ตอนที่ 147 เจตจำนงกระบี่ยามเช้า

หนึ่งชั่วยามต่อมา เฟิงซิวผู่มาถึงสมาคมนักหลอมโอสถ

“อาจารย์!”

เฉินเฟยมองเฟิงซิวผู่อย่างประหลาดใจ หลังผ่านไปสองวันในที่สุดเฟิงซิวผู่ก็ได้รับข้อความและมาที่นี่ เฉินเฟยหยิบโอสถแรกเริ่มออกจากอ้อมแขนแล้วมอบให้

เฟิงซิวผู่มองเฉินเฟย จากนั้นมองโอสถแรกเริ่มอย่างไม่อยากเชื่อ

เฟิงซิวผู่เคยได้ยินเรื่องสมาคมนักหลอมโอสถออกภารกิจโดยให้รางวัลเป็นโอสถแรกเริ่มเช่นกัน แต่เขาไม่ได้ใส่ใจนัก ไม่ใช่เขาไม่สนใจ แต่เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับโอสถแรกเริ่ม สุดท้ายแล้วมันจะไม่ตกมาอยู่ในมือเขา

หลังผ่านไปหลายปีเฟิงซิ่วผู่ก็คุ้นเคยกับระดับที่ถดถอยของตัวเอง บางครั้งที่ฝันถึงการต่อสู้ในครั้งนั้น เฟิงซิวผู่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในเท่านั้น

เวลาใช้เพื่อนเก่าอย่างกระบี่ทิวเขามรกตก็ต้องคอยระวัง ไม่อย่างนั้นจะได้รับบาดเจ็บสาหัส

เฟิงซิวผู่จ้องมองโอสถแรกเริ่ม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรับมัน

หนึ่งวันต่อมา เจตจำนงกระบี่พุ่งขึ้นฟ้าจากสวนด้านหลังสมาคมนักหลอมโอสถจนทำให้ผู้คนในระยะร้อยหมี่ตกตะลึง

เจตจำนงกระบี่คงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหายไป

ทุกคนที่ให้ความสนใจโอสถแรกเริ่มต้องถอนหายใจเมื่อเห็นภาพนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าโอสถแรกเริ่มมีเจ้าตัวจริงแล้ว พวกเขาไม่อาจคิดถึงมันได้อีก

เจิ้งกวนเหวินมองเจตจำนงกระบี่อย่างอิจฉา ฐานฝึกฝนเฟิงซิวผู่แข็งแกร่งเกินไป โอสถแรกเริ่มฟื้นฟูอาการบาดเจ็บเฟิงซิวผู่ทำให้เขากลับสู่ระดับขัดเกลาทวาร

เมื่อเวลาผ่านก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเฟิงซิวผู่ที่จะกลับสู่จุดสูงสุด ในอนาคตยังมีโอกาสก้าวหน้าขึ้นสูงมาก

ทำลายทิ้งแล้วสร้างใหม่ ใช่ว่าทุกคนจะทำได้

เจิ้งจิ้งอันกัดฟันแน่น โอสถแรกเริ่มซึ่งสามารถฟื้นฟูบิดาอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เฉินเฟยกลับมอบโอสถแรกเริ่มให้เฟิงซิวผู่

“มันไม่จบแค่นี้แน่!”

ใบหน้าเจิ้งจิ้งอันมืดมน เขารู้มาว่าเฉินเฟยจะเข้าดินแดนลับของสี่สำนักซึ่งเขาจะเข้าไปด้วยเช่นกันเพราะผ่านการประเมินจนได้เป็นเมล็ดพันธุ์แท้จริงของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว

ครึ่งวันต่อมา เฟิงซิวผู่กลับไปที่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว ส่วนเฉินเฟยยังอยู่ในสมาคมนักหลอมโอสถ

เพื่อป้องกันบางคนที่สับสนเฉินเฟยจึงตัดสินใจอยู่ในสมาคมจนกว่าดินแดนลับจะเปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นรบกวนการบ่มเพาะของเขา

“เอ่อ เด็กนั่นยังไม่ออกมาอีกหรือ?”

“ซ่อนตัวอยู่ในสมาคมนักหลอมโอสถ ปฏิเสธที่จะออกมา”

“แม่มัน ไฟแรงขนาดนี้จะซ่อนตัวอะไรหนักหนา!”

“ช่างเถอะ ไปดีกว่า เถียงอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีประโยชน์”

“ไปแล้วไปแล้ว”

หลังจากบางคนรู้ว่าเฉินเฟยยังพักอยู่ในสมาคมนักหลอมโอสถ พวกเขาก็สาปแช่งก่อนจากไปอย่างทำอะไรไม่ได้

การหาเงินด้วยการหลอมโอสถกลายงานหลักของเฉินเฟย แต่เขาก็เริ่มใช้เวลาในการฝึกวิชายุทธ์มากขึ้น

นอกจากการผสานเคล็ดพันต้นกำเนิด ก่อนจากไปเฟิงซิวผู่ได้มอบวิชาใหม่ให้เฉินเฟยนั่นคือลำนำหลอมเทพ

“นี่เป็นวิชาของตระกูลเจิ้ง” เฟิงซิวผู่รู้แผนของตระกูลเจิ้งแล้ว ตระกูลเจิ้งต้องให้คำอธิบายกับเฟิงซิวผู่ในเรื่องนี้

เฟิงซิวผูไม่เคยฝึกลำนำหลอมเทพเช่นกันจึงชี้แนะเฉินเฟยไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเฟยยังใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามกว่าในการทำความเข้าใจและให้ปรากฎบนระบบ

เนื่องจากวิชานี้ค่อนข้างพิเศษเฉินเฟยจึงไม่ได้ผสานมันกับวิชาอื่นและทำให้มันเป็นแบบง่าย

กระเป๋าเงินที่ตุงขึ้นมาเล็กน้อยแฟบลงอีกครั้ง ในที่สุดเฉินเฟยก็เข้าใจความหมายแท้จริงของวิชานี้

แม้จะเรียกว่าลำนำหลอมเทพ แต่แท้จริงเป็นการใช้พลังบำรุงเทพส่งเสริมการบ่มเพาะ และในขณะที่ความชำนาญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉินเฟยได้พบว่าการฝึกลำนำหลอมเทพปรับปรุงการระเบิดพลังจิตใจขึ้นมาก

ความเร็วในการฝึกพลังภายในของเฉินเฟยเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ด้วยความช่วยเหลือของพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นห้าและลำนำหลอมเทพ การฝึกพลังภายในของเฉินเฟยจึงเร็วขึ้นจนน่าตกใจ

เดิมทีเฉินเฟยประมาณไว้ว่าจะทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในได้ในเวลาหนึ่งปี เมื่อมองย้อนกลับมาตอนนี้อาจใช้เวลาเจ็ดแปดเดือน แต่ด้วยการเพิ่มความชำนาญลำนำหลอมเทพอย่างต่อเนื่อง เวลาในการทะลวงจึงลดลงอีก

หลอมโอสถ ฝึกฝน แช่น้ำพุร้อน เฉินเฟยทำแบบนี้ซ้ำไปมาเหมือนชีวิตน่าเบื่อหน่าย แต่เฉินเฟยไม่เคยเบื่อหน่ายกับมันเลย ไม่มีอะไรทำให้คนมีความสุขมากไปกว่าการเฝ้าดูตัวเองก้าวหน้าทุกวัน

ฉินจิ้งหลันมาหาเฉินเฟยเป็นครั้งคราว และการพูดคุยกับเฉินเฟยทำให้นางมีความสุขตลอดทั้งวัน สิ่งนี้คือเรื่องเดียวที่เฉินเฟยต้องปรับตัว

สิบวันผ่านไปชั่วพริบตา ในที่สุดการประเมินศิษย์แท้จริงของสี่สำนักก็มาถึง เฉินเฟยออกไปจากสมาคมนักหลอมโอสถ

เคล็ดพันต้นกำเนิดขั้นหนึ่งถึงระดับสมบูรณ์ ตอนนี้เฉินเฟยกำลังฝึกขั้นสอง การควบคุมพลังจิตใจของเฉินเฟยดีขึ้น เขาสามารถรวมพลังจิตใจเป็นเส้นไหมได้แม้มันจะหยาบไปหน่อยก็ตาม

ลำนำหลอมเทพถึงระดับเชี่ยวชาญและใกล้ถึงระดับรู้แจ้งเต็มที ความเร็วในบ่มเพาะพลังภายในของเฉินเฟยจึงเร็วขึ้นอีก ในขณะเดียวกันการระเบิดพลังจิตใจยังดีขึ้น

คุณสมบัติพิเศษที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดคือพลังของช่วงเวลานิรันดร์เพิ่มขึ้น

สยบมังกรคชสารยังอยู่ในระดับเชี่ยวชาญเหมือนเดิม เวลาสิบวันยังไม่พอที่จะดันสยบมังกรคชสารให้ระดับสูงขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเฉินเฟยยังสัมผัสได้ถึงพลังที่ได้รับเมื่อความชำนาญสยบมังกรคชสารเพิ่มขึ้น

เมื่อเทียบกับตอนที่สยบมังกรคชสารถึงระดับเชี่ยวชาญครั้งแรก เฉินเฟยรู้สึกว่าพละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นประมาณสองส่วน

เฉินเฟยพอใจกับสิ่งนี้มาก เขาตั้งตารอว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสยบมังกรคชสารถึงระดับรู้แจ้ง

เฉินเฟยมาที่ร้านขายอาวุธ ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงตีอาวุธสามารถได้ยินอย่างต่อเนื่อง

“ท่านลูกค้าต้องการอะไรหรือไม่?” เจ้าของร้านมองเฉินเฟยด้วยรอยยิ้ม

“ธนูแกร่ง” เฉินเฟยตอบ

ใกล้ถึงเวลาประเมินแล้ว เฉินเฟยจำเป็นต้องเตรียมของทั้งหมดที่ต้องใช้ ธนูเกร่งคือสิ่งที่เฉินเฟยต้องการมาตลอด

“ท่านลูกค้าโปรดมาทางนี้”

ดวงตาเจ้าของร้านเป็นประกาย เขารีบต้อนรับเฉินเฟยเข้าไปในร้าน ธนูไม่ง่ายที่จะปลอมแปลง ยิ่งธนูดียิ่งแพง ในร้านแห่งนี้มีธนูแกร่งอยู่สองสามอัน

“ท่านลูกค้า ธนูอันนี้เป็นอย่างไร?” เจ้าของร้านพาเฉินเฟยไปที่กำแพงซึ่งมีธนูแขวนอยู่ จากนั้นหยิบธนูอันหนึ่งลงมา

เฉินเฟยมองธนูในมือ มีลวดลายเรียบง่ายบนพื้นผิว เขาถือธนูในมือซ้ายแล้วง้างสายด้วยมือขวา เฉินเฟยง้างธนูจนเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงอย่างง่ายดาย

“เบาไป” เฉินเฟยคืนธนูแล้วส่ายหัว

ธนูนี้น่าจะเหมาะกับเขาตอนเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน แต่ตอนนี้ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ธนูนี้จึงเบาเกินไปสำหรับเฉินเฟย

เจ้าของร้านมองเฉินเฟยอย่างประหลาดใจ เมื่อครู่เขาสังเกตลมปราณเฉินเฟยและรู้สึกว่าธนูนี้น่าจะพอแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าเฉินเฟยจะง้างธนูนั้นได้อย่างง่ายดาย

นี่คือพลังเทพโดยกำเนิด?

“แล้วอันนี้ล่ะ?”

เจ้าของร้านเปลี่ยนเป็นธนูอีกอันและมอบให้เฉินเฟย

สีหน้าเฉินเฟยไม่เปลี่ยนไป ธนูถูกง้างจนเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวงอย่างง่ายดาย

ดวงตาเจ้าของร้านเบิกกว้าง ธนูนี้เป็นเพดานสำหรับนักยุทธ์ไขกระดูกแล้ว แต่มันทำให้เฉินเฟยลำบากไม่ได้เลย

คราวนี้เฉินเฟยไม่พูดอะไร เจ้าของร้านรีบหยิบธนูอีกอัรจากผนังอย่างรวดเร็ว การตบหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงพอต่อการบอกว่าสายตาเจ้าของร้านผิดพลาด

เฉินเฟยรับธนูอันที่สามจากเจ้าของร้าน เมื่อรับมันมาเฉินเฟยก็รู้สึกได้เลยว่าธนูอันนี้ค่อนข้างหนัก

“ตัวธนูใส่หินอุกกาบาตเข้าไปด้วย” เจ้าของร้านพูดด้วยรอยยิ้ม ธนูอันนี้อยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายในธรรมดา หากไม่เคยเรียนรู้การใช้ธนูจะต้องใช้แรงเท่านั้นง้างมันเท่านั้น

เฉินเฟยพยักหน้า ร่างกายเขาอยู่ในสภาพเหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแรง ช่วงเวลาต่อมา เฉินเฟยง้างธนูจนเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวง

ดวงตาเจ้าของร้านแทบจะหลุดออกมา พละกำลังขนาดนี้มันอะไรกัน?

เจ้าของร้านรู้ดีว่าวันนี้เขาพบยอดฝีมือตัวจริงเข้าแล้ว เขาเรียกคนงานมากระซิบสองสามคำ คนงานรีบวิ่งไปที่สวนหลังบ้านทันที ผ่านไปครู่หนึ่งก็เข็นกล่องธนูใบหนึ่งออกมา

“ธนูอันนี้เป็นธนูแกร่งที่สุดในร้านเรา ตัวธนูทำมาจากอุกกาบาตมากกว่าแปดส่วน ย้อนกลับไปตอนนั้น บิดาข้าได้เรียนรู้วิธีสร้างอาวุธวิญญาณเล็กน้อย เมื่อลองสร้างสักชิ้นจึงได้ธนูคันนี้มา” เจ้าของร้านหยิบธนูออกมามอบให้เฉินเฟย

เฉินเฟยมองธนูในมือ มันไม่ใช่อาวุธวิญญาณหรือแม้แต่อาวุธกึ่งวิญญาณ เป็นเพียงอาวุธชิ้นหนึ่ง

เฉินเฟยรู้สึกว่าเจ้าของร้านเล่าเรื่องให้ฟังเพื่อเพิ่มราคาให้สูงขึ้น

บางครั้งอาวุธที่มีเรื่องราวจะมีสองราคาโดยสิ้นเชิง

เฉินเฟยง้างสายธนูด้วยมือขวาและเริ่มออกแรง

“ตึงตึงตึง!”

สายธนูส่งเสียงทื่อ ดวงตาของเฉินเฟยเป็นประกาย ไม่ต้องสนใจเรื่องราวของเจ้าของร้านแล้ว ธนูนี้แข็งแกร่งและตรงตามความต้องการของเขา

“ฮึ่ม!”

เฉินเฟยส่งเสียงในลำคอพร้อมใช้คุณสมบัติพิเศษกำลังมหาศาล ธนูถูกง้างจนเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวง

เจ้าของร้านตกตะลึง แม้แต่ธนูนี้เฉินเฟยงยังง้างได้อีก น่าทึ่งยิ่งนัก เหตุผลหลักคือฐานฝึกฝนของเฉินเฟยอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกเท่านั้น เรื่องนี้น่าสับสันเกินไปแล้ว

“เอาอันนี้แหละ” หลังคืนธนู เฉินเฟยมองธนูแล้วอดยิ้มไม่ได้

ด้วยธนูอันนี้ ความน่าเกรงขามของเฉินเฟยในดินแดนลับจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินเฟยกลับมาสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวและเห็นอารมณ์ละเอียดอ่อนของเหล่าศิษย์พี่น้องใต้เฟิงซิวผู่เปลี่ยนไป

เฉินเฟยคิดเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจ เฟิงซิวผู่ฟื้นฟูกลับเป็นระดับขัดเกลาทวาจึงรทำให้สถานะในสำนักเพิ่มขึ้น ในฐานะศิษย์ของเฟิงซิวผู่สถานะของเขาจึงต่างไปจากเดิม

มีผู้สนับสนุนเป็นผู้แข็งแกร่งขัดเกลาทวาร นี่ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว

“ศิษย์น้อง ทำได้ดีมาก!”

กัวหลินชานเห็นเฉินเฟยจึงเดินเข้าไปตบไหล่ กัวหลินซานรู้อยู่แล้วว่าทำไมเฟิงซิวผู่ถึงฟื้นฟูฐานฝึกฝนได้ เรื่องนี้จึงทำให้กัวหลินซานมีความสุขมากกว่าใคร

ไม่ใช่เพราะเขามีผู้สนับสนุนระดับขัดเกลาทวารเพิ่ม แต่เป็นเพราะเฉินเฟยเต็มใจมอบโอสถแรกเริ่มฟื้นฟูความแข็งแกร่งของเฟิงซิวผู่และแก้ปมในใจ สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้กัวหลินซานตื้นตัน

“เมื่อไม่กี่วันก่อนอาจารย์ไปที่ตระกูลเจิ้งมา” กัวหลินซานพูดขึ้น

“ต่อจากนั้นล่ะ?” เฉินเฟยถาม

“หลังอาจารย์ออกไปได้หนึ่งเค่อ ตระกูลเจิ้งประกาศปิดประตูไม่ออกโลกภายนอกเป็นเวลาหนึ่งเดือน ฮ่าฮ่าฮ่า!” กัวหลินซานหัวเราะเสียงดัง

เฉินเฟยอดยิ้มไม่ได้ นี่เป็นการทุบตีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ของตระกูลเจิ้ง

เฉินเฟยอยู่ในสำนักเป็นเวลาสองวัน ในเช้าตรู่วันที่สาม เฟิงซิวผู่พากัวหลินชานและเฉินเฟยไปที่ลานประลองในสำนักซึ่งมีกลุ่มคนมารวมตัวกันแล้ว