“ภูตผีอะไรก็ไม่ใช่ เจ้าเป็นใครกัน มีเพียงสามคนแต่กล้ามาที่นี่ ข้าว่าเจ้ามาส่งป้ายเหล็กให้มากกว่า!” โหมวหยวนชางมองฟู่จ้าวซิงแล้วพูดอย่างเย็นชา และมองดูผู้คนรอบตัวเขาโดยลังเลว่าจะลงมือดีหรือไม่
เฉินเฟยทั้งสองเป็นศิษย์สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจึงเป็นการยากที่จะโจมตีทันที แต่สำหรับคนนอกอย่างฟู่จ้าวซิงย่อมไม่มีความกดดันในการเริ่มสู้ด้วย
“เขายังไม่ได้บอกพวกเจ้าหรือ?”
เมื่อฟู่จ้าวซิงเห็นสายตาโหมวหยวนชาง เขาก็รู้ว่าทันทีว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ท้ายที่สุดแล้วเขาเพิ่งทำเรื่องแบบนี้มาเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงชี้เฉินเฟยอย่างรวดเร็วและพูดเสียงดัง
“พวกเจ้าเคยเห็นมันหรือไม่? สัตว์อสูรครอบครองร่างนักยุทธ์ได้จริงหรือ?” เจียวเซี่ยงหยวนขมวดคิ้ว
“สัตว์อสูรยึดร่างหรือ?”
ฟู่จ้าวซิงสะดุ้ง พอนึกถึงสภาพของหยูโต้วที่ไม่อาจอธิบาย เขาก็เข้าใจทันทีว่ามันอาจเป็นสัตว์อสูรยึดร่างกายจริงๆ ก่อนหน้านี้ในคนกลุ่มนั้นมีกระต่ายอยู่ด้วย
ไม่เข้าใจว่าทำไมสัตว์อสูรกระต่ายถึงเดินทางพร้อมกับนักยุทธ์โดยที่ไม่โจมตีกัน เขาคิดว่าในกลุ่มนั้นคงมีคนเก่งด้านการใช้สัตว์อสูร แต่พอดูจากลมปราณกับรูปลักษณ์ของพวกเขาแล้ว ไม่ใช่ว่าโดนยึดร่างไปแล้วหรือ!
“ใช่ พอมันเข้ายึดร่างแล้วไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ฆ่าไม่ได้ ต่อให้ฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็จะฟื้นฟูกลับมาได้”
ฟู่จ้าวซิงบรรยายสถานการณ์ที่พบอย่างละเอียด
ในขณะที่ฟู่จ้าวซิงพูดคนรอบตัวก็เงียบลง
แม้จะถูกฟันจนเป็นชิ้นเนื้อก็ยังฟื้นฟูกลับมาได้เหมือนเดิม เรื่องนี้ค่อนข้างเกินความคาดหมายของพวกเขา หากฟู่จ้าวซิงไม่ได้โกหก นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักยุทธ์ทำได้จริงๆ
พวกเขาไม่รู้ว่าระดับขัดเกลาทวารทำได้หรือไม่ แต่นักยุทธ์ปรับแต่งร่างกายทำแบบนี้ไม่ได้แน่
และหากสิ่งนั้นอยู่ในระดับขัดเกลาทวารจริง การหลบหนีของฟู่จ้าวซิงก็เป็นเพียงการกระทำของคนโง่
เมื่อรวมสถานการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน สัตว์อสูรที่เข้ายึดร่างกายได้เหมือนจะเป็นคำตอบเดียว เมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าทุกคนจึงเปลี่ยนไป
“ศิษย์พี่เจียว ตอนนี้สัตว์อสูรพวกนั้นไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่พวกเรา พวกเรารีบหนีกันก่อนเถอะ”
เจิ้งจิ้งอันเหลือบมองเฉินเฟยแล้วหันไปมองเจียวเซี่ยงหยวน ในเมื่อสัตว์อสูรตัวนี้รับมือยากเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ ตอนนี้ควรหนีกันก่อน
“ใช่ หากสัตว์อสูรนั่นเป็นเรื่องจริง เป้าหมายในการล่าก็คือพวกเขา มันไม่ได้เกี่ยวกับเรา! ในทางกลับกันตอนนี้พวกเขามาอยู่ที่นี่ เป็นเพียงการโยนปัญหาให้ผู้อื่น ความคิดของมันไม่บริสุทธ์!”
โหมวหยวนชางเฉินเฟยกับคนอื่นและพูดอย่างหยาบคาย
“สัตว์อสูรกระต่ายพวกนั้นยึดร่างคนมากกว่าสิบแล้ว คนที่พบเมื่อครู่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น หากไม่หยุดมันตอนนี้ เมื่อกลุ่มสัตว์อสูรระต่ายเริ่มใหญ่ขึ้นก็จะไม่มีใครได้ออกจากดินแดนลับนี้”
เฉินเฟยพูดเสียงทุ้ม เมื่อพูดถึงการหลบหนีเขามีฝีเท้าไล่ล่าวิญญาณ ในบรรดาผู้คนที่เข้ามาดินแดนลับนี้เขาไม่กล้าพูดว่าท่าร่างเขาคืออันดับหนึ่ง แต่ก็ยังอยู่ในอันดับต้นๆ
หากต้องการหนีจริงเฉินเฟยสามารถหนีไปพร้อมกับกัวหลินซานได้แน่นอน
แต่นั้นคือในแง่ลบ อัตรายอมรับข้อผิดพลาดจะน้อยลง เป็นการดีกว่าที่จะใช้ประโยชน์จากตอนกลุ่มสัตว์อสูรกระต่ายยังไม่ได้ใหญ่มากไปรวบรวมคนมากำจัดกลุ่มกระต่าย
“คำพูดช่างสูงส่งเหลือเกิน แต่ก็แค่อยากลากเราลงน้ำไปด้วย” เจิ้งจิ้งอันยิ้มเยาะ
“หากศิษย์น้องเฉินเฟยต้องการหลบหนี นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย”
เจียวเซี่ยงหยวนพูดขึ้นทันใด ตอนที่เฉินเฟยพบปัญหาของดอกบัวฝันหวานแล้ววิ่งหนีออกไป เจียวเซี่ยงหยวนที่เห็นความเร็วในการเคลื่อนไหวของเฉินเฟยยังรู้สึกละอายใจ
เจิ้งจิ้งอันอ้าปากค้างโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เจียวเซี่ยงหยวนพูดออกหน้าให้เฉินเฟยแบบนี้ทำให้เจิ้งจิ้งอันเสียสูญเล็กน้อย
เจียวเซี่ยงหยวนหันไปมองเฉินเฟย เขาออกหน้าให้เฉินเฟยเพราะเจียวเซี่ยงหยวนเชื่อในสิ่งที่เฉินเฟยกับฟู่จ้าวซิงพูดแล้ว
หากเป็นสัตว์อสูรยึดร่างจริงและถูกยึดร่างไปหลายคนแล้ว หากยังปล่อยเรื่องต่อไปเมื่อถึงเวลานั้นจะไม่มีใครได้ออกจากดินแดนลับแน่
“เจ้าคิดว่าเราควรทำอย่างไร?” เจียวเซี่ยงหยวนขมวดคิ้วถาม
“รวมรวบคนต่อไป จำนวนสัตว์อสูรกระต่ายในตอนนี้ค่อนข้างมาก พวกเรากลุ่มเดียวอาจมีปัญหาในการปกป้องตัวเอง”
เฉินเฟยนึกถึงภาพที่พวกฟู่จ้าวซิงจัดการกับหยูโต้วซาน พวกเขาตัดมันจนมีขนาดเกือบเท่ากระดาษ แต่นั้นก็ยังทำอะไรหยูโต้วซานไม่ได้ จุดนี้ให้เฉินเฟยไม่รู้ว่าต้องจัดการกับมันอย่างไร
ตอนนี้ทำได้เพียงรวบรวมผู้คนและโจมตีพวกมันให้สลายหายไปในครั้งเดียวหรือแม้แต่สองครั้ง เฉินเฟยเชื่อว่าการฟื้นฟูแบบนี้มีขีดจำกัด ตราบเท่าที่มีขีดจำกัดย่อมกำจัดมันได้
“ใช่แล้ว รวบรวมคนต่อไป หากสัตว์อสูรกระต่ายเหล่านี้จะไม่ถูกกำจัด พวกเราจะอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้!”
ฟู่จ้าวซิงพยักหน้าหนัก อย่างไรก็ตามเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับหยูโต้วอีกแล้ว ภาพของศิษย์ร่วมสำนัถูกกลืนกินยังคงฝังอยู่ในใจ
“เอาล่ะ ไปรวบรวมคนกัน แต่ถ้ารวบรวมคนได้แล้วพวกเราจะหายสัตว์อสูรนั่นได้อย่างไร?”
เจียวเซี่ยงหยวนพยักหน้าเห็นด้วยกับวิธีนี้ การรวมตัวไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าตาย ท้ายที่สุดแล้วเขามาดินแดนลับเพื่อการทดสอบไม่ใช่มาตาย
ดินแดนลับแปลกไปจากเดิมนัก ดังนั้นระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า
“สัตว์อสูรกระต่ายพวกนั้นไล่ตามข้ามา ข้าสัมผัสถึงมันได้ พอพวกเราหาคนได้แล้ว...”
ก่อนที่ฟู่จ้าวซิงจะพูดจบดวงตาเขาก็ค่อยๆเบิกกว้างและมองไปด้านหลังทุกคน
เมื่อเห็นสีหน้าฟู่จ้าวซิงทุกคนจึงตกใจแล้วหันกลับไป สีหน้าพวกเขาตกตะลึงเช่นกัน
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีร่างเปื้อนเลือดหลายสิบร่างปรากฏขึ้นข้างหลังพวกเขา ร่างเปื้อนเลือดเงียบสนิท ไม่มีใบหน้า ไม่มีมือเท้า แต่ในขณะที่ทุกคนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เงาเลือดก็ค่อยๆกลายเป็นร่างมนุษย์
ผู้นำคือหยูโต้วซาน ที่เหลือคือศิษย์น้องหลายคนของฟู่จ้าวซิงที่เพิ่งตายไปไม่นานกับนักยุทธ์คนอื่นจากสำนักต่างๆ ตอนนี้คนเหล่านี้ยืนอยู่ข้างหลังหยูโต้วซานและกำลังฟู่จ้าวซิงด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ตามมาเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร!”
ฟู่จ้าวซิงพูดอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับว่ามันติดตามเขามาทั้งข้างหน้าข้างหลัง และครั้งนี้หยูโต้วซานไม่ได้มาคนเดียวแต่มาทุกคนมาด้วย
“ศิษย์พี่ รูปแบบเผิงโบยบิน!”
ศิษย์น้องฟู่จ้าวซิงกระซิบบอก ม่านตาฟู่จ้าวซิงหดตัว มันเป็นรูปแบบเผิงโบยบินจริงๆ แต่ทำไมสัตว์อสูรเหล่านี้ถึงใช้รูปแบบเผิงโบยบินได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีอาวุธกึ่งวิญญาณและยังไม่ได้ฝึกเคล็ดถ้อยคำลวงตา แล้วมันใช้รูปแบบเผิงโบยบินได้อย่างไร ต่อให้ได้ตัวศิษย์สำนักบางคนไป แต่สัตว์อสูรกระต่ายทุกตัวไม่ควรทำแบบนี้ได้
“ระวัง!”
เจียวเซี่ยงตะโกนเสียงดังปลุกทุกคนให้ตื่น ทุกคนก็มองหยูโต้วซานด้วยความระวัง
หากเมื่อครู่พวกเขาสงสัยเรื่องรับมือกับพวกฟู่จ้าวซิง ตอนนี้พอพวกเขาเห็นพวกหยูโต้วซานและรู้สึกถึงลมปราณที่ปล่อยมาจากคนเหล่านี้ หัวใจพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
แน่นอนว่าลมปราณสูงสุดคือระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน แต่มันก็ให้ความรู้สึกขนลุกอยู่ดี
หากจะให้อธิบาย มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกปฏิบัติเป็นอาหาร
มนุษย์เป็นมีดข้าเป็นปลา ดวงตาและลมหายใจของผู้คนตรงข้ามเป็นของนักล่าโดยธรรมชาติ สิ่งนี้ทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นวิญญาณของสรรพสิ่งรู้สึกอึดอัด
“ที่นี่คนเยอะนัก”
หยูโต้วซานมองพวกเจียวเซี่ยงหยวนด้วยรอยยิ้มที่ตั้งค่าไว้ มันไม่ใช่รอยยิ้ม เป็นเพียงรอยยิ้มมุมปากที่เผยให้เห็นฟันแหลมคม
“สหาย ทำไมเจ้าถึงมาที่นี่” เจียวเซี่ยงหยวนมองหยูโต้วซานที่มาอยู่ตรงหน้าแล้วกุมมือให้
หากเป็นไปได้เจียวเซี่ยงหยวนย่อมหวังหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นสัตว์อสูรกระต่ายที่เข้ายึดร่างกายหรือไม่ จำนวนคนทั้งสองฝั่งก็เกือบจะเท่ากันแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ไม่ว่าจะสู้ยังไงมันก็เป็นสถานการณ์แพ้กับแพ้
ยิ้งไม่ต้องพูดถึงว่าหากอีกฝ่ายเป็นเหมือนอย่างที่ฟู่จ้าวซิงพูดจริงๆ ผู้คนที่อยู่ฝั่งเขาจะยิ่งแย่ลงไปอีก
“ข้ามาที่นี่เพื่อให้เจ้าเข้าร่วมกับเรา”
หยูโต้วซานชี้ด้านหลังเขาและเชิญอย่างอบอุ่น เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินคำพูดของหยูโต้วซานพวกเขาก็กุมมือขึ้น
การเคลื่อนไหวเรียบร้อยและสม่ำเสมอดูเป็นระเบียบมาก แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชา ไร้ร่องรอยอารมณ์และความอบอุ่นของมนุษย์ สิ่งนี้ทำให้หนังศีรษะของผู้ที่มองอยู่ชาวาบ
“เราไม่มีความตั้งใจเข้าร่วมกลุ่มอื่น ขอรับไว้เพียงน้ำใจของสหายแล้วกัน”
เจียวเซี่ยงหยวนรู้สึกแย่ คนเหล่านี้ไม่เหมือนมนุษย์จริงๆ การเข้าร่วมนี้ฟังดูไม่ดีนัก
“ข้าไม่ได้ถามความเห็นของเจ้า แค่บอกให้รู้เท่านั้น”
หยูโต้วซานพูดด้วยรอยยิ้ม พอพูดจบหยูโต้วซานก็กระโจนใส่เจียวเซี่ยงหยวนทันที ลมปราณอันแหลมคมของเขาเหมือนจะกินเจียวเซี่ยงหยวนทั้งตัว มันน่ากลัวยิ่งนักจนทำให้ผู้คนด้านหลังสั่นเทา
“สู้มัน!”
เจียวเซี่ยงหยวนขมวดคิ้วตะโกน กระบี่ยาวในมือเขาพุ่งแทงหยูโต้วซานไปก่อนแล้ว
“ชึก!”
ดาบแทงทะลุหัวใจหยูโต้วซาน เจียวเซี่ยงหยวนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
การโจมตีของหยูโต้วซานเมื่อครู่น่ากลัวมากจนเจียวเซี่ยงหยวนตอบโต้กลับไป เขาคิดว่ามันจะเป็นการต่อสู้ แต่แท้จริงแล้วเขากลับแทงทะลุหัวใจอีกฝ่ายได้ในกระบวนท่าเดียว
เจียวเซี่ยงหยวนตกอยู่ในความสับสน แต่ความทรงจำกล้ามเนื้อของเขาอยู่ข้างหน้าเขาหนึ่งก้าวและสะบัดกระบี่ยาวในมือโดยตรง พลังมหาศาลกระจายไปทั่วร่างหยูโต้วซานแตกเป็นก้อนเลือดมากมาย
วิชากระบี่ฉีกแยก ตราบใดที่มันแทงศัตรูก็สามารถทำให้ศัตรูบาดเจ็บสาหัสได้ แม้เป็นเพียงบาดแผลใหญ่เท่าเมล็ดงา บาดแผลก็สามารถขยายใหญ่ขึ้นได้ทันทีด้วยพลังของกระบี่
เช่นเดียวกับหยูโต้วซานในขณะนี้ กระบี่แทงทะลุหัวใจจนกลายเป็นก้อนเลือด ตกสู่พื้น บาดแผลทั้งหมดเกิดจากพลังกระบี่
เจียวเซี่ยงหยวนชักดาบกลับแล้วถอยหลังโดยมองลิ่มเลือดบนพื้น หากนักยุทธ์กลายเป็นแบบนี้จะต้องตายแน่นอน
แต่เจียวเซี่ยงหยวนจำสิ่งที่ฟู่จ้าวซิงพูดไว้ก่อนหน้านี้ได้ อีกฝ่ายสามารถฟื้นตัวได้เหมือนเดิมต่อให้เหลือขนาดเท่ากระดาษ ตอนนี้มันเพิ่งกลายเป็นลิ่มเลือดซึ่งดูเหมือนจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า
เจียวเซี่ยงหยวนพบว่ามันยากที่จะเชื่อว่าอีกฝ่ายยังสามารถฟื้นตัวได้แม้จะกลายเป็นลิ่มเลือด แม้ว่าฟู่จ้าวซิงจะไม่มีเหตุผลให้โกหก แต่เจียวเซี่ยงหยวนยังไม่เชื่อเขาอยู่ดี
การได้ยินคือหลอก การเห็นคือจริง ตอนนี้เจียวเซี่ยงหยวนอยากเห็นว่าอีกฝ่ายจะฟื้นตัวอย่างไน
ไม่ใช่แค่เจียวเซี่ยงหยวนเท่านั้น แต่รวมถึงเจิ้งจิ้งและคนอื่นที่กำลังมองหยูโต้วซานอย่างตั้งใจ
การต่อสู้ของเจียวเซี่ยงหยวนราบรื่นมาก เขาชนะหยูโต้วซานในกระบี่เดียว
เฉินเฟยยืนขมวดคิ้วอยู่ไกลๆ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่รู้ว่าสัตว์อสูรกระต่ายตัวนี้มีความคิดแบบไหน ทุกครั้งต้องให้อีกฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนมันถึงจะสู้กลับ
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved