ตอนที่ 103 ผู้ยิ่งใหญ่เกิดใหม่

“ร่างกายพี่ฉือผิดปกติตั้งแต่มาที่นี่”

กัวหลินซานพูด “ตอนนี้พวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องอื่น แม่นางไป๋แก้ไขวิชาลับนี่ได้หรือไม่ หากเจ้าเต็มใจทุกอย่างล้วนพูดคุยได้”

“นายท่าน มีหลายอย่างที่ท่านไม่อาจพูดตามอำเภอใจได้”

ไป๋ซิงฮุ่ยนั่งตัวตรง มองกัวหลินซานด้วยรอยยิ้ม “ข้าน้อยไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของนายท่านนัก หากนายท่านมาหาข้าน้อยด้วยเหตุผลนี้ ข้าน้อยเกรงว่าไม่อาจช่วยท่านได้”

“ข้ามาหาเจ้าตั้งหลายครั้งและยังให้เงินตอบแทนไม่น้อย แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันและเป็นเพียงการซื้อขาย แต่เจ้าไม่ควรทำร้ายข้าเช่นนี้!” ฉือเต๋อเฟิงมองไป๋ซิงฮุ่ยแล้วพูดเสียงทุ้ม

การมาที่หอแดงมัวเมานั้นเพียงเพื่อความสำราญ ก่อนหน้านี้มีความสุขยิ่งนัก แต่เรื่องเลวร้ายก็ได้เกิดขึ้น

“แม่นางไป๋ หากเจ้ายอมปลดวิชาลับ ทุกอย่างจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” กัวหลินซานพูด

การตรวจสอบเรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ วิธีที่ถูกต้องคือแก้ปัญหา นอกจากนี้หอแดงมัวเมายังมีพื้นหลังที่ยิ่งใหญ่ อย่างไรแล้วการสูญเสียตอนนี้ยังไม่มากนัก ให้ดีที่สุดคือแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

“นายท่านขู่ข้าหรือ?”

ไป๋ซิงฮุ่ยหัวเราะและตบมือเบาๆ หลายร่างปรากฏขึ้นด้านหลังไป๋ซิงฮุ่ย

ไป๋ซิงฮุ่ยมองกัวหลินซานทั้งสามและพูดด้วยรอยยิ้ม “หากนายท่านมาที่นี่เพื่อหาความสำราญ ข้ายินดีรับใช้ท่านด้วยใจจริง แต่ถ้านายท่านมาที่นี่เพื่อสร้างปัญหา ข้าน้อยคงทำได้เพียงขออภัยและให้คนอื่นช่วยเหลือ”

กัวหลินซานมองสองสามคนที่อยู่ด้านหลังไป๋ซิงฮุ่ย พวกเขาล้วนอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูก ความสามารถเท่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตากัวหลินซาน

หากหลังจากนี้กล้าลงมือจริง นักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูกเหล่านี้จะไม่มีตัวตนอีกต่อไป

“แม่นางไป๋ วันนี้เรามาเพื่อเจรจา หากเจ้ามีเงื่อนไขอะไรโปรดพูดมาเลย”

เฉินเฟยขมวดคิ้ว สิ่งที่สถานที่อย่างหอแดงมัวเมามองหาไม่มีอะไรมากไปกว่าเงิน ตราบใดที่มีเงินเพียงพอปัญหาควรแก้ไขได้

สุดท้ายแล้วฉือเต๋เฟิงไม่มีอะไรให้มอง เขาเป็นเพียงนักยุทธ์หลอมกระดูกธรรมดาและยังเป็นชายวัยกลางคนที่ไม่มีความหวังในเส้นทางยุทธ์

ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะมีอะไรให้น่าสนใจอีกนอกจากเงิน

“คิกคิกคิก...”

ไป๋ซิงฮุ่ยปิดปากหัวเราะเสียงเบา หันไปมองเฉินเฟยจากนั้นมองฉือเต๋อเฟิง “ข้าน้อยจะมีเงื่อนไขอะไรได้ เพียงหวังว่านายท่านจะมาหาข้าน้อยทุกวันเท่านั้น”

ขณะที่ไป๋ซิงฮุ่ยพูด นางใช้มือลูกใบหน้าฉือเต๋อเฟิง “ข้าน้อยมั่นใจว่าท่านยังชอบข้าอยู่ หากท่านรู้สึกไม่สบายใจ ข้าน้อยสามารถแบ่งเบามันกับท่านได้ ดีหรือไม่?”

ด้วยคำพูดของไป๋ซุยฮุ่ย ดวงตาฉือเต๋อเฟิงเริ่มแดงก่ำ ร่างกายสั่นเล็กน้อยราวกับมีสัญชาตญาณที่ทำให้ฉือเต๋อเฟิงต้องการกดไป๋ซิงฮุ่ยลง

ไป๋ซิงฮุ่ยมองการอดทนของฉือเต๋อเฟิงและหัวเราะอย่างมีความสุขมากขึ้น และยิ่งไป๋ซิงฮู่ยหัวเราะ ร่างกายฉือเต๋อเฟิงก็ยิ่งสั่นเทิ้ม

“แม่นางไป๋ นี่จะมากไปแล้ว!”

กัวหลินซานตะคอกอย่างเย็นชาแล้วใส่ปราณเข้าไปในร่างฉือเต๋อเฟิง ร่างกายสั่นเทาของฉือเต๋อเฟิงสงบลง

ฉือเต๋อเฟิงเอนหลังพิงเก้าอี้หอบอย่างต่อเนื่อง เมื่อครู่ฉือเต๋อเฟิงคิดว่าตัวเองทนไม่ไหวอีกแล้ว เพียงอยู่ใกล้นิดเดียวร่างกายก็โดนสัญชาติญาณครอบงำ การป้องกันของฉือเต๋อเฟิงถูกทำลายทั้งหมด

“ดูเหมือนนายท่านคงไม่ต้องข้าน้อยแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวลา” ไป่ซิงฮุ่ยยิ้มเล็กน้อย โค้งคำนับให้เฉินเฟยทั้งสามแล้วออกไป

ผู้คุ้มกันมองเฉินเฟยทั้งสามอย่างเย็นชาก่อนหายตัวไป

“ดูแล้วนางคงตั้งใจจะกินเจ้าตลอดไป” กัวหลินซานมองฉือเต๋อเฟิงและถอนหายใจ

ไม่ว่าเมื่อครู่จะพูดอย่างไรไป๋ซิงฮุ่ยก็ไม่ได้เปิดเผยอะไร เห็นได้ชัดว่านางเตรียมตัวไว้นานแล้ว พอไป๋ซิงฮุ่ยพบพื้นหลังของฉือเต๋อเฟิงแล้วจะยอมปล่อยเขาไปหรือ? แน่นอว่าย่อมเป็นไปไม่ได้

นางจะกินเขาจนกว่าจนกว่าจะตาย แต่นางจะไม่ปล่อยให้ตาย หากตายแล้วจะได้รับเงินอย่างไรเล่า?

พูดให้ชัดคือฉือเต๋อเฟิงกลายเป็นตั๋วอาหารระยะยาว หากพูดแบบหยาบคายคือปล้นแบบเปิดเผย!

“ไม่เป็นไร ข้ายอมให้ฐานฝึกฝนลดลงดีกว่าปล่อยให้นางควบคุม!”

ใบหน้าฉือเต๋อเฟิงซีดขาว ในเมื่อแก้ไขอย่างสันติไม่ได้เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำ

ฉือเต๋อเฟิงคิดว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโสมากประสบการณ์จึงออกไปล่าห่านทั้งวัน แต่ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะถูกห่านจิกตา พูดได้เพียงว่าสถานที่อย่างเมืองเซียนเมฆาทำให้ฉือเต๋อเฟิงลดความระมัดลง และนั่นเป็นสาเหตุที่เขาตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัว

เฉินเฟยขมวดคิ้วแน่น เพียงมาใช้เงินเพื่อหาความสุขแต่กลับโดนหลอกได้เช่นกัน ทุกที่ล้วนอัตรายทั้งสิ้น!

“หากเจ้ายกระดับฐานฝึกฝนถึงขัดเกลาไขกระดูกได้ เจ้าจะไม่ต้องกลัววิชาลับพวกนี้”

กัวหลินซานพูดด้วยเสียงต่ำ ระดับขัดเกลาไขกระดูกเป็นการชำละล้างไขกระดูก ฐานฝึกฝนไป๋ซิงฮุ่ยไม่สูงนัก วิชาลับที่นางปลูกฝังไว้สามารถกำจัดออกไปได้อย่างง่ายเมื่ออยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูก

ฉือเต๋อเฟิงยิ้มขมขื่น ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงวัยกลางคน ระดับหลอมกระดูกยังทะลวงได้ด้วยความบังเอิญเท่านั้น และในเวลานี้ร่างกายเขาย่ำแย่ลงอีก มันไม่ง่ายเลยที่จะพัฒนาฐานฝึกฝน

“จำเป็นต้องให้ไป๋ซิงฮุ่ยแก้วิชาลับนี้เองหรือ?” เฉินเฟยถามเสียงต่ำ

“โดยปกติจะเป็นเช่นนั้น ถ้าผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวารเต็มใจลงมือ ด้วยพลังของปรับแต่งจิต วิชาลับนี้จะถูกแก้ไขอย่างง่ายดาย” กัวหลินซานคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ

ขัดเกลาทวารต้องใช้พลังจิตใจในการวัดจุดทวาร พลังจิตใจนั้นบริสุทธิ์และละเอียดอ่อน แม้กระทั้งจุดทวารที่ไม่มีอยู่จริงยังสามารถพบได้ ดังนั้นการแก้ไขวิชาลับจึงไม่ใช่เรื่องยาก

แต่ถ้าพวกเขามีความสัมพันธ์กับระดับขัดเกลาทวารก็คงไม่จำเป็นต้องมาคุยกับไป๋ซิงฮุ่ย หากทำเช่นนั้นได้หอแดงมัวเมาจะทำตัวอ่อนน้อมและไม่มีปัญหาเช่นนี้

แน่นอนว่าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมีผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวาร แต่ผู้อาวุโสเหล่านั้นจะช่วยคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสำนักได้อย่างไร

หากฐานฝึกฝนเฟิงซิวผู่ไม่ลดลง เขายังสามารถทำให้ได้ แต่ตอนนี้ฐานฝึกฝนเขาถดถอยกลับไปสู่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน พลังจิตใจของเขาย่อมลดลงและเหลือพลังของระดับขัดเกลาทวารเพียงเล็กน้อย

หากจะช่วยฉือเต๋อเฟิงแก้ไขวิชาลับ เกรงว่าเขาต้องใช้พลังอย่างมาก

“ต้องให้ความสำคัญอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?” ทันใดนั้นเฉินเฟยเอ่ยปากถามขึ้น

เฉินเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพูดถึงพลังจิตใจ แม้เฉินเฟยจะถูกจำกัดด้วยฐานฝึกฝน แต่ปริมาณและคุณภาพของพลังจิตใจนั้นธรรมดามาก

แต่ด้วยเคล็ดชำระใจและคำอธิบายอาวุธ เฉินเฟยจึงควบคุมพลังจิตใจได้ค่อนข้างยืดหยุ่น โดยเฉพาะคำอธิบายอาวุธวิญญาณคือการใช้พลังจิตใจ มันเป็นการฝึกพลังจิตใจเพื่อใช้กับอาวุธกึ่งวิญญาณ

หลังฝึกอาวุธวิญญาณถึงระดับเชี่ยวชาญ การควบคุมพลังจิตใจของเฉินเฟยจึงแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มาก หากฝึกวิชานี้ถึงระดับรู้แจ้ง บางทีอาจทำสิ่งนี้ได้?

กัวหลินซานมองเฉินเฟยอย่างสงสัย หรือว่าเฉินเฟยจะลงมือทำเอง?

เฉินเฟยไม่พูดอะไรและบอกให้ทั้งสองออกมาจากหอแดงมัวเมาก่อน

ทั้งสามกลับไปที่บ้านเช่า เมื่อเข้ามาในห้อง เฉินเฟยนำลูกปัดเก็บปราณหยวนออกมา

กัวหลินซานมองลูกปัดเก็บปราณหยวนแล้วถึงกับตาเบิกกว้าง

กัวหลินซานคุ้นเคยกับลักษณะเหี่ยวเฉาของลูกปัดเก็บปราณหยวนเป็นอย่างดี นี่เป็นสัญญาณว่าพลังลูกปัดเก็บปราณหยวนหมดลง แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน ลูกปัดเก็บปราณหยวนจะดูดซับปราณหยวนและฟื้นฟูกลับมาเอง

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือเฉินเฟยเพิ่งได้รับคำอธิบายอาวุธวิญญาณไปเมื่อวาน ผ่านมาคืนเดียวเขากลับใช้ลูกปัดเก็บปราณหยวนจนอยู่ในสภาพนี้ได้?

นี่มันความเร็วการเรียนรู้แบบใด นี่มันความเข้าใจแบบใด!

กัวหลินซานประเมินความเข้าใจเฉินเฟยสูงเสมอ แต่เฉินเฟยยังทำให้เขาตกใจได้ทุกครั้ง ศิษย์แท้จริงจะมีความเข้าใจขนาดนี้ได้อย่างไร หากศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเกินจริงเช่นนี้ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวคงกำลังจะแซงหน้าสำนักกระบี่เซียนเมฆาแล้ว

“ศิษย์น้องเล็ก บางครั้งเจ้ามีความคิดแปลกๆผุดขึ้นในหัวหรือฝันว่าตัวเองเป็นผู้ทรงพลังหรือไม่?” ทันใดนั้นกัวหลินซานถามอย่างลึกลับ

“ท่านหมายความว่าอย่างไร?” เฉินเฟยมองกัวหลินซานอย่างแปลกใจ ฝันว่าตัวเองเป็นผู้ทรงพลังคืออะไร เฉินเฟยมักจะฝันถึงตัวเองในชาติก่อนเท่านั้น

“ใช่แล้ว ข้าคิดว่าเจ้าอาจเป็นผู้ยิ่งใหญ่กลับชาติมาเกิด ฮ่าฮ่าฮ่า”

กัวหลินซานพูดแล้วหัวเราะออกมา มันไม่ได้มีความหมายอะไร เขาเพียงตกตะลึงกับพรสวรรค์ของเฉินเฟยและเกิดความคิดประหลาดขึ้นมา

เฉินเฟยมุมปากกระตุก นี่มันความคิดอะไรกัน

“สำนักกระบี่เซียนเมฆาไม่ยอมรับเจ้า ซึ่งแท้จริงแล้ว...”

กัวหลินซานมองเฉินเฟยแล้วรู้สึกสงสาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกขอบคุณอย่างน่าประหลาด

เงื่อนไขสำนักกระบี่เซียนเมฆาดีกว่าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างเช่นลูกปัดเก็บปราณหยวนที่เป็นของพื้นฐานสำหรับพวกเขา แต่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่มีมัน

จากความเข้าใจของเฉินเฟยที่กัวหลินซานเห้นในเวลานี้ หากเขาเริ่มต้นที่สำนักกระบี่เซียนเมฆา เฉินเฟยจะเปล่งประกายอย่างรวดเร็ว

การเริ่มต้นที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวนั้นแย่กว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และยังมีสิ่งที่ให้ได้น้อยกว่า

แต่การที่เฉินเฟยเข้าร่วมสำกระบี่เซียนเมฆาทำให้กัวหลินซายมีความสุขมาก เพราะนั่นหมายความว่าในอนาคตสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอาจมีผู้แข็งแกร่งที่จะพาสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไปข้างหน้า

ในเวลานี้เฟิงซิวผู่รู้เรื่องความเข้าใจของเฉินเฟยเช่นกัน ตราบใดที่ความลับถูกเก็บไว้อย่างดี เฉินเฟยในเวลาอ่อนแอจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องกลัวว่าจะล้มลงกลางคัน

“ศิษย์พี่กัว คุยงานเถอะ เราจะใช้พลังจิตใจแก้ปัญหาวิชาลับได้อย่างไร?” เฉินเฟยถามเสียงต่ำ

“ข้าไม่รู้วิธีโดยเฉพาะ การทำทั่วไปคือใช้พลังจิตใจหาวิชาลับแล้วแก้ไขมัน” กัวหลินซานแสดงท่าทาง

ฉือเต๋อเฟิงมองกัวหลินซาน พูดแบบนี้เหมือนไม่พูดเลยนะ เฉินเฟยมองกัวหลินซานด้วยสายตาเดียวกัน

“ฮ่าฮ่าฮ่า ให้ข้าลองก่อนแล้วกัน พลังจิตใจข้าไม่เลวนัก”

พอเห็นสายตาเฉินเฟยเขาเลยอายเล็กน้อย กัวหลินซานให้ฉือเต๋อเฟิงนั่งลงแล้ววางมือบนข้อมือฉือเต๋อเฟิง

ฉือเต๋อเฟิงรู้สึกได้ถึงแรงภายนอกที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย สุดท้ายไปอยู่ในช่องท้องราวกับกำลังหาอะไรบางอย่าง

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หน้าผากกัวหลินซานเริ่มหลั่งเหงื่อ ยังไม่ถึงหนึ่งเค่อ กัวหลินซานลืมตาขึ้น ใบหน้าเขาซีดลงเล็กน่อย

“ข้าเจอมันแล้ว มันอาจจะเป็นจุดนี้ พลังของมันมากเกินไป ทำได้เพียงบังคับแก้ไขเท่านั้น พลังจิตใจของข้ายังไม่ดีพอ เห็นเพียงเมล็ดนั้นอย่างคลุมแต่ไม่อาจลบมันได้” กัวหลินซานพูดอย่างเหนื่อยล้า