เฉินเฟยกำลังคิดอยู่ในลานบ้านว่าจะใช้ประโยชน์จากจี้หยกอย่างไร
การเสริมความแข็งแกร่งเส้นลมปราณเป็นการทำให้พลังเข้าใจต้นกำเนิดก้าวหน้าเร็วขึ้น แต่เฉินเฟยต้องการดูดซับปราณหยวนโดยตรง
“พอนึกถึงลูกปัดเก็บปราณหยวนแล้ว จี้หยกคงมีความสามารถไม่พอ ไม่รู้ว่าจะขอให้มันเพิ่มความสามารถลูกปัดเก็บปราณหยวนอีกสักหน่อยได้ไหม”
เฉินเฟยกำลังลูบคางคิดเกี่ยวกิบสิ่งต่างๆ ทันใดนั้นเห็นฉือเต๋อเฟิงกลับมาอย่างพึงพอใจ ใบหน้าแสดงถึงสายลมฤดูใบไม้ผลิกำลังโบยบินสู่ท้องฟ้า[1]
“เป็นอย่างไร?” เฉินเฟยถา
“ปราบผู้หญิงสักคนจะยากแค่ไหนเชียว”
ฉือเต๋อเฟิงหัวเราะเสียงดัง “ข้าให้นางปลดวิชาลับแล้ว ตอนนี้เกรงว่านางคงลุกจากเตียงไม่ได้อีกหลายวัน”
ฉือเต๋อเฟิงไม่ได้คุยโว หากเขาไม่กังวลเรื่องจะเผลอฆ่านางจนทำให้หองแดงมัวเมาออกโรง เขาคงจัดหนักยิ่งกว่านี้
ในเวลานี้ฉือเต๋อเฟิงไม่เพียงแต่แก้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย แต่ยังดูดซับแก่แท้หยวนกลับมามากและมีโอกาสทะลวงระดับขัดเกาไขกระดูก
เฉินเฟยเห็นการเปลี่ยนแปลงของลมปราณฉือเต๋อเฟิง จากจะตกสู่ระดับขัดเกลากล้ามเนื้อได้ตลอดเวลา สู่การมีโอกาสก้าวหน้าขึ้น มันช่างแตกต่างเหมือนฟ้ากับดิน
พอเห็นแบบนั้นเฉินเฟยจึงเกิดความอิจฉา
แต่แก่นแท้หยวนประเภทนี้ไม่บริสุทธิ์ และเฉินเฟยไม่ยอมใช้วิธีแน่นอน แต่ฉือเต๋อเฟิงไม่สนใจว่าบริสุทธิ์หรือไม่ หากทะลวงระดับขัดเกลาไขกระดูกได้นั่นก็เป็นกำไรก้อนโตแล้ว
“จากนี้อย่าไปหอแดงมัวเมาดีกว่า หยุดเรื่องนี้ไว้เถอะ” เฉินเฟยพูดเสียงเบา
ได้สอนบทเรียนให้ไป๋ซิงฮุ่ยและทำให้ฉือเต๋อเฟิงได้รับแก่นแท้หยวนจากการทำงานหนักของนางหลายปี เรื่องนี้ถือให้จบกันไป
“ข้าเข้าใจ เท่านี้ก็พอใจแล้ว”
ฉือเต๋อเฟิงพยักหน้า เขายังคงรู้ความอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกินความคาดหมายเขาไปมาก ไม่มีอะไรต้องไม่พอใจ
ตอนเที่ยง หลังดื่มสุรากับฉือเต๋อเฟงเล็กน้อยเฉินเฟยก็กลับไปที่สำกระบี่เริ่มดวงดาว
แก้ไขปัญหาฉือเต๋อเฟิงเรียบร้อย เฉินเฟยจึงกลับไปบ่มเพาะตามปกติ ตอนนี้ทุกอย่างดำเนินไปในทิศทางที่ดีเฉินเฟยเลยไม่มีเหตุผลให้หย่อนยาน
“ตูม!”
ระหว่างทางกลับสำนัก เฉินเฟยที่เพิ่งเหยียบไหล่เขาได้ยินเสียงปะทะกัน เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นคนสองคนกำลังสู้กัน
ตัดสินจากภาพนี้ ทั้งสองเป็นนักยุทธ์ขัดเกลาไขกระดูก หนึ่งในนั้นแข็งแกร่งกว่าและกำลังได้เปรียบ แต่การชนะอีกฝ่ายจำเป็นต้องใช้เวลาอีกมาก
เฉินเฟยชำเลืองมองและตัดสินใจเดินอ้อมทางไม่เข้าไปยุ่ง
เฉินเฟยเคยเห็นการต่อสู้แบบนี้บนถนนสายนี้หลายครั้ง และทุกครั้งที่เฉินเฟยได้ยินเสียงเขาจะหลีกเลี่ยงไปให้ไกลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
“สหายคนนั้นอย่าเพิ่งไป ช่วยข้ากำจัดคนผู้นี้แล้วข้าจะตอบแทนให้!” เสินติ่งหยานเห็นเฉินเฟยดวงตาก็เป็นประกาย เขาตะโกนเรียกโดยตรง
“ฆ่าคนยึดสมบัติ หากเกิดความคิดชั่วร้าย บางทีมันอาจฆ่าเจ้าด้วย!” สีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนไปและตะโกนเสียงดัง
“ไร้สาระ จับเจ้าได้เมื่อไหร่ข้าจะฉีกปากเจ้าทิ้งซะ!” เสินติ่งหยานหรี่ตาลง ในดวงตาเกิดแสงเย็นชา
“ทั้งสองจัดการเรื่องของตัวเองเถอะ ข้าไม่เข้าร่วมด้วย ขออภัย!”
เฉินเฟยพูดทิ้งท้ายหนึ่งประโยคแล้วหันหลังวิ่งจากไป เฉินเฟยไม่เชื่อเรื่องของขวัญขอบคุณ ต่อให้มันมีจริงเฉินเฟยก็ไม่อยู่ช่วยเหมือนเดิม
“เจ้าเป็นศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว!”
เสินติ่งหยางเห็นเสื้อผ้าและทิศทางที่เฉินเฟยกำลังวิ่งไปจึงพูดเสียงดัง “ข้าเป็นศิษย์สำนักกระบี่เซียน คนคนนี้ดูถูกสำนักข้า ข้าหวังว่าสหายจะลงมือ!”
“เจ้าพูดไร้สาระ!” อีกคนสบถ
เฉินเฟยชะงักเล็กน้อย แต่เขาไม่หยุดเท้าตอบกลับและหายเข้าไปในกลีบเมฆ
เฉินเฟยขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงระเบิดอีกครั้งจากด้านหลัง เขาไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับศิษย์สำนักกระบี่เซียนเมฆา แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา การเข้าไปยุ่งมีแต่จะเดือดร้อนแทน
กลับมาถึงสำนัก เฉินเฟยหลอมโอสถเหนือสามัญก่อน จากนั้นเริ่มฝึกพลังเจ้าใจต้นกำเนิดตามปกติ
สามชั่วยามต่อมา พลังจิตใจเฉินเฟยฟื้นฟูกลับมาครึ่งหนึ่ง เฉินเฟยเริ่มทดสอบการใช้จี้หยกกับลูกปัดเก็บปราณหยวน
ห้าวันผ่านไปในพริบตา
ภายในบ้าน เฉินเฟยใช้คำอธิบายอาวุวิญญาณ ในเวลาเดียวกันใช้จี้หยกและลูกปัดเก็บปราณหยวน แสงสลัวของจี้หยกส่องประกายบนลูกปัดเก็บปราณหยวน ในเวลาต่อมามันได้ดึงดูดปราณหยวนโดยรอบ
วงกลมแสงของลูกปัดเก็บปราณหยวนแตกเป็นเสี่ยง แสงสลัวของจี้หยกหายไปเช่นกัน เฉินเฟยทนต่อความเจ็บปวดที่กัดกร่อนจิตใจและพยายามหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดอย่างสุดกำลัง
หนึ่งชั่วยามต่อมา ร่างกายเฉินเฟยที่สั่นเทาเล็กน้อยสงบลง
เฉินเฟยลืมตาขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสุข
สำเร็จแล้ว หลังจากทดสอบมาพักหนึ่งในที่สุดเฉินเฟยก็รวมการทำงานของอาวุธกึ่งวิญญาณทั้งสองได้ เฉินเฟยมองข้อความบนระบบแล้วหัวเราะเสียงดัง
พลังภายในเพิ่มขึ้นมากกว่าเจ็ดร้อยคะแนน มันเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับห้าร้อยคะแนนที่ใช้ลูกปัดเก็บปราณหยวนแบบเดิม พอใช้ร่วมกับโอสถและพลังเข้าใจต้นกำเนิด ในหนึ่งวันพลังภายในเฉินเฟยก็เพิ่มถึงหนึ่งพันคะแนน
แม้เงื่อนไขอื่นจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เฉินเฟยจะทะลวงระดับขัดเกลาไขกระดูกได้ในเวลาไม่ถึงสองเดือน
ตั้งแต่ทะลวงระดับหลอมกระดูกในเมืองซิ่งเฝินจนถึงตอนนี้ เวลาเพิ่งผ่านไปไม่นานนัก แผนเดิมที่ใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีถูกบีบอัดลงอย่างสมบูรณ์
“เส้นทางยุทธ์ยังอีกยาวไกล ข้าต้องฝึกหนักต่อไป!”
เฉินเฟยนั่งสมาธิอีกครั้งและเริ่มฝึกพลังเข้าใจต้นกำเนิด
พลังจิตใจเกี่ยวข้องกับระดับบ่มเพาะในอนาคต แม้แต่ตอนนี้หากพลังจิตใจเฉินเฟยแข็งแกร่งพอ เฉินเฟยจะควบคุมจี้หยกได้นานขึ้น
หลังจากพลังจิตใจพัฒนา เฉินเฟยสามารถใช้จี้หยกแก้ไขเส้นลมปราณต่อแทนที่จะเป็นเหมือนตอนนี้ที่ใช้พลังจิตใจดึงดูดปราณหยวน
“เจ้าต้องการภรรยา?”
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉือเต๋อเฟิงนำสมุนไพรมาให้ เมื่อเฉินเฟยได้ยินคำพูดแรกจากฉือเต๋อเฟิงเขาก็ตกใจมาก
“ใช่ นี้ก็หลายปีแล้ว ถึงเวลาหาคนมาอยู่ด้วยสักที” ฉือเต๋อเฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม
“เจอกันที่ไหน?”
ฉือเต๋อเฟงอายุเกินครึ่งร้อย แต่พื้นพลังของการเป็นนักยุทธ์ทำให้เขาดูอ่อนเยาว์มาก ในเวลานี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องการหาใครสักคนมาอยู่ด้วย
“เจ้าเคยพบแล้ว” ฉือเต๋อเฟิงพูดอย่างลึกลับ
“ข้าเคยพบแล้ว?”
เฉินเฟยขมวดคิ้ว เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์ที่ฉือเต๋อเฟิงชอบ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวเขา ดวงตาเขาเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัวขณะมองฉือเต๋อเฟิง
“ไป๋ซิงฮุ่ย?” เฉินเฟยถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าคิดไปถึงไหนกัน?” ฉือเต๋อเฟิงหัวเราะอย่างมีชัย
เฉินเฟยเช็ดหน้าผาก ไม่กี่วันก่อนทั้งสองยังขัดแย้งกันอยู่เลย มันคงแปลกเกินไปที่พวกเขาจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน เฉินเฟยยังสงสัยว่าไป๋ซิงฮุ่ยแอบวางแผนไว้หรือว่าเป็นแผนของหอแดงมัวเมา
“แล้วคนนั้นเป็นใคร?”
“เป็นหลันเอ๋อร์ที่มาด้วยกันกับกองคาราวานเซียนเมฆาในตอนแรก จำได้หรือไม่?” ฉือเต๋อเฟิงพูดด้วยรอยยิ้ม
เฉินเฟยคิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง เขาจำนางได้เล็กน้อย แต่คิดไม่ถึงว่าทั้งสองจะติดต่อกันจนถึงขั้นนี้
“บ่ายนี้จัดไว้สองโต๊ที่หอสุราเซียน ไปดื่มด้วยกันหรือไม่?” ฉีอเต๋อเฟิงชวน
“ได้!”
เฉินเฟยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เขารู้ว่าฉือเต๋อเฟิงยังหวาดกลัวหอแดงมัวเมาอยู่เล็กน้อยจึงต้องการหาคนไปอยู่ด้วย
“ฮ่าฮ่าฮ่า ไปตามพี่กัวกันเถอะ!” เมื่อเห็นเฉินเฟยตกลง ฉือเต๋อเฟิงจึงหัวเราะเสียงดัง
ทั้งสองมาที่บ้านกัวหลินซาน แต่หลังจากเคาะประตูพวกเขากลับไม่พบใคร
เฉินเฟยถามคนรอบข้าง พบว่ากัวหลินซานออกไปเก็บตัวสร้างรากฐานเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับมรดกแท้จริง
เมื่อเป็นแบบนั้นทั้งสองรีบไปที่เมืองเซียนเมฆา เฉินเฟยได้พบกับหลันหยุนจือในหอสุราเซียน
เมื่อเทียบกับตอนที่นางอยู่ในกองคาราวานก่อนหน้านี้ หลันหยุนจือในเวลานี้ดูดีขึ้นมา แม้การแต่งตัวของนาฃจะไม่ดึงดูดเท่าไป๋ซิงฮุ่ย แต่นางยังน่าดึงดูดอยู่ดี
ฉือเต๋อเฟิงไม่ได้จัดงานเลี้ยงใหญ่เพราะไม่มีคนรู้จักมากมายในเมืองเซียนเมฆา นอกจากซือหยวนไห่และคนอื่นก็มีสหายบางคนที่ฉือเต๋อเฟิงพบตอนตั้งแผงลอยและครอบครัวหลันหยุนจือ
ฉือเต๋อเฟิงเพียงรับภรรยาและไม่ได้ทำพิธีหยุมหยิมมากมาย หลันหยุนจือก็ทำเช่นเดียวกัน
งานเลี้ยงกินเวลาครึ่งชั่วยาม จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกลับไป
เฉินเฟยพบที่นั่งริมหน้าต่างในหอสุราเซียน สั่งชามาดื่ม เฝ้ามองผู้คนที่เดินไปมาด้านล่าง
การไม่บ่มเพาะวันนี้ทำให้เฉินเฟยได้สัมผัสถึงความสบายที่หายไปนาน
“หนึ่งตึงหนึ่งหย่อน เส้นทางพลเรือนและทหาร บางครั้งคงต้องหยุดพักบ้าง”
หยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ เฉินเฟยพิงพนักผิง หรี่ตาลงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเสียงกู่ฉิน เฉินเฟยรู้สึกว่าเหมือนตัวเองอยู่ในปุยเมฆ ร่างกายและจิตใจล้วนสงบลง
พลังเข้าใจต้นกำเนิดเริ่มหมุนเวียนเอง มันไม่เหมือนกับการหมุนเวียนก่อนหน้านี้ เป็นความสงบและไม่เร่งรีบไหลไปทั่วร่างกาย
“เป็นมัน!”
บนถนน เสินติ่งหยานเห็นเฉินเฟยซึ่งกำลังงีบหลับอยู่ที่ชั้นบนของหอสุราเซียน ทันใดนั้นแววตาส่องแสเป็นปะรกายเย็นเยือก
“ศิษย์พี่เฉิน เกิดอะไรขึ้น?” สวี่หยวนชุนถามอยากแปลกใจเมื่อเห็นเสินติ่งหยานหยุดเดิน
“เมื่อหลายวันก่อนข้าบอกเจ้ว่าต้องการฆ่าโจรสักคนแต่มันกลับหนีไปได้ใช่ไหม?”
เสินติ่งหยานพูดอย่างมืดมน สวี่หยวนชุนคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นพยักหน้า เหตุการณ์นั้นทำให้เสินติ่งหยานโกรธยิ่งนัก
“ในเวลานั้นศิษย์คนหนึ่งของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวผ่านมา เขาสามารถยื่นมือเข้าไปจัดการโจรด้วยกันได้ แต่เขาไม่สนใจคำขอของข้าจนทำให้โจรหนีไปได้!” เสินติ่งหยานพูดพร้อมกับเดินตรงเข้าไปในหอสุราเซียน
“ศิษย์สำนักเริ่มดวงดาวโง่เขลาเกินไป ศิษย์สำนักเล็กๆนี้ใช้ไม่ได้เลย!” สวี่ยหวนชุนพยักหน้าเห็นด้วย
“บอกข้ามา หากเจ้าเห็นศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาว เจ้าอยากไปคุยกับมันไหม!” เสินติ่งหยานหยุดเดินและหันไปมองสวี่หยวนชุน
“แน่นอน การที่โจรนั่นหลบหนีไปได้อย่างน้อยเป็นความผิดของศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวครึ่งหนึ่ง!” สวี่หยวนชุนยืนยัน
“เพียงครึ่งหนึ่งหรือ?”
“มันเป็นความผิดศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวทั้งหมด หากเขาเต็มใจอยู่มันคงไม่เป็นเช่นนั้น!” สวี่หยวนชุนคิดครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนคำพูด
“ข้าคิดเช่นเดียวกัน!”
พอพูดจบเสินติ่งหยานก็ขึ้นไปที่ชั้นสองแล้งเดินไปหาเฉินเฟย ทันใดนั้นเขาปล่อยฝ่ามือใส่เฉินเฟย
เฉินเฟยลืมตาขึ้นแล้วเอนตัวไปด้านหลัง ฝ่ามือเสินติ่งหยานพุ่งผ่านดวงตาเฉินเฟยไป
[1]สายลมฤดูใบไม้ผลิกำลังโบยบินสู่ท้องฟ้า เปี่ยมล้นด้วยความสำเร็จ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved