว

“สถานการณ์ในตอนนี้ต่างจากแบบนั้นตรงไหน? บางคนเกิดมาเป็นกระดูกราคาถูก หากไม่ได้รับการขัดเกลาจะไม่รับรู้ความจริง!”

“ได้! เมื่อไม่นานนี้ผู้ฝึกตนทั่วไปจำนวนมากเพิ่งมาถึง ให้พวกเขาไปทำงานนี้แล้วกัน!”

“เริ่มจากสำนักเล็กก่อน สำนักพวกนั้นมีระดับขัดเกลาทวารคนเดียว ฆ่าทิ้งไปเลย!”

“ดี!”

ลมปราณดุร้ายแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ผู้ฝึกตนแยกย้ายกระจายตัวออกไป ผลประโยชน์มาก่อนเท่านั้น การทำลายสำนักเหล่านั้นมีประโยชน์มหาศาล ผู้ฝึกตนทั่วไปจึงชอบทำแบบนี้ที่สุด

พายุกำลังมา ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างตื่นตระหนก เฉินเฟยจมอยู่กับชีวิตเรียบง่ายของการหลอมโอสถ กินโอสถ และฝึกฝนวิชา

“ฟู่ม!”

ร่างเฉินเฟยสั่นเทา ปราณหยวนรอบตัวผันผวน หลังจากนั้นไม่นานปราณหยวนกลับมาสงบอีกครั้ง เฉินเฟยลืมตาขึ้น

เฉินเฟยรับรู้ได้ว่าจุดทวารที่สามในร่างกายเปิดออกจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้ม

ผ่านมายังไม่ถึงสองเดือนนับตั้งแต่เปิดจุดทวารที่สอง เฉินเฟยได้เปิดจุดทวารใหม่อีกแล้ว ความเร็วนี้เร็วกว่าคนในสำนักกระบี่เซียนเมฆาที่กินโอสถวิญญาณเป็นน้ำดื่ม

เนื่องจากเฉินเฟยไม่มีข้อจำกัดด้านพลังจิตวิญญาณ ตอนนี้พลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยจึงมากเกินพอที่จะควบคุมจุดทวาร นอกจากนั้นยังมีร่างกายอันแข็งแกร่ง

ด้วยสยบมังกรคชสาร เฉินเฟยที่กินโอสถจำนวนหนึ่งจึงไม่รู้สึกภาระในร่างกาย เฉินเฟยแทบจะกินโอสถหลิงเสวี่ยทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวันเกือบทุกครั้ง

มีตั้งแต่ห้าหกเม็ดหรือเพียงหนึ่งถึงสองเม็ด เฉินเฟยกินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลังผ่านไปนาน ร่างกายไม่มีอาการบวม แตกร้าว หรือสิ่งตกค้าง

ตอนนี้เฉินเฟยมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนโอสถหลิงเสวี่ย ไม่อย่างนั้นเขาก็อยากลองดูว่าภายใต้สยบจิตกับสยบร่างกายของสยบมังกรคชสารจะกินโอสถหลิงเสวี่ยได้กี่เม็ดต่อวัน

“ด้วยความเร็วเท่านี้ข้าอาจเปิดจุดทวารได้มากกว่าสิบจุดภายในหนึ่งปี”

เฉินเฟยยืนขึ้นมองท้องฟ้าในระยะไกลพร้อมคิดสิ่งต่างๆในใจ

“บางทีอาจทำได้เร็วกว่านั้น จำนวนภารกิจอาจลดลงสักหน่อย แต่ด้วยความชำนาญโอสถหลิงเสวี่ยที่ใกล้ถึงระดับรู้แจ้ง ในเวลานั้นจำนวนโอสถที่หลอมได้ในแต่ละเตาจะเปลี่ยนไป!”

ดวงตาเฉินเฟยเป็นประกาย ร่างกายวูบไหวรีบเข้าเมืองเซียนเมฆา

วันนี้เฉินเฟยไม่เพียงกลับมาบรรลุความก้าวหน้าในการบ่มเพาะ แต่ยังมารับฝักกระบี่ด้วย

เมื่อกระบี่พัฒนาเป็นอาวุธวิญญาณ เฉินเฟยได้สั่งหลอมฝักกระบี่เฉียนจากหอสมบัติเป็นพิเศษ ฝักกระบี่ที่ดีสามารถบำรุงวิญญาณได้ดีขึ้น

ภายในป่า ร่างเฉินเฟยพุ่งไปด้านหน้า พลังจิตวิญญาณรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมคอยระวังตัวเสมอ

ตอนนี้นอกเมืองมันอันตรายกว่าเมื่อก่อนมากและมีการต่อสู้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันมานี้สำนักเล็กบางแห่งถูกทำลายจึงทำให้หลายคนหวาดกลัว

คนส่วนใหญ่เดาว่าเป็นฝีมือของสำนักเพลิงเทพ ท้ายที่สุดสำนักที่ถูกทำลายล้วนสนับสนุนสำนักกระบี่เซียนเมฆาอย่างเปิดเผย แต่มีบางคนที่คิดว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นการกระทำของสำนักกระบี่เซียนเมฆา

จุดประสงค์คือใส่ร้ายสำนักเพลิงเทพ ทำให้สำนักอื่นหันมาสนับสนุนสำนักกระบี่เซียนเมฆามากขึ้น

เพราะแม้ว่าตอนนี้สำนักส่วนใหญ่จะสนับสนุนสำนักกระบี่เซียนเมฆา แต่มีหลายสำนักที่ไม่ได้สนับสนุนอย่างสุดกำลัง

ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าสำนักกระบี่เซียนเมฆาคิดอะไรอยู่

“หืม?”

เฉินเฟยขมวดคิ้วหยุดวิ่งกะทันหัน รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งมาจากด้านหน้าจึงก้าวถอยหลัง ในขณะที่กำลังจะวิ่งไปอีกทางก็มีบางสิ่งมาจากด้านหลัง

“เป็นจิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนนัก สมกับที่เป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวในรอบหลายสิบปี!”

ร่างหนึ่งเดินออกมาจากความว่างเปล่า จ้องมองเฉินเฟยอย่างใกล้ชิด จิตสังหารในดวงตาไม่ได้ปกปิดเอาไว้และแทงทะลุจิตวิญญาณของเฉินเฟย

ไม่ได้มีเพียงด้านหน้า แต่ยังมีอีกสองคนเดินออกมาจากด้านหลังซึ่งปิดล้อมเฉินเฟยโดยตรง

แรงกดดันของทั้งสามแผ่ไปทุกทาง ร่างกายเฉินเฟยเหมือนถูกภูเขาใหญ่กดทับจนทำให้รู้สึกสั่นสะท้าน

สีหน้าเฉินแฟยเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ทั้งสามคนอยู่ในระดับขัดเกลาทวาร ลมปราณคนตรงหน้าขาดอีกเพียงเล็กน้อยก็จะไปถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง สิ่งนี้สร้างแรงกดดันให้เฉินเฟยอย่างมาก

“ข้ากับพวกเจ้าไม่เคยพบกันมาก่อน ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความแค้นใด แล้วเหตุใดจึงทำเช่นนี้?” เฉินเฟยพูดอย่างเคร่งขรึม

“เพราะเจ้าเก่งเกินไป หากฆ่าเจ้าได้ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวถึงจะเสียใจและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ เจ้าคิดอย่างนั้นไหม?” ต่งซิวจื่อมองเฉินเฟยอย่างขบขันราวกับมองคนตาย

ระดับขัดเกลาทวารสามคน ต่งซิวจื่อขาดอีกเพียงเล็กน้อยก็จะเป็นระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง มันช่างง่ายดายเหลือเกินที่พวกเขาทั้งสามจะปิดล้อมฆ่านักยุทธ์ที่เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารไม่กี่เดือน!

หากไม่ใช่ทำเพื่อให้แน่ใจ ต่งซิวจื่อคนเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ตอนนี้ลงมือทำแล้วจึงต้องทำให้ถึงที่สุด ด้วยวิธีนี้ต่อให้เฉินเฟยมีไพ่ลับก็หนีความตายไม่พ้น!