ตอนที่ 150 ดูไม่มีพิษภัย

“ศิษย์พี่กวง นั่นใช่ผลแดงชาดหรือไม่?”

หยูโต้วซานซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ มองต้นไม้ใหญ่ด้านหน้าถัดไปอีกร้อยหมี่ซึ่งมีผลสีแดงสามผลอยู่บนนั้น พื้นผิวส่วนใหญ่ของผลไม้เป็นสีแดง มีสีเขียวเพียงเล็กน้อยตรงมุม

“มันเป็นผลแดงชาด หากยังสุกไม่เต็มที่จะให้ผลน้อยลง แต่สำหรับนักยุทธ์อย่างพวกเรา การกินโดยตรงจะมีประโยชน์ต่อฐานฝึกฝนอย่างยิ่ง”

กวงติ้งป๋อมองสีแดงน่าดึงดูดของผลแดงชาดแล้วเลียริมฝีปาก เขาทะลวงระดับมาหนึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้อยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นต้น

ไม่ว่าจะเป็นฐานฝึกฝนหรือท่าร่าง เขากับนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในยังมีช่องว่างที่ชัดเจน

เมื่อกวงติ้งป๋อมาถึงดินแดนลับ เขาหวังว่าจะได้ป้ายเหล็กห้าอันและผ่านการทดสอบแท้จริง แต่หากทำอะไรไม่ได้ก็จะมุ่งเน้นปรับปรุงฐานฝึกฝนแทน

ในดินแดนลับมีวัตถุวิญญาณมากมาย โดยเฉพาะวัตถุวิญญาณเสริมพลังจิตใจซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดและนักยุทธ์ทุกคนจะต้องแสวงหา

สิ่งดีที่สุดรองมาคือวัตถุวิญญาณปรับปรุงฐานฝึกฝนได้โดยตรง หากเขากินผลแดงชาดสามผลนั้นได้ ฐานฝึกฝนกวงติ้งป๋อจะก้าวหน้าขึ้นไปถึงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นกลางทันที

ในเวลานั้นไม่ว่าเป็นการแย่งชิงวัตถุวิญญาณหรือการคว้าป้ายเหล็กจะมีความมั่นใจมากขึ้น

แต่วัตถุวิญญาณในดินแดนลับล้วนได้รับการปกป้องจากสัตว์อสูร แน่นอนว่าสัตว์อสูรปกป้องมันเพื่อเก็บไว้กินเอง ท้ายที่สุดแล้ววัตถุวิญญาณประเภทนี้มีประโยชน์สำหรับนักยุทธ์ ผลที่สัตว์อสูรได้รับจึงไม่เลวเช่นกัน

ในเวลานี้เองบนต้นผลแดงชาดมีงูหลามยักษ์อยู่ตัวหนึ่ง

งูตัวนี้มีความกว้างประมาณหนึ่งหมี่ ความยาวยังเห็นได้ไม่ชัดเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มันมีขนาดใหญ่แน่นอน ลมปราณที่มันปล่อยออกมายังอยู่ระดับสูงสุดขั้นแรกซึ่งมีเพียงนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุดเท่านั้นที่สู้กับมันได้

หากเกิดการต่อสู้จริง โดยเฉลี่ยแล้วนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในขั้นสูงสุดอาจชนะสัตว์อสูรงูตัวนี้ไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วงูเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องพลังชีวิตแข็งแกร่ง

ผลแดงชาดนี้เป็นเป้าหมายของสัตว์อสูรอย่างชัดเจน วิธีล่อสัตว์อสรูออกไปเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

“ศิษย์พี่กวง ที่นี่เหมือนจะมีคนอื่นอยู่ด้วย”

หยูโต้วซานกระซิบทันใด สีหน้ากวงติ้งป๋อเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขามองทางขวาและเห็นว่าเป็นศิษย์หอเป๋ย์โตว กวงติ้งป๋อเห็นแล้วจึงเลิกมอง

อีกฝ่ายเป็นนักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูก ในเวลานี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคนที่จ้องมองผลแดงชาด กวงติ้งป๋อยังสัมผัสได้ถึงลมปราณคลุมเครือจากตำแหน่งอื่นด้วย

ในเวลานี้ทุกคนนั่งนิ่งอยู่เพราะไม่อาจจัดการกับสัตว์อสูรงูตัวนั้น เว้นแต่จะมีใครเต็มใจสละตนเองล่องูตัวนั้นออกไป ไม่อย่างนั้นการพุ่งเข้าไปโดยตรงจะเป็นการเอาชีวิตไปทิ้ง

ห่างออกไปหนึ่งลี้ เฉินเฟยยืนขึ้นปัดเสื้อผ้าแล้วมองสมุนไพรในมือ มันเป็นสมุนไพรอายุสามสิบปีอีกอัน แน่นอนว่ายังไม่ใช่วัตถุวิญญาณ แต่มันเป็นสมุนไพรหายากเช่นกัน

สมุนไพรนี้เพียงจัดการสักหน่อยก็กินได้เลย แม้ผลที่ได้จะไม่ดีเท่าการหลอมเป็นโอสถ แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ไม่อาจทำได้ดีกว่านี้แล้ว

เดิมทีเฉินเฟยจะนำเตาหลอมเข้ามาด้วย แต่เตาหลอมมีขนาดใหญ่และใช้พื้นที่มากเกินไป เฉินเฟยคิดเรื่องนี้อยู่นานก่อนจะล้มเลิก

เฉินเฟยได้เดินมาตามทางและเก็บสมุนไพรไม่น้อยกว่าสิบ สิ่งที่เฉินเฟยเก็บมาล้วนมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบปี

เมื่อถึงเวลานั้น เฉินเฟยสามารถหาสถานที่เงียบสงบและใช้วิธีพิเศษบางอย่างในการปรับแต่งพวกมัน

เทียบกับสมุนไพรชนิดเดียวกันในโลกภายนอก สมุนไพรในดินแดนลับมีฤทธิ์แรงกว่ามาก หลังกินแล้วฐานฝึกฝนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เฉินเฟยเหลือบมองป่าทึบตรงหน้าและคิดว่าจะเดินไปต่อหรือไม่ ทันใดนั้นมีกลิ่นหอมจางลอยเข้ามาในจมูก

สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไป กลิ่นสมุนไพรนี้ต่างจากสมุนไพรทั่วไป เฉินเฟยรู้สึกได้ว่าเลือดลมของตัวเองกำลังสั่นเทา

“วัตถุวิญญาณ?”

เฉินเฟยเดาว่ามีเพียงวัตถุวิญญาณเท่านั้นที่ทำให้เกิดผลกระทบแบบนี้

เมื่อเทียบกับสมุนไพรธรรมดาที่เฉินเฟยเก็บมา พูดได้ว่าวัตถุวิญญาณเป็นการดำรงอยู่ที่มีเอกลักษณ์ พวกมันเติบโตในสถานที่มีปราณหยวนมากมาย มันไม่จำเป็นต้องนำไปปรับแต่ง การกินโดยตรงสามารถเพิ่มฐานฝึกฝนได้เลย

เฉินเฟยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปในป่าทึบ ตอนนี้เจอวัตถุวิญญาณแล้ว มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ลองดูว่ามีโอกาสหรือไม่

เฉินเฟยเดินไปข้างหน้าอย่างระวัง กลิ่นหอมในอากาศหอมละมุนขึ้น แต่เมื่อเดินต่อไปเสียงนกและแมลงที่อยู่รอบด้านเบาลงจนกระทั่งหายไป

ในที่สุดเฉินเฟยเห็นต้นไม้ใหญ่ด้านหน้า ใต้ต้นไม้ใหญ่มีงูหลามยักษ์อยู่ตัวหนึ่ง แม้จะอยู่ห่างกันหลายร้อยหมี่เฉินเฟยยังได้รับผลกระทบจากงูตัวนั้น

“ระดับสูงสุดขั้นหนึ่ง!”

เฉินเฟยเดินช้าลง เหตุผลที่เฉินเฟยเห็นสัตว์อสูรแล้วไม่หลีกเลี่ยงเพราะเห็นผลแดงชาด

นั่นคือผลไม้วิญญาณที่ปรับปรุงฐานฝึกฝนได้ มันให้ผลดีที่สุดเมื่อเก็บหลังจากโตเต็มที่ แต่เมื่อถึงเวลานั้นสัตว์อสูรคงกินพวกมันได้คำเดียว

เพราะฉะนั้นตอนที่มันยังไม่สุกจึงเป็นโอกาสดีที่สุด

เฉินเฟยสัมผัสถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวและพบลมปราณที่ซ่อนอยู่มากมาย เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนมากมายจับตามองผลแดงชาดสามผลนี้ เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนต่างกลัวงูจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม

“ศิษย์พี่กวง ตรงนั้นมีมาอีกคน” หยูโต้วซานเห็นเฉินเฟยและกระซิบกับกวงติ้งป๋อ

กวงติ้งป๋อเหลือบมอง พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นนักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูกเขาจึงยิ้มเยาะเย้ย ในสนามแห่งนี้มีนักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูกอยู่หลายคน ไม่รู้ว่าวพวกมันจะรอดหรือตาย

แม้ผลแดงชาดจะดี แต่ด้วยพลังของระดับขัดเกลาไขกระดูกเกรงว่างูตวัดหางครั้งเดียวคงถึงตาย

ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์เอาซะเลย คนแบบนี้สมควรตาย!

แม้สุดท้ายอาจโชคดีได้รับผลแดงชาดและหลบหนีจากการไล่ล่าของสัตว์อสูรได้ แต่จะหนีจากนักยุทธ์ขัดเกลาอวัยวะภายในคนอื่นได้หรือไม่?

“ไม่ต้องสนใจคนพวกนั้น โอกาสใกล้เข้ามาแล้ว เตรียมตัวรีบเข้าไปให้ดี!”

กวงติ้งป๋อมองงู งูเหมือนจะสังเกตเห็นลมปราณอยู่รอบตัวมากมายจึงตื่นตัว แม้ว่าจะไม่รู้สึกโดนคุกคามแต่มันไม่ชอบความรู้สึกโดนจับตามอง

“ฟ่อออ!”

เปลือกตางูเปิดขึ้นเผยให้เห็นม่านตาสีเขียว มันมองไปรอบด้านอย่างเย็นชาและเห็นลมปราณกระจ้อยร่อยมากมาย

งูยกหัวแลบลิ้นสองแฉกออกมา ลมปราณสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นสูงสุดไหลไปทุกทิศทาง เสียงร้องของแมลงในระยะไกลหายไปทันที ในระยะหลายร้อยหมี่ตกอยู่ในความเงียบงัน

เฉินเฟยมองงูเหลือม เห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรกำลังจะลงมือ แต่บอกไม่ได้ว่ามันจะกระโจนไปที่ใด

เฉินเฟยเหลือบมองกวงติ้งป๋อจากด้านข้างแล้วยกยิ้ม

กวงติ้งป๋ออาจจำเฉินเฟยไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วตอนอยู่บนภูเขาเฉินเฟยยังไม่โดดเด่นนัก

ระดับหลอมกระดูกไม่อาจดึงดูดความสนใจจากคนอื่นได้จริงๆ

แต่เฉินเฟยจำกวงติ้งป๋อได้เป็นอย่างดี สุดท้ายแล้วเขาเคยปลอมตัวกวงติ้งป๋อมาก่อน ตอนนี้พอได้มาเจอกันอีกครั้งอีกฝ่ายอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน ส่วนเฉินเฟยอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูก ยังคงต่างกันหนึ่งระดับ

แม้ระดับบ่มเพาะต่ำกว่าหนึ่งระดับ แต่มันไม่ได้หมายความว่าพลังต่อสู้จะน้อยกว่าหนึ่งระดับด้วย

เฉินเฟยดึงธนูจากด้านหลังแล้วมองงูตรงหน้า ช่วงเวลาต่อมาลูกธนูหลายดอกพุ่งโค้งผ่านหน้ากวงติ้งป๋อทั้งสองไปกระแทกหัวงู

“ติ๊งติ๊ง…ฉึก!”

ลูกธนูพุ่งผ่านไป ก่อนที่ใครจะทันตอบสนอง ลูกธนูหลายดอกชนเข้ากับเกล็ดงู หลังจากลูกธนูทำลายจุดนั้นลูกธนูดอกที่สามได้แทงทะลุเข้าหัวงู

“ฟ่อ!”

รูม่านตางูเบิกกว้างและรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง ในเวลาต่อมางูพุ่งออกไปในทางที่ลูกธนูพุ่งมาซึ่งมันมาจากด้านหน้า

ดวงตากวงติ้งป๋อเบิกกว้าง เกิดอะไรขึ้นกับลูกธนู เกิดอะไรขึ้นกับงู?

เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น งูถูกยิงแล้วรีบมาหาเขา ใคร ใครมันวางแผนต่อต้านเขา!

“รีบไปเอาผลแดงชาด!”

ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา เมื่องูพุ่งออกไป นักยุทธ์คนอื่นที่กำลังรอโอกาสสับสนเล็กน้อยแต่พวกเขาตอบสนองในทันที

ถึงจะไม่รู้ว่าสถานการณ์นี้เป็นมาอย่างไร แต่ในเมื่อเกิดจุดเปลี่ยนแล้วก็ไม่ควรรีรอ

กวงติ้งป๋อโกรธจนแทบอาเจียนเป็นเลือด เขารีบวิ่งไปที่อื่นทันที ในเวลานี้แม้แต่หยูโต้วซานก็ไม่อาจดูแลเขาได้ สัตว์อสรูงูกำลังโกรธจัด ความสนใจของมันจับจ้องอยู่ที่กวงติ้งป๋อและไม่สนใจคนอื่น

งูหน้าต้นไม้สูงเป็นเหมือนวัชพืช แค่สัมผัสตามใจมันจะล้มลงโดยไม่มีอะไรขวางกั้น

แม้งูจะมีขนาดใหญ่แต่มันรวดเร็วมาก เพียงพริบตาเดียวก็มาถึงกวงติ้งป๋อ

“ย่าห์!”

กวงติ้งป๋อตระหนักว่าหนีไม่พ้น เขาจึงคำรามแล้วใช้หอกแทงหัวงู

“ติ๊ง!”

เสียงกระทบดังชัด หัวงูส่ายไปมาเล็กน้อย ปลายหอกแทงเกร็ดงูไม่เข้า ความรู้สึกไร้พลังแล่นเข้ามาในใจกวงติ้งป๋อ

กวงติ้งป๋อคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ร่างเขาเหวี่ยงออกมาไม่กี่หมี่หัวงูก็เข้ามากระแทกใส่ ในขณะที่กระดูกแตกร้าวกวงติ้งป๋อก็กระอักเลือดออกมาเต็มปาก ร่างกายเขากระเด็นไปไกลหลายสิบหมี่และกระแทกลงพื้นอย่างแรง

เช่นเดียวกับเหยี่ยวโฉบลงมา ตั้งแต่งูไล่ตามอย่างเกรี้ยวกราดไปจนถึงกวงติ้งป๋อได้รับบาดเจ็บสาหัสเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ จนถึงตอนนี้นักยุทธ์เหล่านั้นเพิ่งวิ่งเกินครึ่งทางและยังไปไม่ถึงหน้าต้นผลแดงชาด

งูหันกลับมา ม่านตาสีเขียวมองย้อนไปที่ต้นผลแดงชาดและเห็นมนุษย์กระโดดเข้าไป ดวงตามันจึงเต็มไปด้วยความเย็นชา

นักยุทธ์สองคนด้านหน้าสุดมีสีหน้าตื่นเต้น งูถูกล่อออกไปแล้ว เมื่อได้ผลแดงชาดมาพวกเขายังมีเวลาหลบหนีอีก

เฉินเฟยอยู่ห่างเพียงสิบหมี่ เขาสามารถเก็บผลแดงชาดเป็นคนแรกได้ แต่พอเข้าไปใกล้เฉินเฟยก็หยุดเท้าลง เคล็ดพันต้นกำเนิดหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและได้รับคำเตือนจากพลังจิตใจ

“ฟิ้วฟิ้วฟิ้ว!”

กิ่งก้านต้นผลแดงชาดพลิ้วไหวตามสายลม แต่ทันใดนั้นมันก็พุ่งไปเจาะหัวนักยุทธ์สองคนนั้น เสียงดูดดังขึ้น เพียงพริบตาเดียวผิวหนังสองคนนั้นแห้งเหี่ยวติดกระดูก