เฉินเฟยดูอยู่ครู่หนึ่ง นักยุทธ์คนหนึ่งแขนหักและลงจากสนามประลอง การประลองนั้นจึงสิ้นสุดลง
เช้าวันรุ่งขึ้น อาวุโสของสำนักกระบี่เซียนเมฆานำผู้คนจากสำนักต่างๆมายังยอดเขาหลัก
เมื่อก้าวเข้ายอดเขาหลัก เฉินเฟยรู้สึกได้ทันทีว่าปราณหยวนรอบตัวหนาแน่นขึ้น มันมากกว่าบ้านอันดับสิบของยอดเขาสืบทอดที่เฉินเฟยอาศัย
เมื่อมาถึงยอดเขา เฉินเฟยเห็นโถงใหญ่จากระยะไกล มันส่องแสงเจิดจ้าท่ามกลางแสงแดด ในขณะเดียวกันก็มีพลังส่งผ่านมากดข่มผู้คน
ต้องมองไปทางอื่นเท่านั้นแรงกดดันนี้จึงหายไป
ด้านหน้าโถงใหญ่มีสนามประลองขนาดใหญ่ ที่นั่งสำหรับชมพิธีได้เตรียมไว้แล้ว สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวทำตามคำแนะนำ เมื่อไปนั่งประจำที่ก็จะเห็นทั้งสนามประลอง
ตอนนี้สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอยู่ในอันดับสุดท้ายของทั้งสี่สำนัก เห็นได้ชัดว่าในสายตาสำนักกระบี่เซียนเมฆาถือว่าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอ่อนแอที่สุด ตำแหน่งที่นั่งจึงอยู่ด้านหลังสุด
สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวดีกว่าสำนักนิกายอื่นเล็กน้อย แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงเวลาซือฉือ[1] การประลองศิษย์แท้จริงได้เริ่มขึ้น
เฉินเฟยโน้มตัวไปข้างหน้า จับตามองการประลองระหว่างศิษย์แท้จริง
ศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆามีไม่มากนัก มีประมาณร้อยคนเท่าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว แต่ในด้านพลังต่อสู้ล้วนเหนือกว่ามาก
อย่างเช่นศิษย์แท้จริงอันดับสุดท้ายของสำนักกระบี่เซียนเมฆา การบ่มเพาะอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุด
นอกจากการบ่มเพาะ การเคลื่อนไหวยังสวยงามซึ่งเหนือกว่ามาก และยังมีการใช้วิชาที่เฉินเฟยคุ้นเคยนัก นั่นคือพลังกระบี่ฟ้าคำราม
ฝึกฝนวิชามรดกจนเชี่ยวชาญ เพียงชักกระบี่ก็จะเกิดเสียงฟ้าร้อง
ศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาคุ้นเคยกับสายฟ้านี้มาอย่างยาวนาน ดังนั้นจึงมีความต้านทานเรื่องเสียง แต่สำหรับศิษย์ของสำนักอื่น คนส่วนใหญ่ไม่อาจต้านทานพลังกระบี่ที่สั่นคลอนหัวใจเช่นนี้ได้
“เพียงศิษย์แท้จริงอันดับเก้าสิบก็ชนะศิษย์อันดับห้าสิบของเราได้แล้ว”
เยี่ยนซือจินนั่งถัดจากเฉินเฟย เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไม่ว่าโดยรวมจะเป็นอย่างไรก็ยังมีพลังต่อสู้ชั้นยอดสำนักกระบี่เซียนเมฆาเหนือกว่าเรามาก ดูแล้วช่องว่างคงใหญ่กว่าครั้งก่อน”
เยี่ยนซือจินอดถอนหายใจไม่ได้
เฉินเฟยพยักหน้า ภายนอกเกิดสงครามวุ่นวาย คนจำนวนมากย้ายมาที่เมืองเซียนเมฆา ในคนเหล่านั้นต้องมีอัจฉริยะด้านวรยุทธ์หลายคนอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าตัวเลือกแรกของอัจฉริยะย่อมเป็นสำนักกระบี่เซียนเมฆา
หลังสำนักกระบี่เซียนเมฆาเลือกเสร็จแล้ว ส่วนเหลือที่ไม่ต้องการจะถูกเลือกโดยสำนักอื่น
จินตนาการได้เลยว่าในเวลาไม่กี่ปีมานี้ศิษย์ใหม่ของสำนักกระบี่เซียนเมฆาแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด ดังนั้นหากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสำนักอื่นแข็งแกร่งขึ้น สำนักกระบี่เซียนเมฆาย่อมก้าวหน้ามากกว่า
สองชั่วยามต่อมา การประลองระหว่างศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาสิ้นสุดลง ศิษย์สำนักอื่นดูการประลองโดยแทบกลั้นหายใจ
การประลองจบเร็วเล็กน้อย เพราะเมื่อไปถึงศิษย์แท้จริงยี่สิบอันดับแรกแทบจะไม่มีการท้าทาย โดยเฉพาะสิบอันดับแรกไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ดูแล้วพวกเขาคงเข้าใจดีว่าศิษย์แท้จริงสิบอันดับแรกแข็งแกร่งเพียงไหน ศิษย์ที่ต่ำกว่าสิบอันดับแรกไม่กล้าเข้าไปท้าทายพวกเขาเลย ดังนั้นทุกคนในที่นี้จึงไม่รู้ว่าศิษย์แท้จริงสิบอันดับแรกแข็งแกร่งขนาดไหน
แต่ดูจากศิษย์แท้จริงคนอื่นที่ไม่กล้าท้าทาย เพียงแค่นี้ก็บอกอะไรได้หลายอย่าง
“ครั้งนี้จบเร็วไปหน่อย เช่นนั้นวันนี้จบการประลองกับศิษย์แต่ละสำนักด้วยแล้วกัน”
เจ้าสำนักกระบี่เซียนเมฆามองศิษย์แท้จริงของตนในสนามประลองแล้วยิ้ม รุ่นใหม่จะแข็งแกร่งขึ้นกว่ารุ่นก่อน ในฐานะเจ้าสำนัก การได้เห็นภาพนี้เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
“น้อมรับคำสั่งเจ้าสำนัก!”
คนของสำนักกระบี่เซียนเมฆาทำตามคำสั่งและเริ่มแจ้งให้สี่สำนักทราบ คนที่ได้รับผลกระทบแท้จริงคือศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆาเพราะเพิ่งผ่านการต่อสู้มา
แม้จะได้รับโอสถช่วยฟื้นฟูแต่ก็ยังมีการเหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่สำนักกระบี่เซียนเมฆาไม่สนใจเรื่องนี้ บางครั้งพลังอันแข็งแกร่งจะทำให้มั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
สี่สำนักประหลาดใจเมื่อได้รับข่าว แต่ในเมื่อสำนักกระบี่เซียนเมฆาเสนอมาพวกเขาจึงไม่มีคัดค้าน ท้ายที่สุดพวกเขาเป็นผู้ได้เปรียบ
เพียงแต่พลังที่ศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาแสดงให้เห็นทำให้หัวใจพวกเขาหนักอึ้ง ดูเหมือนช่องว่างจะใหญ่ขึ้นยิ่งกว่าครั้งก่อน
ด้วยพลังที่ศิษย์แท้จริงอันดับสิบของสำนักกระบี่เซียนเมฆาแสดงให้เห็น เกรงว่าต้องใช้ศิษย์อันดับสามหรือแม้แต่อันดับสองของสำนักเพื่อให้มีโอกาสชนะ ต่ำกว่าสามอันดับแรกไม่ต้องหวังเลย
“หวังกุ้ยหวู่ ใครจะเป็นผู้ลงมา?”
หวังกุ้ยหวู่กุมมือไปทางสี่สำนักด้วยสีหน้าภูมิใจ เขาสามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับเก้าหรือแปดได้
แต่เขาไม่ได้ท้าทายและอยู่ในอันดับสิบต่อ
ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากต้องการสู้กับศิษย์แท้จริงของสี่สำนัก
ไม่เช่นนั้นหากไปอยู่อันดับเก้าหรือแปด เขาอาจไม่ได้ทำอะไรมากนัก
ก่อนหน้านี้หวังกุ้ยหวู่มักประลองกับศิษย์ในสำนักเสมอ แต่เขารู้สึกสงสัยกับนักยุทธ์นอกสำนักเซียนเมฆายิ่งนัก ได้ยินมาว่าสี่สำนักด้อยกว่าสำนักกระบี่เซียนเมฆามาก หวังกุ้ยหวู่จึงยากเห็นว่าด้อยกว่าแค่ไหน!
หวังกุ้ยหวู่รออยู่พักหนึ่งแต่ไม่ได้รับคำตอบ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีศิษย์พี่ศิษย์น้องคนใดยินดีให้คำแนะนำแก่ข้าบ้าง!”
น้ำเสียงหวังกุ้ยหวู่หมดความอดทน สีหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจ แม้สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเพียงครู่เดียว แต่คนมากมายล้วนเห็น
“ข้าอยากเรียนรู้ท่าร่างของสำนักกระบี่เซียนเมฆามาโดยตลอด วันนี้ถือเป็นโอกาสดี!”
ศิษย์คนหนึ่งของหอเป๋ย์โต๋วตะโกน ร่างกายวูบไหวมาที่สนามประลอง มองหวังกุ้ยหวู่ด้วยดวงตาสดใส
“ข้า...”
“ไม่ต้องแนะนำตัว ข้าต้องการรู้ชื่อคนที่ชนะข้าเท่านั้น!”
ก่อนที่หลิวเป้ยหย่งจะแนะนำตัว หวังกุ้ยหวู่ได้โบกมือขัดก่อน
“ได้!”
ใบหน้าหลิวเป้ยหย่งเปลี่ยนเป็นสีแดงจากการระงับความโกรธ เขาหัวเราะด้วยความโกรธ จับดาบยาววิ่งเข้าไปหา เพียงไม่กี่ก้าวก็มาอยู่ตรงหน้าหวังกุ้ยหวู่ ใช้ดาบฟันออกไป
เสียงคลื่นสมุทรดังขึ้นจากดาบยาว ตรงหน้าหวังกุ้ยหวู่ราวกับมีคลื่นสมุทรมหึมาปรากฏขึ้น
วิชามหาสมุทรเทียนไห่ หนึ่งในวิชามรดกของหอเป๋ย์โต่ว เป็นที่รู้จักในด้านพลังภายในแข็งแกร่ง ยิ่งฝึกฝน พละกำลังของร่างกายยิ่งหนักหน่วงยิ่งแข็งแกร่ง และพลังที่ปลดปล่อยออกมายังมากขึ้น
หลิวเป้ยหย่งสามารถแสดงพลังของคลื่นสมุทรมหึมาได้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเขาฝึกวิชาเทียนไห่จนเชี่ยวชาญแล้ว
“ทำได้ดี!”
หวังกุ้ยหวู่หัวเราะเสียงดัง เมื่อเผชิญกับพลังของคลื่นสมุทรมหึมา เขาได้ไม่ถอยหลังแต่ก้าวไปข้างหน้า กระบี่ในมือกลายเป็นสายฟ้าแทงเข้าไปในคลื่น
“ตู้ม!”
ดาบและกระบี่ปะทะกันกลางอากาศครู่หนึ่ง แต่ทันใดนั้นกระบี่ได้กดดาบยาวจนเข้าไปกระแทกหลิวเป้ยหย่ง
“พรู่ด!”
หลิวเป้ยหย่งพ่นเลือดออกมาเต็มปาก เขาควบคุมร่างกายไม่ให้ลอยไปด้านหลัง แต่สุดท้ายก็ลอยไปไกลสิบหมี่และกระแทกพื้นอย่างแรงจนกระอั่กเลือดออกมาอีกคำ
ในฝั่งหอเป๋ย์โต่ว ศิษย์บางคนลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว กระบวนท่าเดียวถึงกับกระอั่กเลือด? หลิวเป้ยหย่งเป็นศิษย์แท้จริงสามอันดับสาม แต่เขากกลายเป็นแบบนั้นในกระบวนท่าเดียว!
หวังกุ้ยหวู่ไม่ได้ไล่ตาม เพียงดึงกระบี่ยาวกลับมาและรอให้หลิวเป้ยหย่งยืนขึ้น
หลิวเป้ยหย่งใช้เวลาครู่หนึ่งในการพยายามพลิกตัวกลับและยืนขึ้น ใบหน้าเขาซีดเซียวเป็นอย่างมาก
หลิวเป้ยหย่งบาดเจ็บสาหัสจากการปะทะเมื่อสักครู่ นั่นเป็นท่าที่แข็งแกร่งสุดของเขาแล้ว เขายังคิดว่าต้องสู้กับหวังกุ้ยหวู่ซึ่งหน้า คาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างนี้
“อยากสู้ต่อไหม? บางทีกระบวนท่าต่อไปเจ้าอาจไม่บาดเจ็บขนาดนี้!” หวังกุ้ยหวู่เงยหน้าเล็กน้อยแล้วพูด
“นี่มันเพิ่งจะเริ่ม!”
หลิวเป้ยหย่งคำรามด้วยความโกรธ โคจรวิชามหาสมุทรเทียนไห่สุดกำลังและพุ่งเข้าหาหวังกุ้ยหวู่ ร่างกายหลิวเป้ยหย่งปลดปล่อยพลังมากกว่าดิม
“ตู้ม!”
เสียงระเบิดดังขึ้น ร่างหนึ่งลอยออกไปและล้มลงนอกสนามประลอง หลิวเป้ยหย่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ บาดแผลตรงหน้าอกเกือบเปิดจนเห็นอวัยวะภายใน
ในสนามประลอง หวังกุ้ยหวู่ถอยหลังไปสองสามก้าว ใบหน้าเขาซีดลงเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ ลมปราณที่ผันผวนเริ่มสงบลง
กระบวนท่าเอาชีวิตของหลิวเป้ยหย่งทำให้หวังกุ้ยหวู่ถอยหลังไปสองสามก้าว ซึ่งไม่มีมากไปกว่านั้น
ศิษย์หอเป๋ย์โต่วเกิดความโกลาหล ศิษย์แท้จริงอันดับสามทำได้เพียงเท่านี้หรือ? ศิษย์แท้จริงอันดับสองของหอเป๋ย์โต่วมีสีหน้าน่าเกลียด เพราะตัวเองแข็งแกร่งกว่าหลิวเป้ยหย่งไม่มากนัก
ใครชนะใครแพ้ขึ้นอยู่กับผลในสนาม หวังกุ้ยหย่งเอาชนะหลิวเป้ยหย่งจนเหมือนการบดขยี้ หากเขาขึ้นคงได้ลงไปนอนบนพื้นเช่นกัน
ผู้อาวุโสหอเป๋ย์โต่วมีสีหน้าน่าเกลียด เขารีบพาหลิวเป้ยหย่งกลับมารักษา แต่แปลกยิ่งนักที่ใบหน้าศิษย์ที่โดนทุบตีคนนี้ยังอยู่ดี
เฉินเฟยมองลงไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ในขณะเยี่ยนซือจินเกร็งไปทั้งตัว
“ศิษย์น้องเยี่ยน เจ้าแน่ใจหรือ?”
โม่จื้อหมิงถามเสียงเบา โม่จื้อหมิงอยู่ในอันดับสอง แต่หกเดือนมานี้ความแข็งแกร่งของเขาไม่เพิ่มขึ้นเลย
โม่จื้อหมิงพบว่าการเผชิญหน้ากับหวังกุ้ยหวู่ไม่มีโอกาสชนะแม้แต่น้อย
“หากเขาแข็งแกร่งเท่าที่แสดงออกมาเมื่อครู่ นั่นคงพอมีโอกาส”
เยี่ยนซือจินขมวดคิ้วมองเหมียวเต๋าซิน พลังของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ดูแล้วแทบไม่ต่างกันเลย
เหมียวเต๋าซินเป็นศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมาหลายปี ครั้งก่อนที่เข้าร่วมการชมพิธี เหมียวเต๋าซินแพ้ให้กับศิษย์อันดับแปด
หลังผ่านไปหลายปี ความแข็งแกร่งของเหมียวเต๋าซินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เขามุ่งเน้นการขัดเกลาพลังจิตใจมากขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับระดับขัดเกลาทวาร
ในเวลานี้เหมียวเต๋าซินมีสีหน้าเคร่งขรึม หากความแข็งแกร่งของหวังกุ้ยหวู่เป็นดั่งที่แสดงให้เห็น เหมียวเต๋าซินย่อมจัดการได้ แต่หวังกุ้ยหวู่มีพลังแค่นั้นจริงหรือ?
“มีใครจะลงมาให้คำแนะนำข้าอีกบ้าง?”
หวังกุ้ยหวู่ปรับตัวได้ครู่หนึ่งแล้วมองไปรอบด้าน สีหน้าเขามั่นใจยิ่งกว่าเดิม
[1]ซือฉือ 09.00น.-11.00น.
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved