ตอนที่ 224 สวมเสื้อไหมปักกลับบ้านเกิด

เฉินเฟยยืนอยู่หน้าห้องโถงสืบทอด มองศิษย์แท้จริงด้วยใบหน้าสงบ

ผู้นำศิษย์แท้จริง พูดได้ว่าตอนนี้เฉินเฟยอยู่ในตำแหน่งสูงสุดที่ศิษย์สามารถทำได้ หากเหนือกว่านี้ต้องกลายเป็นผู้อาวุโสของสำนัก

และเพื่อไปถึงจุดนั้น สิ่งที่เฉินเฟยต้องทำคือเพิ่มความแข็งแกร่ง

ระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุดเป็นพลังต่อสู้ระดับแนวหน้าในเมืองอื่น แต่ในมืองเซียนเมฆาแห่งนี้ถูกจัดให้ทำเรื่องในชีวิตประจำวัน หากต้องการเป็นแกนนำของสำนักจะต้องเป็นระดับขัดเกลาทวารเท่านั้น

เพียงนึกถึงระดับขัดเกลาทวาร หัวใจเฉินเฟยพลันปกคลุมไปด้วยเงา

หลังถึงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด พลังจิตวิญญาณที่ยืดหยุ่นขึ้นช่วยให้เฉินเฟยขจัดความหมกมุ่นที่ปิดกั้นจุดทวารได้ แต่มันเพียงช่วยเท่านั้น

ความหมกมุ่นช่างเหนียวแน่นยิ่งนัก ด้วยพลังจิตวิญญาณของเฉินเฟยในเวลานี้ คงต้องรออีกสิบเดือนครึ่งถึงจะเห็นผลของความพยายาม

เหตุหลักคือเฉินเฟยไม่กล้าใช้พลัง เขาต้องทำทีละน้อยเพราะมันอยู่ด้านนอกจุดทวาร หากใช้พลังมากเกินไปจนทำให้จุดทวารเสียหาย นั่นคงกลายเป็นปัญหาใหญ่

ด้วยความเร็วเท่านี้จะต้องใช้เวลานานกว่าสิบปีในการขจัดความหมกมุ่น

เฉินเฟยนึกถึงศิษย์แท้จริงคนอื่นในสำนักเช่นเหมียวเต๋าซินและเยี่ยนซือจิน พวกเขาอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุดมาหลายปี จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังเตรียมตัวไม่พร้อม

เมื่อเทียบกับคนเหล่านั้น การที่เฉินเฟยจะอยู่ตำแหน่งนี้นานกว่าสิบปีย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้

แต่เฉินเฟยเข้าสู่เส้นทางยุทธ์นานแค่ไหนกัน? เห็นได้ชัดว่าระดับขัดเกลาทวารอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม การใช้เวลานานกว่าสิบปีเพื่อขจัดความหมกมุ่นถือว่านานเกินไป

“รอสยบมังกรคชสารก่อน!”

เฉินเฟยคิดอยู่ในใจพลางมองศิษย์แท้จริงที่สู้กันในสนามประลอง ตอนนี้สิ่งสุดท้ายที่ช่วยเฉินเฟยได้คือสยบมังกรคชสาร

เมื่อสยบมังกรคชสารถึงระดับรู้แจ้ง เฉินเฟยจะลองดูว่าสามารถเพิ่มความเร็วในการขจัดความหมกมุ่นได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นเฉินเฟยไม่เต็มใจรอนานถึงสิบปีเช่นกัน

เขาจะลองกลับไปที่หมู่บ้านถัดจากอำเภอผิวหยิน แม้จะไม่รู้ว่าหมู่บ้านนั้นยังอยู่หรือเปล่าก็ตาม

การประลองศิษย์แท้จริงกินเวลาอยู่หลายวันก่อนสิ้นสุดลง

ศิษย์แท้จริงสิบอันดับแรกแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างมากแค่มีบางคนเลื่อนขึ้นสองอันดับ ไม่มีศิษย์คนใดท้าสู้กับศิษย์สิบอันดับแรก

นั่นคือความเร็วในการเพิ่มพลังของศิษย์ปกติ แต่ผู้ที่เป็นศิษย์แท้จริงย่อมมีพรสวรรค์ที่ดี เมื่อเจ้าก้าวหน้าคนอื่นจะก้าวหน้าเช่นกัน

เช่นเดียวกับเฉินเฟย เขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีเปลี่ยนจากศิษย์แท้จริงอันดับสุดท้ายเป็นผู้นำศิษย์แท้จริง ในสายตาของผู้อื่นมันผิดปกติอย่างยิ่งและไม่ต่างอะไรกับปีศาจแม้แต่น้อย

กัวหลินซานอยู่ในอันดับเก้าสิบสี่เช่นเดิม การเริ่มต้นวิชามรดกไม่อาจเพิ่มพลังให้มากนัก

แต่อันดับนี้ถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการท้าทายจากศิษย์ภายใน

การประลองครึ่งปีสิ้นสุดลง เฉินเฟยกลับยอดเขาสืบทอดและเริ่มฝึกฝน แต่ตอนนี้เฉินเฟยอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน เขาไม่มีทางก้าวหน้าได้อีกหากไม่เปิดจุดทวาร

เฉินเฟยจึงใช้เวลาว่างที่เพิ่มขึ้นไปกับการหลอมโอสถ แม้ทุกวันนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน แต่เฉินเฟยคิดว่ายิ่งมีเงินเยอะยิ่งดี

เหมือนกับการอ่านตำราหาความรู้ ตอนนี้มันอาจดูไร้ประโยชน์ แต่เมื่อถึงเวลาเหมาะสมก็จะไม่เสียใจที่มีความรู้มาก

โอกาสย่อมถูกเก็บไว้ให้ผู้ที่เตรียมพร้อมเสมอ

เฉินเฟยเติมเงินส่วนใหญ่เข้าระบบ ท้ายที่สุดเฉินเฟยทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้แน่นอน และเขาไม่เคยสงสัยเรื่องนี้

ราคาการทำให้เป็นแบบง่ายของวิชาระดับขัดเกลาทวารนยังไม่รู้แน่ชัด ตอนนี้ควรเก็บเงินให้มากขึ้น เวลาทำให้เป็นแบบง่ายจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเงินไม่พอ

นอกจากการหลอมโอสถ อีกสิ่งที่เขาทำคือฝึกฝนสยบมังกรคชสาร นี่เป็นสิ่งเดียวที่เฉินเฟยฝึกฝนอยู่ มันเป็นความหวังในการขจัดความหมกมุ่นอย่างรวดเร็ว

เฉินเฟยไม่ได้หาวิชาในหอตำรามาฝึกเพิ่ม

สิ่งเหล่านั้นยังไม่มีความจำเป็น ในเวลานี้วิชาเดียวที่สามารถเพิ่มพลังของเฉินเฟยได้คือวิชามรดก ศิษย์แท้จริงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในสามารถฝึกวิชามรดกได้เพียงอย่างเดียว นี่คือกฎ เป็นไปไม่ได้ที่จะฝ่าฝืนกฎเพราะเฉินเฟย

ส่วนทักษะธนู เฉินเฟยสามารถพัฒนามันได้อีกเล็กน้อย แต่ต่อให้วิชาธนูของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะไม่เลว แต่มันก็ได้เพียงเท่านั้น

สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมุ่งเน้นกระบี่เป็นหลักและไม่ได้จงใจรวบรวมวิชาสำหรับอาวุธอื่น ส่วนใหญ่แล้วแค่ทำให้มันพอมีบ้าง

เมื่อได้เห็นธนูกวาดล้างปีศาจของสำนักกระบี่เซียนเมฆา ความต้องการฝึกธนูของเฉินเฟยจึงลดลงไม่น้อย

วิชาธนูของเฉินเฟยล้วนมาจากการผสานวิชาพื้นฐาน มันต้องเดินอยู่ในเส้นทางการฝึกหนักเพื่อบรรลุปาฏิหาริย์ สำหรับนักยุทธ์ทั่วไปเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

หากต้องจัดการคนที่แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย ระดับวิชาธนูแค่นี้จะไม่เพียงพอ สุดท้ายเฉินเฟยต้องใช้วิชากระบี่อยู่ดี

หลอมโอสถและฝึกฝนสยบมังกรคชสาร สองสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่เฉินเฟยทำทุกวัน

สองเดือนต่อมา

“หลันหยุนจือมีข่าวดี? ยินดีด้วย!”

ฉือเต๋อเฟิงนำถุงสมุนไพรขนาดใหญ่มาให้และบอกข่าวกับเฉินเฟย เฉินเฟยค่อนข้างประหลาดใจเมื่อได้ยินเรื่องนี้ อย่างไรฉือเต๋อเฟิงก็ไม่ใช่เด็กแล้ว เรื่องแบบนี้ย่อมเกิดขึ้นกับหลันหยุนจือเป็นธรรมดา

พอนึกถึงฉือเต๋อเฟิงที่อยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกและหลันหยุนจือที่มีวรยุทธ์อยู่บ้าง เรื่องนี้จึงไม่อาจมองด้วยมุมมองของคนธรรมดาได้ทั้งหมด

“พรุ่งนี้นำสมุนไพรเหล่านี้มาให้ข้า ข้าจะหลอมโอสถให้หลันหยุนจือ มันช่วยป้องกันเด็กในท้องและทำให้กระดูกของเด็กดีขึ้น”

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเขียนชื่อสมุนไพรบางอย่างและบอกให้ฉือเต๋อเฟิงนำสมุนไพรเหล่านี้มา

ตามจริงแล้วเฉินเฟยไม่เคยเรียนรู้สูตรโอสถที่ช่วยเสริมสร้างฐานกระดูกในครรภ์มารดาให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ด้วยการเป็นนักหลอมโอสถมาหลายปี เพื่อให้ได้สูตรโอสถสักอย่างเขาจึงต้องอ่านตำราหลายเล่ม

ทั่งหมดนี้เป็นความรู้ที่เฉินเฟยสะสมมาตลอด การหลอมโอสถธรรมดาจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเฉินเฟยอีกต่อไป

ฉือเต๋อเฟิงกุมมือให้เฉินเฟย ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงไม่จำเป็นต้องพูดคำสุภาพใด ทุกอย่างล้วนเข้าใจโดยปริยาย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินเฟยใช้เวลาครึ่งชั่วยามในการหลอมโอสถเสริมกระดูกหลายสิบเม็ด จากนั้นมอบให้ฉือเต๋อเฟิง

“กินหนึ่งเม็ดทุกสิบวัน อย่ากินมากเกินไป หากกินมากไปจะไม่ดีต่อเด็กในท้อง” เฉินเฟยเตือน

หากทำอะไรเลยเกินพอดีย่อมไม่ดี เฉินเฟยกังวลว่าฉือเต๋อเฟิงจะให้กินยานี้สุดชีวิตเพื่อลูกซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดี

“ได้!”

ฉือเต๋อเฟิงรับเก็บโอสถอย่างระวังและออกจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวด้วยรอยยิ้ม

เฉินเฟยเริ่มการบ่มเพาะของวันนี้ด้วยรอยยิ้ม

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สี่เดือนผ่านไปในพริบตา นับตั้งแต่การประลองศิษย์แท้จริงครั้งล่าสุดก็ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว การประลองครึ่งปีใกล้มาถึงอีกครั้ง

จิตใจเฉินเฟยไม่ได้อยู่ในการประลองศิษย์แท้จริง ไม่เพียงเพราะไม่มีใครกล้าท้าทายเฉินเฟยแต่ยังเป็นเพราะสยบมังกรคชสารถึงระดับรู้แจ้ง

การป้องกัน ความอดทน พละกำลัง และด้านอื่นของเฉินเฟยก้าวหน้าขึ้นมากราวกับเขามีพลังมัดมังกรและโยนช้างได้จริงๆ

ในขณะเดียวกันการควบคุมร่างกายบนพื้นฐานระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุดก้าวหน้าไปอีกขั้น ซึ่งมาถึงขั้นละเอียดอ่อนขีดสุด เฉินเฟยสามารถควบคุมหัวใจให้หยุดเต้นนานกว่าครึ่งชั่วโมง

พูดอีกอย่างคือสยบมังกรคชสารระดับรู้แจ้งทำให้เฉินเฟยรักษาประสิทธิภาพในการต่อสู้ได้ระดับหนึ่ง แม้อวัยวะจะได้รับความเสียหาย หากมีเวลาพอก็สามารถกินโอสถทำให้อวัยวะภายในฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว

เพียงสิ่งนี้อย่างเดียวก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการเอาชีวิตรอดและประสิทธิภาพการต่อสู้ของเฉินเฟยได้อย่างมาก

เนื่องจากควบคุมร่างกายได้ถึงขีดสุด เฉินเฟยจึงสามารถปรับเปลี่ยนควบคุมลมปราณได้ตามต้องการ หากลดระดับให้เปิดเผยเพียงระดับหลอมกระดูก เกรงว่าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารก็ไม่อาจตรวจพบสิ่งผิดปกติได้

นอกจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ สยบมังกรคชสารระดับรู้แจ้งยังทำให้เฉินเฟยสูงขึ้น และเช่นเคย เฉินเฟยหล่อขึ้น

รูปลักษณ์เฉินเฟยดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ มันไม่โดดเด่นท่ามกลางฝูงชนอีกต่อไป แต่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจและชอบจากใจจริง

เฉินเฟยไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เขากังวลว่าสยบมังกรคชสารจะกำจัดความหมกมุ่นได้หรือไม่มากกว่า

นี่คือสิ่งที่เฉินเฟยรอมาตลอดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

สองเดือนต่อมา ในลานบ้านบนยอดเขาสืบทอด

เฉินเฟยกำลังนั่งสมาธิ หลังจากนั้นไม่นานเฉินเฟยลืมตาขึ้น ดวงตาช่างสดใสจนน่าจดจำตั้งแต่แรกเห็น

ตั้งแต่สยบมังกรคชสารถึงระดับรู้แจ้ง สิ่งที่เฉินเฟยทำคือขจัดความหมกมุ่นนอกจุดทวาร ซึ่งสยบมังกรคชสารระดับรู้แจ้งให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม

เดิมทีต้องใช้เวลามากกว่าสิบปีเพื่อขจัดความหมกมุ่น ตอนนี้ลดลงเกือบครึ่ง อาจต้องใช้เวลาหกเจ็ดปีถึงจะสำเร็จ

สามารถทะลวงระดับขัดเกลาทวารในเวลาหกเจ็ดปี หากเป็นศิษย์แท้จริงคนอื่นย่อมเต็มใจทำเช่นนั้นแน่นอน แม้แต่ศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาก็ยังพอใจกับเวลาเท่านี้

แต่เฉินเฟยไม่พอใจ ใช้เวลาหกเจ็ดปีในการทะลวงระดับขัดเกลาทวารมันนานเกินไป เฉินเฟยไม่ต้องการรอขนาดนั้น

สำหรับความหมกมุ่นนอกจุดทวาร เฉินเฟยขัดเกลามันอย่างหนักเป็นเวลาเกือบสิบเดือนและตอนนี้พบว่าต้องใช้เวลาอีกหกเจ็ดปี ในความคิดของเฉินเฟย หลังผ่านไปหกเจ็ดปีก็ไม่รู้ว่าความหมกมุ่นจะหายไปจริงหรือไม่

“สวมเสื้อไหมปักกลับบ้านเกิด? ลองกลับไปดูแล้วกัน!”

เฉินเฟยยืนขึ้น กลับเข้าไปในบ้าน จัดระเบียบสิ่งของและเก็บลงช่องมิติ จากนั้นออกไปจากบ้าน

หนึ่งเค่อต่อมา เฉินเฟยมาที่ลานบ้านเฟิงซิวผู่ หลังอยู่ครู่หนึ่งก็จากไป

เฉินเฟยไม่ได้กลับไปที่ยอดเขาสืบทอดอีก เขาลงภูเขาออกไปจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวและรีบเร่งเข้าเมืองเซียนเมฆา

“เฉินเฟยออกจากสำนักไปแล้ว? ตามที่ตกลงไว้ก่อนหน้า เจ้าต้องรับผิดชอบปกป้องเฉินเฟย” ฉวีชิงเซิงพูดด้วยรอยยิ้มหลังจากได้ยินรายงานของอู๋กวงอิน

เป็นธรรมดาที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะปกป้องศิษย์อย่างเฉินเฟย ส่งผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารไปคอยปกป้องเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาด

อู๋กวงอินพยักหน้าและหายไป

หนึ่งเค่อต่อมา อู๋กวงอินกลับมาหาฉวีชิงเซิงด้วยหน้าตาคิ้วขมวด

“เฉินเฟยกลับมาแล้วหรือ?” ฉวีชิงเซิงถามด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นอู๋กวงอิน

“เฉินเฟยควบคุมลมปราณของตัวเอง ข้าคลาดจากเขา!” อู๋กวงอินไม่อยากจะเชื่อ ผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารคลาดเคลื่อนกับศิษย์ขัดเกลาอวัยวะภายใน

ฉวีชิงเซิงขมวดคิ้ว พริบตาเดียวเขาก็รีบไปยังบ้านเฟิงซิวผู่อยู่ เฉินเฟยจงใจควบคุมลมปราณของตัวเองเช่นนี้ บางทีมันอาจไม่ง่ายอย่างการไปยังเมืองเซียนเมฆา

ฉวีชิงเซิงรู้สึกกังวลจึงต้องการให้เฟิงซิวผู่ชี้แจง

สิบวันต่อมา

เฉินเฟยปกปิดลมปราณ เขากลายเป็นนักยุทธ์หลอมกระดูกติดตามคาราวานเซียนเมฆาออกไปจากเมือง

จุดหมายต่อไป เมืองซิ่งเฝิน!