หลังจากนั้นไม่นานเฉินเฟยมาถึงถ้ำ
ภายใต้แสงจันทร์ ทางเข้าถ้ำมืดสนิทราวกับว่าสัตว์ยักษ์โบราณอ้าปากรอให้เหยื่อเข้ามา
เฉินเฟยเดินเข้าไปในถ้ำ เดินไปตามทางแยกที่ฟางเจ๋อฮวาใช้ก่อนหน้านี้จนกระทั่งไปถึงสุดทาง
“พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าข้าสามารถเสริมลมปราณที่เหลืออยู่ให้แข็งแกร่งขึ้นและพบข้อบกพร่องนี้ เพราะสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่มีวิชาลับแบบนี้ และระดับขัดเกลาทวารขั้นต้นธรรมดาก็ไม่มีพลังจิตวิญญาณเท่านี้เช่นกัน”
ครู่ต่อมา เฉินเฟยมาถึงถ้ำเล็กและเห็นร่องรอยที่มนุษย์สร้างขึ้น
มองผ่านๆจะพบว่ามีคนเคยอาศัยอยู่ที่นี่และยังมีรายละเอียดมากมาย เพียงแค่ลมปราณของงูเลือดกับหญ้าตะวันครามภายในนี้เบาบางเกินไป
ตามที่ฟางเจ๋อฮวาพูด งูเลือดกับหญ้าตะวันครามถูกกินไปแล้ว แม้จะกินไปแล้วแต่จำนวนขนาดนั้นก็ยังทิ้งลมปราณไว้ที่นี่เบาบางเกินไป แต่ร่องรอยการใช้ชีวิตกลับหนักมาก ดูเหมือนคนจะอาศัยอยู่ที่นี่นานแล้ว
“พวกเขาทิ้งข้อบกพร่องไว้ไม่น้อย ข้ามีข้อสงสัยมากมายเช่นกัน คงอยู่ที่ตึกโม่หยางต่อไปไม่ได้แล้ว”
เฉินเฟยส่ายหน้าแล้วหายไปจากถ้ำ
ตึกโม่หยาง ภายในห้องฟางเจ๋อฮวา
“ข้ารู้สึกเหมือนเฉินเฟยจะค้นพบอะไรบางอย่าง ฆ่าทิ้งเลยดีไหม?”
“ฆ่าเฉินเฟยหรือ? ในเวลาแบบนี้ข้าไม่แนะนำให้สร้างปัญหาเพิ่ม” ฟางเจ๋อฮวาพูดเสียงต่ำ เฉินเฟยเป็นระดับขัดเกลาทวารคนใหม่ของสำนักกระบี่เซียนเมฆา การที่เขาตายโดยไม่มีสาเหตุหรือตายระหว่างทำภารกิจจะโจ่งแจ้งเกินไป
“สถานการณ์ของเราไม่มั่นคงนัก เพียงตรวจสอบอย่างรอบคอบก็จะพบหลายสิ่งอย่าง หากตอนนี้ไม่ใช่เวลาส่งมอบทรัพยากรของทุกปีคงไม่มีปัญหามากมายเช่นนี้!” ซาอิงซือพูดเสียงทุ้มลึก
“การฆ่าเขาตอนนี้จะเป็นการแจ้งเตือนอีกฝ่าย แล้วคนในสำนักพร้อมหรือยัง?” เฉียนเจี้ยนหลงถาม
“ใกล้แล้ว อีกแค่ไม่กี่วัน”
ฟางเจ๋อฮวาขมวดคิ้ว ช่วงนี้พื้นที่ต่างๆของสำนักกระบี่เซียนเมฆาล้วนเกิดปัญหา ตึกโม่หยางไม่ได้สำคัญขนาดนั้นและสำนักกระบี่เซียนเมฆาต้องใช้กำลังสำหรับเรื่องอื่น
สำหรับภารกิจตึกโม่หยางเป็นเพราะข้อจำกัดด้านเวลาจึงต้องรายงานขึ้นไป ไม่อย่างนั้นคนของสำนักกระบี่เซียนเมฆาอาจลงมาเอง
เมื่อถึงตอนนั้นจะมีปัญหามากขึ้นและจะปกปิดได้ยาก
“จะฆ่าหรือไม่ฆ่า? เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้ปีเดียว มากสุดก็การบ่มเพาะมั่นคง สำนักภายในกำลังจะเคลื่อนไหว พวกเราต้องเก็บไว้เป็นความลับไปอีกสองสามวัน ในทางกลับกันหากเฉินเฟยกลับไปรายงานเรื่องนี้ได้มันจะมีผลกระทบมากกว่า!” ซาอิงซือกัดฟันพูด
เมื่อใดที่เขาต้องการฆ่าใครสักคน ซาอิงซือจะกัดฟันราวกับว่าเขากำลังเคี้ยวอะไรบางอย่าง
“ก่อนหน้านี้คนของสำนักเพลิงเทพเข้าปิดล้อมเฉินเฟยแต่เขายังหนีไปได้” ฟางเจ๋อฮวาขมวดคิ้ว
“กลุ่มผู้ฝึกตนทั่วไปจะเทียบกับพวกเราได้อย่างไร!” ซาอิงซือยิ้มเยาะ
มีคนในสำนักที่ดูถูกผู้ฝึกตนทั่วไปแม้จะเป็นนักยุทธ์ระดับเดียวก็ตาม แม้ผู้ฝึกตนทั่วไปจะมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มีผู้ฝึกตนทั่วไปไม่กี่คนเท่านั้นที่แข็งแกร่งจริงๆ
แต่คนเหล่านั้นยังเป็นส่วนน้อยอยู่ดี!
“วันนี้สำคัญอย่างยิ่ง!” เฉียนเจี้ยนหลงมองฟาวเจ๋อฮวาแล้วพูด
“ได้ เช่นนั้นก็ฆ่า!”
ฟางเจ๋อฮวาครุ่นคิดแล้วเงยหน้าขึ้น แสงเย็นวาบผ่านดวงตา
ภายในตึก เฉินเฟยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องด้านข้างราวกับกำลังฝึกฝน
ทันใดนั้นลูกธนูขนาดใหญ่ของหน้าไม้ทะลุหน้าต่างพุ่งใส่เฉินเฟย พื้นดินบิดเบี้ยวและแตกทลายทันที
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพื้นแตกทลาย ทุกสิ่งรอบตัวก็บิดเบี้ยวและกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยกระจายไปทั่วอากาศ
“ตู้ม!”
เสียงดังก้องไปทั่วตึก ในตึกเกิดความวุ่นวายชั่วขณะหนึ่ง ผู้คุ้มกันทุกคนต่างวิ่งมาทางนี้
การฆ่าระดับขัดเกลาทวารทำแบบเงียบสงบไม่ได้อยู่แล้ว การเพิ่มพลังเข้าไปย่อมดีกว่า และถ้าทำล้มเหลวก็แค่ผลักความผิดไปให้สำนักเพลิงเทพ
“ตายแล้ว?”
เฉียนเจี้ยนหลงปรากฏขึ้นไม่ไกล เมื่อมองซากปรักหักพังของตึกก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แม้การลอบโจมตีครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่เฉินเฟยซึ่งเป็นระดับขัดเกลาทวารถูกฆ่าตายง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ?
“ยังไม่ตาย เขาระวังตัวมาก ภายในนั้นเป็นเพียงร่างปลอม” ซาอิงซือพูดเสียงแหบแห้ง
เมื่อครู่นี้เขาเป็นคนโจมตีเอง แต่พอดูผลลัพธ์กลับไม่รู้สึกถึงเลือดเนื้อ นั่นหมายความว่าเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ร่างจริงของเฉินเฟย
“แล้วเขาหายไปไหน?” เฉียนเจี้ยนหลงมองไปรอบด้าน แต่เฉินเฟยไม่อยู่ตรงนั้น
“เขาหนีไปนานแล้ว ดูเหมือนจะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกตินานแล้ว พวกเราลงมือช้าเกินไป แต่จะหนีไปไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!” ซาอิงซือยิ้ม น้ำเสียงเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา
ในป่าทึบ ร่างหนึ่งวูบไหวไปข้างหน้าภายใต้แสงจันทร์ เฉินเฟยกำลังวิ่งไปยังเมืองเซียนเมฆา
“เฉินเฟย? เจ้าหนีออกมาเหมือนกันหรือ?”
ทันใดนั้นมีเสียงดังมาจากด้านหน้า เมื่อถึงจุดหนึ่งร่างที่กำลังวิ่งก็หยุดนิ่งและหันกลับมามองเฉินเฟยด้วยความประหลาดใจ
เฉินเฟยหยุดวิ่ง เมื่อเห็นฟางเจ๋อฮวาข้างหน้าก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าเห็นสิ่งผิดปกติด้วยหรือ? ตึกโม่หยางอาจถูกสำนักเพลิงเทพแทรกซึมนานแล้ว เราต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องนี้!” ฟางเจ๋อฮวาพูดอย่างเคร่งขรึม
“วันนี้ข้าไม่ได้สนใจเรื่องของพวกเจ้าเลย ทำไมพวกเจ้าต้องกดดันเช่นนี้ด้วย?” เฉินเฟยมองฟางเจ๋อฮวาแล้วถอนหายใจ
“เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?”
ฟางเจ๋อฮวาตกใจเมื่อได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าเขาสับสนเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจคำพูดของเฉินเฟย
“ข้าจะไปทางนั้น ผู้อาวุโสฟางตั้งใจจะไปที่ไหน?” เฉินเฟยชี้ไปทิศทางอื่นซึ่งต่างจากทิศทางเดิมของฟางเจ๋อฮวา
“ตึกโม่หยางมีปัญหา เกรงว่าตอนนี้มีคนกำลังตาม เจ้ากับข้าอยู่ด้วยกันดีกว่า พวกเราสามารถช่วยเหลือกันได้!” ฟางเจ๋อฮวาขมวดคิ้วพูดด้วยความไม่พอใจ
เฉินเฟยไม่พูดอะไร เพียงมองฟางเจ๋อฮวาอย่างสงบ
ฟางเจ๋อฮวามองหน้าเฉินเฟย ใบหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อยจางหายไปจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย ดวงตาเขากลายเป็นไร้อารมณ์ เหลือไว้เพียงจิตสังหารเยือกเย็น
“ข้าว่าวันนี้ตัวเองพูดได้ดีแล้วนะ เจ้าพบสิ่งผิดปกติตอนไหน?” ฟางเจ๋อฮวามองเฉินเฟยแล้วพูด
“ผู้อาวุโสฟาง เพียงแค่จับเขาก่อนแล้วค่อยถามอีกรอบ ตอนนี้ถามไปเขาก็ไม่บอกหรอก”
เงามืดปรากฏด้านหลังเฉินเฟย เมื่อรวมกับฟางเจ๋อฮวาก็เป็นการปิดทางหนีหน้าหลังของเฉินเฟย
แรงกดดันของชายทั้งสองประสานกันอย่างท่วมท้น เมื่อใดก็ตามที่เฉินเฟยเคลื่อนไหวอย่างหุนหัน เขาจะเผชิญกับพายุการโจมตี
“เจ้าพูดถูก หากมีอะไรจะถาม มันไม่สายเกินไปที่จะถามหลังจากจับได้แล้ว!”
ฟางเจ๋อฮวาหัวเราะเย็นชา มองเฉินเฟยแล้วพูด “เจ้าจะยอมจำนนตอนนี้ หรือจะปล่อยพวกเราทุบตีเจ้าก่อน?”
“หากเจ้าฉลาดพอก็ควรพูดด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการชีวิตเจ้า แถมยังให้โอกาสครั้งใหญ่เจ้าด้วย โอกาสที่ใหญ่กว่าการอยู่ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว!”
หยูเสี่ยวหลินเสนอทางเลือก ในขณะเดียวกันก็เริ่มเข้าใกล้เฉินเฟยโดยต้องการกดดันมากขึ้น
ความเร็วท่าร่างที่เฉินเฟยแสดงก่อนหน้านี้ทำให้พวกเขาประหลาดใจ แต่มันแค่ประหลาดใจเท่านั้น
วิชาท่าร่างของสำนักฉางหงไม่ด้อยไปกว่าวิชาสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว และพวกเขาได้ทะลวงระดับขัดเกลาทวารมาหลายสิบปีด้วย ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่วิชาท่าร่างจะเหนือกว่าเฉินเฟย
เป็นไปไม่ได้ที่เฉินเฟยจะใช้ท่าร่างตัวเองสลัดพวกเขาหลุด
“มีแค่พวกเจ้าสองคนที่ไล่ตามเข้ามาหรือ?”
ขณะที่หยูเสี่ยวหลินกับฟางเจ๋อฮวาใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เฉินเฟยก็เงยหน้าถามอย่างสงบ
ฟางเจ๋อฮวาตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเฟย ดวงตาเขาหรี่ลง ช่างกล้ายิ่งนัก ในเวลาแบบนี้ยังกล้าพูดเช่นนี้อีก แกว่งเท้าหาเสี้ยนจริงๆ
คิดว่าพวกเขาเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปที่ล้มเหลวหรือไง!
ฟางเจ๋อฮวาทั้งสองพุ่งเข้าหาเฉินเฟยทันที หอกสองเล่มพุ่งไปหาเฉินเฟยราวกับมังกรปรากฏออกมาบนโลก
ฟางเจ๋อฮวากับหยูเสี่ยวหลินต่างเป็นคนของสำนักฉางหง ตอนนี้พวกเขาร่วมมือกันโจมตี หอกทั้งสองโจมตีร่วมกันและครอบคลุมบริเวณโดยรอบที่เฉินเฟยสามารถใช้เป็นเส้นทางหลบหนี
เช่นเดียวกับหมอกที่หนาแน่นและคงอยู่ยาวนาน มันทำให้ผู้คนตาพร่าจนสงสัยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
เมื่อต้องเผชิญการโจมตีจากคนหนึ่ง ผู้ที่มีการบ่มเพาะและประสบการณ์ด้อยกว่าจะร้อนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโจมตีผสานจากสองคน
ไม่มีเหตุผลใดที่นักยุทธ์เพิ่งทะลวงระดับขัดกลาทวารจะหนีรอดจากการโจมตีนี้
“ตู้ม!”
เสียงระเบิดดังขึ้นในป่าทึบ หอกสองเล่มหยุดห่างเฉินเฟยไม่กี่หมี่ ม่านพลังดำล้อมตัวเฉินเฟยป้องกันการโจมตีจากชายชราทั้งสอง
หยูเสี่ยวหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเขากำลังจะเจาะม่านดำด้วยพลังทั้งหมด ม่านดำนั้นได้กางออกและปกคลุมเขากับฟางเจ๋อฮวา
“ค่ายกลกระบี่จ้งหยวน?”
ลมปราณฟางเจ๋อฮวาสั่นไหว ลูกปัดนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นรอบตัว เขาป้องกันลูกปัดกระบี่สีดำที่พุ่งเข้ามา
ลูกปัดกระบี่ทำร้ายฟางเจ๋อฮวาไม่ได้ แต่สีหน้าฟางเจ๋อฮวาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
เพราะแรงถ่วงที่กดทับร่างกายตัวเองส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
และยังมีลูกปัดกระบี่อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแกร่งหรือความเร็ว ผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกกระบี่จ้งหยวนจะไม่สามารถใช้ลูกปัดกระบี่ได้ ในภาพจำของฟ่างเจ๋อฮวา ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมีเพียงไม่กี่คนที่บรรลุค่ายกลกระบี่ถึงขั้นนี้
นักยุทธ์อย่างเฉินเฟยที่เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารไม่ควรใช้สิ่งนี้ได้
เฉินเฟยมองฟางเจ๋อฮวาทั้งสองด้วยสีหน้าสงบ ดวงตาเปล่งแสงสลัว ลูกปัดกระบี่สี่สิบเม็ดแตกออกเป็นไหมกระบี่ปกคลุมค่ายกลกระบี่และดักจับฟางเจ๋อฮวาทั้งสองให้อยู่ด้านใน
“ชิ้ว!”
เสียงไหมกระบี่ที่ตัดผ่านอากาศทำให้ผู้คนตัวสั่น
ฟางเจ๋อฮวาทั้งสองไม่ทันได้เตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลงของลูกปัดกระบี่ เพราะพวกเขาคุ้นเคยกับสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวอย่างมากจึงไม่คิดว่าลูกปัดกระบี่ในค่ายกลกระบี่จะเปลี่ยนไปแบบนี้
ที่สำคัญกว่านั้นเมื่อเทียบกับค่ายกลกระบี่ พลังของไหมกระบี่ยังเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น
“เจ้าไม่ใช่เฉินเฟย เจ้าเป็นใครกันแน่!?” หยูเสี่ยวหลินมองแผ่นหลังเฉินเฟยและตะโกนเสียงดัง
ทะลวงระดับขัดเกลาทวารได้เพียงปีกว่าแล้วทำไมถึงมีพลังมากขนาดนี้? มันเป็นไปได้อย่างไร!
“ชิ้ง!”
กระบี่เฉียนหยวนชักออกจากฝัก เฉินเฟยถือกระบี่เดินไปหาหยูเสี่ยวหลินทีละก้าว ทันใดนั้นเฉินเฟยหยุดเท้าแล้วหันหน้าไปทางอื่น
นอกค่ายกลกระบี่ ซาอิงซือกำลังมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ที่แท้ก็มีอีกคน!” เฉินเฟยยิ้ม
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved