หากตอนนี้เผชิญหน้ากับเสินติ่งหยานของสำนักกระบี่เซียนเมฆาอีกครั้ง ถ้าเฉินเฟยต้องการจากไปเสินติ่งหยานก็ไม่อาจหยุดเขาได้ ถ้าต้องสู้กันอีกครั้งเฉินเฟยก็ไม่จำเป็นต้องใช้จี้หยก
พลังกระบี่ฟ้าคำรามนั้นทรงพลัง แต่ตอนนี้เฉินเฟยมีสยบมังกรคชสาร มันจึงกลายเป็นเรื่องยากที่พลังกระบี่ฟ้าคำรามจะทำให้กล้ามเนื้อเฉินเฟยตึง และเสินติ่งหยานยังต้องได้รับบาดเจ็บทุกครั้งกระบี่หนามโต้กลับ
หากไม่มีร้อยเล่ห์เหลี่ยม กระบี่หนามมากพอแล้วที่จะฆ่าเสินติ่งหยาน และหากใช้หกกระบี่ เฉินเฟยสามารถใช้จุดบกพร่องในท่ากระบี่ของเสินติ่งหยานฆ่าเขาได้
ความก้าวหน้าของระดับบ่มเพาะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันน่าประหลาดใจในความแข็งแกร่งของเฉินเฟย
“ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งฝึกพลังเข้าใจต้นกำเนิดขั้นห้ากับเคล็ดชำระต้นกำเนิดถึงระดับสมบูรณ์ พอกลับไปสำนักแล้วคงต้องเริ่มฝึกสยบมังคชสาร!”
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวเฉินเฟย สยบมังกรคชสารยังไม่ถึงระดับเชี่ยวชาญ แต่การเปลี่ยนแปลงที่มอบให้เฉินเฟยนั้นชัดเจนมาก ไม่เพียงความแข็งแกร่งร่างกายเพิ่มขึ้น แต่ยังพัฒนาศักยภาพร่างกายในทุกด้าน
วันก่อนเฉินเฟยกินโอสถเหนือสามัญเจ็ดเม็ดต่อวันจะถึงขีดจำกัด หากหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดอีกหลายชั่วยาม เขาจะต้องกินโอสถเส้นลมปราณเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด
แต่ตอนนี้เฉินเฟยลองแล้วครั้งหนึ่ง การกินโอสถเหนือสามัญวันละสิบเม็ดยังไม่มีปัญหา แม้ไม่กินโอสถเส้นลมปราณด้วยยังสามารถหมุนเวียนพลังเข้าใจต้นกำเนิดได้อีกหลายชั่วยาม หากกินโอสถเส้นลมปราณจะสามารถเพิ่มเวลาได้อีก
วิชายุทธ์ที่เฉินเฟยไม่เข้าใจในตอนแรกก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและพลังอันน่าทึ่ง
เฉินเฟยตัดสินใจแล้วว่าเมื่อกลับไปสำนักจะใช้โอสถทะยานเนินเขาในการบ่มเพาะ แม้จะใช้เงินมากกว่าแต่ความเร็วของการบ่มเพาะย่อมเร็วกว่า
“หลายวันนี้พวกเขาเก็บเกี่ยวได้ไม่เลว ดูแล้วไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย”
ห่างออกไปหลายสิบหมี่ มีคนมองเฉินเฟยและพูดด้วยเสียงต่ำ
“ให้ไปตรวจสอบว่าพวกเขาได้อะไรมาหรือไม่?”
“ไม่ต้องตรวจสอบ เก่อหงเจี๋ยเป็นคนระวังตัว แม้จะได้รับสิ่งที่ดีมาเขาจะไม่เปิดเผยให้ภายนอกรู้” ผู้ยืนดูอยู่ส่ายหัว
“ดูผิวพวกเขาสิ มันสมบูรณ์อย่างยิ่ง พวกเขาคงดูดซับปราณหยวนหลายครั้ง”
“หรือพวกเขามีวิธีพิเศษ? จ้าวจิ่งเยวียน ก่อนหน้านี้เจ้าติดตามเก่อหงเจี๋ยไม่ใช่หรือ ลองไปถามดูว่าเราสามารถร่วมมือกันได้หรือไม่?” ลู่ไห่หยานมองจ้าวจิ่งเยวียน
“เมื่อหลายวันก่อนข้าไม่อยากโดนศิษย์หลอมกระดูกรั้งไว้จึงออกจากกลุ่มเก่อหงเจี๋ย หากให้กลับไปตอนนี้เกรงว่าพวกเขาจะไม่ต้อนรับ”
จ้าวจิ่งเยวียนลังเล การกลับไปแบบนี้ดูน่าเกลียดไม่น้อย
“เจ้าไม่ต้องปราณหยวนหรือ?” ลู่ไห่หยานขมวดคิ้วมีสีหน้าไม่พอ
“พวกเจ้าเคยเป็นสหายกันมาก่อนนะ มันไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้พวกเราจะร่วมมือกัน เจ้าเป็นตัวแทนของพวกเราไม่ใช่ตัวเจ้าเอง จะไปกลัวอะไร!” คนอื่นให้กำลังใจ
“ได้ ข้าจะลองดู” จ้าวจิ่งเยวียนมองคนรอบข้าง กัดฟันเดินไปเก่อหงเจี๋ย
เก่อหงเจี๋ยกำลังนอนหลับตาอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าเขาจึงลืมตาขึ้น เมื่อพบว่าเป็นจ้าวจิ่งเยวียนจึงขมวดคิ้ว
“ศิษย์พี่เก่อ ศิษย์พี่หญิงจาง!” จ้าวจิ่งเยวียนกุมมือให้เก่อหงเจี๋ยด้วยรอยยิ้ม
“เจ้ามาทำไม”
มู่หลางเทาหันไปมอง พบว่าเป็นจ้าวจิ่งเยวียนจึงถามอย่างไม่พอใจ ในวันนั้นจ้าวจิ่งเยวียนตัดสินใจออกจากกลุ่มอย่างเด็ดคาดซึ่งค่อนข้างน่าเกลียด แต่ทุกคนมีความคิดของตัวเองดังนั้นจึงยากที่จะพูด แต่ตอนนี้เขากลับมาเพราะต้องการอะไรสักอย่าง
“ศิษย์น้องมู่ เจ้าทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในแล้วหรือ?”
จ้าวจิ่งเยวียนมองมู่หลางเทา เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณของมู่หลางเทา ดวงตาเขาก็เบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว คุณสมบัติของมู่หลางเทาไม่ค่อยดีนักซึ่งเทียบเท่ากับจ้าวจิ่งเยหวียน ดังนั้นฐานฝึกฝนของทั้งสองจึงใกล้เคียงกัน
ผลลัพธ์คือไม่ได้เจอกันหลายวัน มู่หลางเทากลับทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน
“ดินแดนประหลาดอันตรายเกินไปจึงต้องทะลวงโดยไม่คำนึงชีวิต โชคดีที่ข้าทำสำเร็จ”
มู่หลางเทาพูดอย่างเรียบนิ่ง ปกติแล้วเขาเป็นคนชอบโอ้อวด แต่ในเวลาแบบนี้มู่หลางเตายังเข้าใจสิ่งต่างๆดี เขาสามารถสร้างโชคลาภด้วยการปิดปากเงียบเท่านั้น
“ยินดีด้วย!”
จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกอิจฉา เขายังคงอยู่ในระดับขัดเกลาไขกระดูกและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะมีโอกาสก้าวเข้าสู่ระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน และล่าสุดไปอยู่กับกลุ่มอื่น เพราะเขาไม่ค่อยรู้จักใครจึงกลายเป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์คนสุดท้าย
มู่หลางเทาบอกว่าก้าวหน้าขึ้นเพราะโชคดี แต่เขาต้องได้รับประโยชน์จากดินแดนประหลาดแน่ ไม่อย่างนั้นจะทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในอย่างง่ายดายได้อย่างไร
“ถ่อมตัวแล้ว” มู่หลางเทากุมมือ หยุดคุยกับจ้าวจิ่งเยวียน
จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกอาย หันไปคุยกับเก่อหงเจี๋ย “ศิษย์พี่เก่อ ที่ข้ามาครั้งนี้เพราะคำไหว้วานของศิษย์พี่ลู่ไห่หยาน ข้าอยากรู้ว่าเราสองกลุ่มพอจะร่วมมือกันได้หรือไม่?”
“ตอนนั้นเจ้าอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน เจ้าควรรู้ว่าข้าไม่ชอบคนมาก ฝากขอบคุณลู่ไห่หยานสำหรับความเมตาด้วย”
เก่อหงเจี๋ยขมวดคิ้ว โบกมือปฏิเสธคำเชิญจ้าวจิ่งเยวียนโดยตรง
ตอนนี้พวกเขาสามารถดูดซับปราณหยวนได้หลายครั้งต่อวัน พวกเขาจะมีความคิดร่วมมือกับกลุ่มอื่นได้อย่างไร
รอยต่อแต่ละอันจะปล่อยปราณหยวนเพียงหนึ่งลมหายใจ และการดูดซับอย่างเต็มที่จะทำได้ไม่เกินห้าคน เท่ากับกว่าจะมีเกินมาหนึ่งคน
และอย่างที่เก่อหงเจี๋ยพูดไปเมื่อครู่ ปรัชญาของเขาคือมีคนน้อยกว่าแต่มากความสามารถ หากมีคนมากเกินไปย่อมเกิดความขัดแย้ง
โดยเฉพาะเมื่อร่วมมือกับกลุ่มอื่น ในเวลานั้นใครควรเป็นผู้นำ? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหา
“ศิษย์พี่เก่อลองคิดดูอีกทีเถอะ ศิษย์พี่ลู่จริงใจมากจริงๆ”
จ้าวจิ่งเยวียนยังไม่ยอมแพ้ ก่อนมาตรงนี้เขายังคงลังเลอยู่ แต่พอได้เห็นควาก้าวหน้าของมู่หลางเทา ความปราถนาของจ้าวจิ่งเยวียนจึงรุนแรงขึ้น
ตอนนี้จ้าวจิ่งเยวียนรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง เขาไม่ควรออกจากกลุ่มตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นบางทีตอนนี้เขาอาจทะลวงระดับขัดเกลาอวัยวะภายในแล้ว
“ข้าพูดชัดแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ” เก่อหงจี้ส่ายหัว
“ศิษย์พี่หญิงจาง พวกเรา...”
จ้าวจิ่งเยวียนหันไปมองจางฟางฉยงแต่เห็นจางฟางฉยงส่ายหัว คำพูดตามหลังจึงติดขัดทันที สีหน้าจ้าวจิ่งเยวียนมืดลง แต่เขาไม่กล้าแสดงความโกรธจึงได้แต่หันหลังกลับไปทางเดิม
“ปัญหามาแล้ว” จางฟางฉยงขมวดคิ้วมองด้านหลังจ้าวจิ่งเยวียน
“ไม่ช้าก็เร็วมันต้องมาอยู่ดี”
สีหน้าเก่อหงเจี๋ยนิ่งเฉย เขาคาดเดาเรื่องไว้อยู่แล้ว เหตุผลหลักคือตอนนี้พวกเขามีสภาพดีเกินไป หากสังเกตุให้ดีจะพบหนึ่งถึงสองอย่าง
ระดับปราณหยวนในร่างกายค่อนข้างบ้าคลั่ง พวกเขาทำได้เพียงทำร้ายตัวเองและปกปิดลมปราณ แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะระงับได้ด้วยการกดเอาไว้
“ทำอย่างไรดี? ได้ยินมาว่าลู่ไห่หยานเป็นพวกอันธพาลด้วย”
มู่หลางเทากังวล วันนี้ทำลายได้หลายรอยต่อ ความรู้สึกนี้ทำให้ไม่สบายใจจริงๆ ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัวทั้งนั้น เป็นธรรมดาที่มู่หลางเทาไม่ต้องการแบ่งผลประโยชน์นี้ให้ใคร
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ให้กลุ่มลู่ไห่หยวนมาเถอะ หากเขาอยากเสียเวลาตามพวกเรามาก็ให้ตามมา อย่างไรแล้วปราณหยวนในร่างพวกเราก็ยังไม่หมด”
เก่อหงเจี๋ยพูดด้วยรอยยิ้ม นี่คือความมั่นใจ ตามจริงแล้วปราณหยวนส่วนใหญ่ที่ไหลเข้าสู่ร่างกายในช่วงหลายวันที่ผ่านมาถูกย่อยไปหมดแล้ว แต่ยังพอเหลืออยู่ในเลือดเนื้ออยู่บ้าง
“ถ้าไม่ได้จริงๆ คงต้องทุบตีให้บทเรียนพวกเขาสักหน่อย” จางฟางฉยงพูดด้วยรอยยิ้ม
ด้วยการฟื้นตัวอาการบาดเจ็บที่ซ่อนอยู่ของนางและเก่อหงเจี๋ยง ความแข็งแกร่งของพวกเขาจึงกลับมาอยู่ในจุดสูงสุด เรียกได้ว่าในบรรดาศิษย์ที่มาครั้งนี้ความแข็งแกร่งของทั้งสองจัดอยู่ในอันดับต้น
มู่หลางเทาอยู่ในระดับขัดเกลาอวัยวะภายใน ทักษะธนูของเฉินเฟยไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง หากพวกเขาโกรธขึ้น มาก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการต่อสู้ และกลุ่มลู่ไห่หยานจะไม่อาจหยุดพวกเขาได้
ต่อให้ไปรายงานสำนักก็ยังมีเหตุผลรองรับ
จ้าวจิ่งเยวียนกลับไป เมื่อเขาบอกผลลัพธ์ลู่ไห่หยวนก็ตะโกนด่าไม่หยุด ไม่เพียงด่าจ้าวจิ่งเยวียนแต่ยังรวมไปถึงพวกเก่อหงเจี๋ยด้วย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่ไห่หยวนต้องการติดตามเก่อหงเจี๋ยไป แต่พอเห็นสายตาเย็นชาของเก่อหงเจี๋ยเขาจึงเกิดความลังเลก่อนจะเข้าดินแดนประหลาดพร้อมก่นด่า
“รังแกผู้อ่อนแอหวาดกลัวผู้แข็งแกร่ง!” มู่หลางเทาถอนหายใจ
“มีคนแบบนี้อยู่มากมาย อย่าไปสนใจเลย” เก่อหงเจี๋ยพูดด้วยรอยยิ้ม
ข้าวชนิดเดียวกันสามารถเลี้ยงคนได้ทุกประเภท เฉินเฟยมองพวกลู่ไห่หยานแล้วส่ายหัว
เฉินเฟยคนอื่นเข้าสู่ดินแดนประหลาด ในขณะเดียวกันกลุ่มลู่ไห่หยานก็หายไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเก่อหงเจี๋ย
เฉินเฟยเงยหน้าดื่มของเหลวยกจิตและเข้าสู่เมืองประหลาด
พื้นที่ด้านหน้าเมืองส่วนใหญ่ล้วนถูกผู้คนมากมายหากิน ดังนั้นเฉินเฟยทั้งสี่จึงตรงเข้าไปยังจุดที่ห่างจากเมืองประหลาดหลายร้อยหมี่ก่อนเริ่มค้นหา
เฉินเฟยกระตุ้นจี้หยก การรับรู้ปราณหยวนของเขาเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย
เฉินเฟยสัมผัสได้ถึงสิ่งรอบข้างที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบหมี่ พบรอยต่อที่มีเส้นดำหลายเส้นลอยอยู่ในลานบ้านซึ่งห่างออกไปทางขวามากกว่าสิบหมี่ นั่นคือรอยต่อจริง
เฉินเฟยยิ้มออกมาและนำพวกเขาไปยังลานบ้านอย่างระวัง
เฉินเฟยกระตุ้นจี้หยกเพื่อยืนยันตำแหน่งที่แน่นอนของรอยต่อ แต่ทันใดนั้นมีจุดดำพุ่งมาจากระยะไกล
“ระวัง!”
สีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปทันใด ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเฉินเฟยเคยเห็นจุดดำแบบนี้หลายครั้งในการรับรู้ แต่เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไรเฉินเฟยจึงคอยอยู่ห่างจากมัน
คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้พวกเขาตั้งใจหลีกเลี้ยงแล้วแต่มันกลับพุ่งเข้ามาหาพวกเขาเอง
“มีอะไรหรือ?”
เก่อหงเจี๋ยทั้งสามตื่นตัวเสมอ เมื่อพวกเขาสีหน้าเฉินเฟยเปลี่ยนไปจึงเปลี่ยนมาเป็นจริงจัง
เฉินเฟยต้องการให้ทุกคนหนี แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดออกไป ในการรับรู้เขามีจุดดำปรากฏขึ้นทั่วลานบ้านแล้ว
“ทุกคนขยับเข้ามาใกล้ข้า! จำไว้ว่าอย่าจุดเทียนแดง!”
เก่อหงเจี๋ยรู้สึกแปลกๆและพูดเสียงต่ำ เทียนแดงสามารถต้านทานสิ่งปลกประหลาด แต่การจุดเทียนแดงในดินแดนประหลาดเทียบได้กับการโยนงูพิษใส่ฝูงชน กลัวคือกลัว แต่แววตายังคงป้องกันตัวอยู่
การจุดเทียนสีแดงในดินแดนประหลาดย่อมดึงดูดสายตาสิ่งแปลกประหลาด และผลที่ได้คงไม่ต่างจากการจุดเทียนขาว
เฉินเฟยทั้งสามค่อยเข้าไปใกล้เก่อหงเจี๋ยอย่างช้าๆ
“เคร้ง!”
เสียงกระบี่ปะทะกันดังขึ้น เก่อหงเจี๋ยมองจางฟางฉยงอย่างไม่เชื่อ จางฟางฉยงแทงดาบตรงหัวใจเขา
หากเก่อหงเจี๋ยไม่อยู่ในสภาพตึงเครียด เขาคงตายด้วยกระบี่เล่มนี้แล้ว
“ศิษย์พี่เก่อ มาตายด้วยกันเถอะ!”
มู่หลางเทาวิ่งเข้าหาเก่อหงเจี๋ยแล้วระเบิดร่างกายทันที เลือดเนื้อเข้าปกคลุมเก่อหงเจี๋ยจนตัวเปียกโชก
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved