ในถนนบนภูเขา เฉินเฟยมองไปรอบด้าน
ตรงนี้ไม่ค่อยต่างจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวนัก แต่ผ่านไปสักพักสีหน้าเฉินเฟยก็เปลี่ยนไป ในดวงตาเขาเต็มไปด้วยควาประหลาดใจ
ปราณหยวนหนาแน่นขึ้น แม้การเพิ่มขึ้นนี้จะไม่ชัดเจน แต่แน่ชัดแล้วว่าสำนักกระบี่เซียนเมฆาสร้างค่ายกลขนาดใหญ่ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงปราณหยวน
มีเพียงวิธีนี้ ความหนาแน่นของปราณหยวนที่สัมพันธ์กับโลกภายนอกจึงเปลี่ยนแปลง
และยิ่งเข้าไปลึก ความหนาแน่นปราณหยวนยิ่งชัดเจน
ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ปราณหยวนที่ศิษย์ภายในใช้ฝึกฝนนั้นไม่ต่างจากโลกภายนอก มีเพียงยอดเขาสืบทอดที่ใช้ค่ายกลรวบรวมปราณหยวนจากทุกทิศ
บางครั้งการสร้างค่ายกลแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงิน แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีช่องทางจัดหาวัตถุวิญญาณให้เพียงพอต่อการสร้างค่ายกลหรือไม่
สำนักกระบี่เริ่มดวงดารองรับยอดเขาสืบทอดได้เพียงแห่งเดียว นอกจากนั้นเป็นสถานที่จำกัดซึ่งศิษย์สาวกไม่อาจเข้าไปดูแล ส่วนสำนักกระบี่เซียนเมฆา ทั้งสำนักอยู่ขอบเขตของค่ายกล
แน่นอนว่าทั้งสำนักไม่ได้อยู่ในค่ายกล แต่ค่ายกลนี้มีพลังมากพอ เมื่อรวบรวมปราณหยวน ความหนาแน่นปรานหยวนใกล้ส่วนต่อของค่ายกลจะเพิ่มขึ้นด้วย
ครู่ต่อมา ผู้อาวุโสสำนักกระบี่เซียนเมฆาเชิญทุกคนจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไปยอดเขาหยิงเค่อ ในเวลานี้ผู้คนมากมายหลายสำนักได้มารวมตัวกันที่นี่
ทุกครั้งที่สำนักกระบี่เซียนเมฆาเชิญสำนักอื่นมาชมพิธี นอกจากสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวทั้งสี่ ยังมีสำนักนิกายขนาดเล็กด้วย
แต่พวกเขามาเพียงชมพิธี การท้าทายศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเพราะความแข็งแกร่งต่างกันมากนัก
อย่างน้อยศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวทั้งสี่ยังสามารถท้าทายศิษย์แท้จริงสิบอันดับแรกของสำนักกระบี่เซียนเมฆา แต่ศิษย์แท้จริงของสำนักเล็กเหล่านั้นอาจแพ้ในกระบวนท่าเดียว
หลังเข้าห้องส่วนตัว เฉินเฟยลองฝึกฝนและพบว่าปราณหยวนบนยอดเขาหยิงเค่อนั้นหนาแน่นกว่า แม้จะไม่ดีเท่าปราณหยวนที่บ้านอันดับสุดท้ายของยอดเขาสืบทอด แต่มันใกล้เคียงมาก
“ชักสงสัยแล้วว่าที่อยู่อาศัยของศิษย์กระบี่เซียนเมฆามีปราณหยวนหนาแน่นแบบนี้หรือเปล่า หรือสำนักกระบี่เซียนเมฆาจงใจเพียงเพิ่มปราณหยวนของยอดเขาหยิงเค่อเพื่อเอาหน้ากันแน่”
เฉินเฟยคิดในใจ ผู้แข็งแกร่งจะแข็งแกร่งขึ้นอีก เขาเห็นด้วยกับความจริงข้อนี้มาโดยตลอด ตอนนี้สำนักกระบี่เซียนเมฆายืนยันความคิดนี้ให้แล้ว
การประลองศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาเริ่มวันพรุ่งนี้ เมื่อครู่ผู้อาวุโสสำนักบอกว่าพวกเขาสามารถไปมาได้อย่างอิสระ แต่ไม่อนุญาตให้ไปสถานที่สำคัญ ท้ายที่สุดนี่เป็นอาณาเขตของสำนักอื่น
“ในสำนักกระบี่เซียนเมฆามีตลาดด้วย อยากลองไปดูด้วยกันหรือไม่?”
เยี่ยนซือจินมาเชิญเฉินเฟย เนื่องจากเขาเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่งจึงค่อนข้างคุ้นเคย
“ได้!”
เฉินเฟยพยักหน้าเห็นด้วย ตามจริงแล้วตลาดของสำนักกระบี่เซียนเมฆาเปิดให้คนทั่วไปเข้ามา แต่เฉินเฟยไม่เคยมาที่นี่เลยสักครั้ง
สุดท้ายของที่จำเป็นต้องใช้สามารถหาได้ในเมืองเซียนเมฆา ไม่จำเป็นต้องมาสำนักกระบี่เซียนเมฆาซึ่งมีความขัดแย้งกับสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว
วิ่งไปยังอาณาเขตของคนอื่น หากเกิดอะไรขึ้นย่อมถูกจับให้อยู่ที่นี่โดยไม่มีโอกาสได้เรียกหาใคร
เฉินเฟยตามเยี่ยนซือจินไป หลังเดินผ่านถนนหลายสายก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ้าวมาแต่ไกล
“นั่นถือเป็นเมืองเซียนเมฆาขนาดเล็กได้เลย ที่นี้มีของเหมือนในเมืองเซียนเมฆาทุกอย่าง”
เยี่ยนซือจินพาเฉินเฟยเดินเข้าไป “ว่ากันว่าตลาดแห่งนี้มีมาก่อนเมืองเซียนเมฆา ในเวลาต่อมามีคนมากขึ้น คนจำนวนหนึ่งเลยออกไปสร้างเมือง นั่นคือจุดกำเนิดของเมืองเซียนเมฆา”
เฉินเฟยพยักหน้าเล็กน้อย คำว่า‘เซียนเมฆา’ของเมืองเซียนเมฆาได้บอกความหมายไว้แล้ว
“พิธีนี้จัดขึ้นทุกสองสามปี ดังนั้นของในตลาดจะเยอะขึ้นกว่าปกติ วัตถุวิญญาณหายากในวันธรรมดาสามารถพบเห็นได้ทุกที่ แต่ยังมีอะไรมากกว่านั้นอีก”
เยี่ยนซือจินพูดพร้อมกับพาเฉินเฟยไปที่แผงลอย ในขณะนี้คนยืนด้านนอกแผงลอยต่างมองสิ่งของบนแผงลอยนั้น
“สามหมื่นตำลึงหรือแลกกับไหมสวรรค์เหมันต์ นอกเหนือจากนั้นข้าจะไม่พูดไปมากกว่านี้” เจ้าของแผงสวมหมวกไผ่ คำพูดของเขาค่อนข้างเย็นชา
“แลกไหมสวรรค์เหมันต์กับสิ่งนี้มีแต่ขาดทุน ข้าจะซื้อถังน้ำโรยราของเจ้าในราคาสองหมื่นห้าพันตำลึง ว่าอย่างไร?” ฉวีลั่วซือต่อรอง
“ไม่ เงินน้อยไป” เจ้าของแผงส่ายหัวไม่พอใจกับข้อเสนอ
เฉินเฟยเดินไปดูของบนแผงลอย อย่างอื่นล้วนเป็นของธรรมดา ถังน้ำโรยรามีค่ามากที่สุด
น้ำโรยราไม่สามารถดื่มหรือใช้เป็นสมุนไพร แต่เอาไว้ใช้ขัดเกลาอาวุธกึ่งวิญญาณ
ตอนที่เฉินเฟยกำลังขัดเกลากระบี่เฉียนหยวน เขาพยายามทำความเข้าใจคุณสมบัติของวัตถุวิญญาณต่างๆจึงมีความรู้เรื่องน้ำโรยรานี้
นอกจากขัดเกลาอาวุธกึ่งวิญญาณ น้ำโรยรายังมีหน้าที่อีกอย่างคือช่วยควบแน่นจิตวิญญาณในอาวุธกึ่งวิญญาณ
ยิ่งจิตวิญญาณของอาวุธกึ่งวิญญาณสูงส่ง มันยิ่งแสดงพลังได้มาก
อาวุธกึ่งวิญญาณจำนวนมากขัดเกลาล้มเหลว หากวิธีถูกต้องอาจยังเลื่อนเป็นอาวุธวิญญาณได้ แต่มันทำได้ยากกว่าและมีราคาแพงกว่าการขัดเกลาอาวุธวิญญาณ
อีกเรื่องหนึ่งของน้ำโรยราคือมันจะแสดงผลทันที การแช่อาวุธกึ่งวิญญาณในน้ำโรยราใช้เวลาไม่นาน จิตวิญญาณของน้ำโรยราจะถูกดูดซับภายในหนึ่งหรือสองวัน
“ราคานี้แพงไปหน่อย” เยี่ยนซือจินแสดงความเห็น
เฉินเฟยพยักหน้า ตามราคาตลาด น้ำโรยราปริมาณนี้ราคาประมาณสองหมื่นตำลึงเท่านั้น เจ้าของแผงเพิ่มราคาถึงครึ่งหนึ่ง
สำหรับไหมสวรรค์เหมันต์ที่เจ้าของแผงพูดถึง มันมีค่ามากกว่าน้ำโรยราและเป็นของหายาก
“หากไม่จำเป็นข้าไม่ยอมซื้อแน่!” ฉวีลั่วซือกัดฟันหยิบตั๋วเงินออกมา กอดถังน้ำโรยราหันหลังจากไป
เจ้าของร้านเก็บตั๋วเงินด้วยรอยยิ้ม หลังเห็นฉวีลั่วซือเดินออกไป เขาหยิบถังน้ำเล็กจากกล่องด้านหลังขึ้นมาเปิดฝา มันคือน้ำโรยราอีกถัง
เฉินเฟยที่เห็นภาพนี้ถึงกับตากระตุก เยี่ยมจริง เจ้าของแผงเอาแบ่งน้ำโรยราเอาไว้ขายอีกถัง แต่ทั้งสองฝ่ายได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่สำคัญ
เฉินเฟยมีเงินสามหมื่นกว่าตำลึง แต่เขาไม่ได้ต้องการน้ำโรยรามากขนาดนั้น
กระบี่เฉียนหยวนเพิ่งเลื่อนเป็นกระบี่กึ่งวิญญาณไม่นาน จิตวิญญาณยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก เคล็ดเก็บกระบี่ที่เฉินเฟยฝึกถึงระดับรู้แจ้งสามารถเพิ่มจิตวิญญาณให้กระบี่เฉียนหยวนได้จนถึงขีดจำกัด
น้ำโรยราอันนี้ไม่ต่างอะไรจากของประดับ แถมมันยังแพงอีก
เยี่ยนซือจินไม่คิดจะซื้อมันเช่นกัน ทั้งสองจึงเดินไปรอบตลาด ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองมาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เมื่อครู่เฉินเฟยเดินดูเพียงอย่างเดียว ในตลาดมีวัตถุวิญญาณมากมาย แต่ของเหล่านั้นไม่ทำให้เฉินเฟยต้องการซื้อ ในทางกลับกันเยี่ยนซือจินได้ซื้อของบางอย่าง
ในขณะนี้ร้านอาหารมีผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ ทุกคนต่างพูดถึงการประลองศิษย์แท้จริงในวันพรุ่งนี้
เฉินเฟยฟังอยู่ระยะหนึ่งและได้รู้อะไรมากมาย อย่างน้อยเขาก็รู้ชื่อศิษย์แท้จริงของสำนักกระบี่เซียนเมฆาสองสามคม
เฉินเฟยถือแก้วสุรามองผู้คนเดินไปมาบนถนนด้านล่าง เขารู้สึกผ่อนคลายเล็กน้อย
ช่วงนี้เฉินเฟยยุ่งอยู่กับการบ่มเพาะ นานแล้วที่เขาไม่ได้พิงหน้าต่างผ่อนคลายตัวเองแบบนี้
ความคิดของเฉินเฟยล่องลอยไปอย่างอิสระ ทันใดนั้นเยี่ยนซือจินเคาะโต๊ะเบา เฉินเฟยหันไปมองอย่างสงสัยและเห็นเยี่ยนซือจินกำลังมองไปทางขวา
เฉินเฟยหันไปมองตาม เห็นคนจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านอาหาร หนึ่งในนั้นคือฉวีลั่วซือที่เพิ่งซื้อน้ำโรยรา นอกจากฉวีลั่วซือยังมีเซียวหลี่หลิงซึ่งเคยพบกันในดินแดนลับ
นางใช้อาวุธวิญญาณเผชิญหน้ากับดอกบัวฝันหวาน พูดได้ว่าเฉินเฟยจำภาพนั้นได้อย่างชัดเจน
ในเวลานั้นใครที่เห็นภาพนี้ย่อมจำได้ชัดเจนเช่นกัน เพราะอาวุธวิญญาณอันนั้นทรงพลังมากจนต้องอิจฉา
“ศิษย์น้องเซียว วันนี้ข้าพบน้ำโรยราอันหนึ่งจึงซื้อมาให้ ลองดูว่ามีประโยชน์กับเจ้าหรือไม่” ฉวีลั่วซือยื่นน้ำโรยราให้เซียวหลี่หลิงและพูดด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณศิษย์พี่ น้ำโรยราสามารถเพิ่มจิตวิญญาณของไข่มุกวิจิตรอันนี้ได้”
เซียวหลี่หลิงรับน้ำโรยราไว้ แม้ปากของนางจะพูดขอบคุณ แต่สีหน้ากลับแสดงความเบื่อหน่าย ถึงกระนั้นเซียวหลี่หลิงยังคงรับของจากอีกฝ่ายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อเห็นเซียวหลี่หลิงยอมรับน้ำโรยรา ฉวีลั่วซือจึงอดยิ้มไม่ได้ “ครั้งนี้ศิษย์น้องเซียวต้องสร้างชื่อเสียงให้ศาลา เฉินสุ่ยของเราแน่นอน แสดงให้คนอื่นเห็นความสง่างามของศิษย์ศาลาเฉินสุ่ย!”
เซียวหลี่หลิงยกยิ้มมุมาก พยักหน้าเล็กน้อยและจิบชาโดยไม่พูดอะไร
เฉินเฟยนั่งอยู่ไม่ไกลกำลังฟังสิ่งที่ฉวีลั่วซือพูดคุย แม้พวกนางจะพูดเสียงเบาแต่ไม่ได้หลีกเลี่ยงการพูด ดังนั้น เฉินเฟยจึงได้ยินชัดเจน
เฉินเฟยคิ้วกระตุก ท้าทายศิษย์แท้จริง หากเฉินเฟยจำไม่ผิดมันไม่สามารถใช้อาวุธวิญญาณได้ อย่างมากใช้ได้เพียงอาวุธกึ่งวิญญาณ
เมื่อถึงเวลาประลองจะมีผู้แข็งแกร่งมากมายเฝ้าดู จะรู้ทันทีว่ากำลังใช้อาวุธวิญญาณหรืออาวุธกึ่งวิญญาณ บางทีเซียวหลี่หลิงอาจซื้ออาวุธกึ่งวิญญาณทรงพลังอีกชิ้นสำหรับการท้าทายครั้งนี้ด้วย
แต่เฉินเฟยคิดว่านางใช้อาวุธวิญญาณได้ดี แม้เปลี่ยนเป็นอาวุธกึ่งวิญญาณก็ไม่ใช่ปัญหา
ในสมัยนั้นตระกูลนี้สร้างผู้แข็งแกร่งชั้นยอดออกมา แต่พวกเขาต่างจากนักยุทธ์ทั่วไปตรงที่จุดเริ่มต้นต่างกัน
หนึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยและเยี่ยนซือจินกลับมาที่ยอดเขาหยิงเค่อ ยอดเขาหยิงเค่อมีคนมากขึ้น ในขณะนี้ สำนักที่ได้รับเชิญเกือบทั้งหมดมาถึงแล้ว ยอดเขาหยิงเค่อจึงเสียงดังอย่างยิ่ง
เฉินเฟยเห็นนักยุทธ์สองคนกำลังสู้กันในสนามประลอง
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved