ตอนที่ 240 ข้อความบรรทัดหนึ่ง

“เล่นหมากรุกยามดึกหรือ?”

ลู่จือชุนขมวดคิ้ว ในใจสงสัยว่าตัวเองปล่อยให้ชายชราคนนี้เข้ามาได้อย่างไร

“ข้าเล่นกับคนในหมู่บ้านหมี่มานับไม่ถ้วนจนเบื่อจะเล่นกับพวกเขาแล้ว วันนี้บังเอิญท่านมาพอดี ข้าชอบเล่นหมากรุกจริงๆ หวังว่าท่านจะช่วยให้สมหวัง”

ชายชรายิ้ม วางกระดานหมากรุกและรอให้ลู่จือชุนนั่ฃลฃ

“วันนี้ข้าเหนื่อยนิดหน่อย เกรงว่าจะไม่มีแรงเล่นหมากรุกกับท่าน”

ลู่จือชุนมองชายชราแล้วมองกระดานหมากรุก ในใจรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน แต่ลู่จือชุนยังคงตัดสินใจตามความรู้สึก

“ไม่ต้องรีบไม่ต้องรีบ ใช้เวลาไม่นานหรอก”

ชายชราหัวเราะเบา หยิบตัวหมากจัดวางบนกระดานหมากรุก

ลู่จือชุนมองกระดานหมากรุก ดวงตาตกอยู่ในภวังค์และหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนั่งตรงข้ามชายชรา พอยกมือขวาขึ้นจากกระดาน หมากตัวหนึ่งก็ถูกวางลง

นอกจากการบ่มเพาะ งานอดิเรกเพียงอย่างเดียวของลู่จือชุนคือการเล่นหมากรุก เมื่อเห็นว่าเริ่มเล่นแล้ว เขาจึงปล่อยอารมณ์อื่นและเล่นอย่างจริงจัง

แต่ลู่จือชุนไม่ได้ตระหนักเลยว่าในการเดินหมากแต่ละครั้ง พลังจิตวิญญาณของเขาจะลดลงหนึ่งเฟิน หนึ่งเฟินนี้อาจดูไม่สำคัญ แต่เก็บทรายสร้างปราสาท รวมขนจนได้ผ้าคลุม[1]

มีหลายสิ่งไม่สามารถทนต่อการสูญเสียเล็กน้อย ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับขัดเกลาทวาร การสูญเสีนเช่นนี้เป็นเวลาอันยาวนานก็มากพอให้ทำลายคน

ลู่จือชุนมุ่งความสนใจที่กระดานหมากรุกอย่างเต็มที่และไม่สังเกตเห็นการสูญเสียการบ่มเพาะของตัวเอง

ดูเหมือนชายชราจะมีทักษะหมากรุกขั้นสูง ลู่จือชุนต้องทึ่งกับการเดินหมากในแต่ละครั้งของชายชรา

ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ การบ่มเพาะที่ลู่จือชุนสูญเสียเทียบได้กับวิชายุทธ์ที่เคยสอนด้านนอก และการเดินหมากในกระดานนี้เหมือนจะเพิ่งเริ่มเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง ในกระท่อมฮวาเต๋าหง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทั้งสองเริ่มดื่มกัน

พบคนรู้ใจดื่มกันพันจอกยังถือว่าน้อย[2] ฮวาเต๋าหงเป็นคนชอบดื่ม สุราที่ชายชราคนนี้นำมาไม่เพียงมีกลิ่นหอม แต่หลังดื่มยังทิ้งรสชาติอยู่ในคอ นั่นทำให้ผู้คนต้องการดื่มจอกแล้วจอกเล่า

เมื่อฮวาเต๋าหงดื่ม เขาจะไม่ลิ้มรสสุราในปากตลอดเวลาและไม่พูดคุยเวลาดื่ม เพียงแค่สนุกไปกับการดื่มเท่านั้น คนด้านข้างอยากดื่มกับเขา แม้อีกฝ่ายจะนิ่งเงียบ แต่สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับฮวาเต๋าหง

ในเวลานี้พวกเขาทั้งสองไม่พูดคุยกันเลย เพียงเทจอกแล้วจอกเล่าเข้าปากราวกับจะดื่มให้เมา

ฮวาเต๋าหงมองวิธีดื่มของชายชราแล้วรู้สึกชอบยิ่งนัก เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้ม ยกจอกในมือขึ้นแล้วเทเข้าปาก

ฮวาเต๋าหงไม่ได้สังเกตเลยว่าทุกครั้งที่เขาดื่มหนึ่งจอก ลมปราณในร่างกายเขาจะลดลงหนึ่งเฟิน ในเวลานี้ชายชรารินให้จอกตัวเองและเทมันเข้าปาก

แท้จริงจอกสุราในมือชายชราคือการบ่มเพาะของฮวาเต๋าหง ฮวาเต๋าหงทำลายการบ่มเพาะของตัวเองทีละน้อยและมอบสุราให้ชายชรา

เพียงแต่ฮวาเต๋าหงไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ เพียงมีความสุขกับการดื่มเงียบๆโดยไม่อาจหยุดตัวเอง

หนึ่งเค่อ สองเค่อ ครึ่งชั่วยาม หนึ่งชั่วยาม!

ทันใดนั้นฮวาเต๋าหงสะดุ้งตกใจ เขากำลังจะเทสุราเข้าปากแต่ก็หยุดมือไว้ก่อน เดิมทีดวงตาฮวาเต๋าฮงเต็มไปด้วยความขุ่นมัว แต่การสะดุ้งตกใจนี้ทำให้เข้ากลับมามีสติอีกครั้ง

ฮวาเต๋าหงรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรง ไม่ใช่เพียงร่างกาย แต่จิตวิญญาณยังอยูในระดับต่ำเหมือนไม่ได้นอนมาทั้งวันทั้งคืน

“เกิดอะไรขึ้นกับข้า?”

ฮวาเต๋าหงมองจอกสุราในมือ ในสายตาฮวาเต๋าหงมันไม่ใช่สุราอีกต่อไป แม้ฮวาเต๋าหงจะไม่คิดถึงเรื่องนี้ แต่เขารู้โดยสัญชาตญาณว่าไม่อาจดื่มสุรานี้ได้อีก

หากยังดื่มต่อไป สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคงเกิดขึ้น

“เพิ่งดื่มไปเท่าไหร่เอง ทำไมจึงหยุดเล่า?” ชายชราถาม

“ไม่ดื่มแล้ว กลับไปเถอะ ข้าอยากพักผ่อน!” ฮวาเต๋าหงลุกขึ้นยืนและไล่แขกโดยตรง

“หากท่านไม่ชอบรสชาติสุรานี้แล้ว ข้ายังมีอีกอัน ท่านจะลองหรือไม่?”

ชายชราโบกมือให้ฮวาเต๋าหงด้วยรอยยิ้มเย็นชา ฮวาเต๋าหงนั่งลงด้วยความงุนงง ถือจอกสุราไว้ในมือและดื่มไปเกือบหมด

“พรู่ด!”

หากเป็นก่อนหน้านี้ พอดื่มไปครึ่งหนึ่งจนเกือบหมดฮวาเต๋าหงคงดื่มต่อ แต่ความรู้สึกจากการสะดุ้งตกใจเมื่อครู่ยังคงอยู่ ฮวาเต๋าหงพ่นสุราทั้งหมดออกมาในคราวเดียว

“ออกไป!”

ฮวาเต๋าหงโยนจอกลงพื้นจนแตก ทะเลจิตสำนึกฮวาเต๋าหงชัดเจนขึ้นเล็กน้อย ความสับสนเริ่มจางหาย

ชายชราพยักหน้าให้ฮวาเต๋าหงด้วยรอยยิ้มเย็นชาและออกไปจากกระท่อมพร้อมสุรา

ฮวาเต๋าหงยืนอยู่ขอบเตียง มองไปรอบตัวอย่างไม่สบายใจ ความต้องการออกไปจากที่นี่รุนแรงขึ้น แต่ไม่นานนักความต้องการนี้ก็หายไป

พลังประหลาดเข้าระงับความคิดฮวาเต๋าหง ในขณะเดียวกันยังทำให้เขาง่วงนอน ฮวาเต๋าหงนั่งลงบนเตียง พยายามต่อต้านความง่วงไม่ให้ตัวเองหลับ

ในกระท่อมลู่จือชุน ในเวลานี้ตัวหมากกระจัดกระจายเต็มพื้น สีหน้าลู่จือจุนมืดมนอย่างยิ่ง เมื่อมองชายชราตรงหน้าจิตสังหารก็พวยพุ่งออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่ไม่นานนักจิตสังหารนี้ก็สลายไปอย่างอธิบายไม่ได้

“กระดานหมากกระจายหมดแล้ว การเล่มจบลงเท่านี้!” ลู่จือชุนพูดอย่างเคร่งขรึม

“ไม่รีบไม่รีบ คราวหน้าไว้เล่นกันใหม่”

ชายชรามองลู่จือชุนด้วยรอยยิ้มเย็นชาเหมือนกำลังมองไขมันแสนอร่อยชิ้นหนึ่ง ความโลภในดวงตาแทบจะล้นออกมา สิ่งนี้ทำให้ผู้คนต้องสั่นสะท้าน

ลู่จือชุนไม่พูดอะไร เพียงมองชายชราจากไป ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคิด

นี่มันผิดปกติยิ่งนัก เขาไม่อาจอยู่ที่นี่ได้อีกแล้ว ลู่จือชุนเดินไปก้าวหนึ่งและรู้สึกเหนื่อยล้าทันที ความเหนื่อยล้านี้รุนแรงมากจนลู่จือชุนล้มลงพื้น

แม้แต่ต้านทานความง่วงยังทำได้ยาก การออกไปจากที่นี่ย่อมเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน

หน้ากระท่อมของเฉินเฟย เฉินเฟยเชิญสตรีนางนั้นออกไป สตรีนางนั้นถือกระดาษแผ่นหนึ่งในมือซึ่งมีภาพวาดบนนั้น มันเหมือนกราฟฟิตี้ของเด็ก

ไม่อาจบอกได้ว่าภาพวาดนั้นคืออะไร การบอกว่าเป็นกราฟฟิตี้ถือเป็นคำชมแล้ว

“คุณชาย ขอเพียงแค่ภาพวาดเท่านั้น ทำไมท่านถึงใจร้ายยิ่งนัก!”

ไหล่ของนางเผยออกมาครึ่งหนึ่ง หากยืนสูงกว่าสักหน่อยก็จะได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย แต่สีหน้าเฉินเฟยยังคงสงบและไม่แสดงอารมณ์ใด

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังงานที่ได้รับอย่างอธิบายไม่ได้ในระหว่างวันหรือไม่ ความคิดของเฉินเฟยจึงแจ่มชัดขึ้น ส่วนอาหารและสุราในกระเพาะ ด้วยสยบมังกรคชสารที่โคจรเอง ความสับสนที่เฉินเฟยประสบมาจนถึงตอนนี้ก็ถูกขจัดไปไม่น้อย

ดังนั้นเมื่อสตรีคนนั้นปรากฏตัวและขอภาพวาด เฉินเฟยรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ ไม่ว่าชาวบ้านจะใส่ใจแค่ไหนก็ไม่ควรทำอย่างนี้

ดึกดื่นเที่ยงคืน ชายหญิงอยู่กันตามลำพังแถมยังขอให้วาดภาพให้อีก เฉินเฟยรู้วิธีการวาดภาพ แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เขาจะกล้าวาดภาพให้นางได้อย่างไร?

เฉินเฟยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากวาดภาพให้ แต่เขาไม่กล้าทำ

มีหลายครั้งที่เฉินเฟยตกอยู่ในภาวะมึนงง เขาหยิบถ่านขึ้นมาและเริ่มวาดบนกระดาษ ทักษะวาดภาพของเขาก้าวหน้ายิ่งนัก แต่เฉินเฟยก็ควบคุมตัวเองและเริ่มวาดกราฟฟิตี้หรือเส้นขยุกขยิกที่ไม่รู้ว่าคืออะไร

แต่เฉินเฟยไม่ได้วาดภาพรูปร่างของสตรีนางนั้น

ส่วนนางที่เอาแต่อวดรูปร่าง นอกจากคำชี้นำแล้วก็ไม่ทำให้เฉินเฟยรู้สึกอะไรเลย

เรื่องนี้แปลกเกินไป จู่ๆก็มีผู้หญิงมาแสดงน้ำใจ สิ่งแรกที่เฉินเฟยคิดได้คือมีการสมรู้ร่วมคิดในเรื่องนี้

“ด้วยระดับแค่นี้คงทำให้แม่นางผิดหวัง!” เฉินเฟยพูดพร้อมกุมมือ

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางหายไปจนเหลือเพียงความเย็นชา นางเหลือบมองเฉินเฟย ขยำกระดาษในมือแหลกเป็นชิ้นแล้วหันหลังจากไป

เฉินเฟยขมวดคิ้วแล้วปิดประตู ความต้องการออกจากที่นี่เพิ่มถึงจุดสูงสุดทันที

แต่ก่อนที่เฉินเฟยจะลงมือ ทันใดนั้นความรู้สึกง่วงก็ถาโถมเข้ามา เฉินเฟยเอนตัวไปเกาะกำแพง ความง่วงนี้รุนแรงมากจนครอบงำความคิดทั้งหมด ทำให้เฉินเฟยไม่อาจคิดเรื่องอื่นได้อีก

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ความง่วงนั้นหายไป ความคิดของเฉินเฟยเริ่มกลับมา

“เมื่อครู่ข้าจะทำอะไร?”

เฉินเฟยมองไปรอบตัวอย่างว่างเปล่า เมื่อครู่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่เขากลับลืมมันไปเสียแล้ว

“อีกแล้วหรือ?”

เฉินเฟยขมวดคิ้ว ความรู้สึกหลงลืมช่างแย่ยิ่งนัก เฉินเฟยพบว่าสถานการณ์นี้เหมือนจะเคยเกิดขึ้นมาก่อน?

ทันใดนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็เคาะประตูและเชิญเฉินเฟยทั้งสามไปยังพื้นที่โล่งของเมื่อวาน เช่นเดียวกับเมื่อวาน ชาวบ้านทุกคนยืนเคียงข้างกันและมองเฉินเฟยทั้งสามโดยไม่พูดอะไร

เฉินเฟยมองลู่จือชุนทั้งสอง พบว่าสภาพของพวกเขาดูแปลกเล็กน้อย แต่บอกไม่ได้ว่าแปลกไปอย่างไร

“หมู่บ้านหมี่ยินดีต้อนรับทุกท่านที่มาที่นี่อย่างจริงใจ เมื่อวานท่านทั้งสามคนสอนวิชาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเรามาก หมู่บ้านหมี่จึงยินดีมอบสมบัติบางส่วนของเราให้กับท่านทั้งสาม ข้าหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับพวกท่าน”

หลังหัวหน้าหมู่บ้านพูดจบ ชาวบ้านหลายคนก็ออกมา

“วิชารวบรวมลม เป็นวิชาต่ำต้อย หวังว่าพวกท่านจะไม่หัวเราะ”

หญิงชราคนหนึ่งเดินออกมา มองเฉินเฟยทั้งสามแล้วชี้นิ้วหนึ่งไปข้าง ทันใดนั้นในระยะไม่กี่หมี่ได้เกิดผันผวน ลมกระโชกแรงปรากฏขึ้นใต้หญิงชราและหญิงชราเริ่มลอยขึ้น

ดวงตาลู่จือชุนทั้งสามเป็นประกาย แม้สติปัญญาจะถูกระงับ แต่ลู่จือชุนทั้งสามยังรู้ว่านี่เป็นวิชาที่พิเศษอย่างยิ่ง

“รวมลม วิชานี้…” หญิงชราอธิบายแก่นแท้ของวิชารวมลม ใช้เวลาครึ่งชั่วยามถึงจะอธิบายวิชารวมลมจนเสร็จ

แต่ลู่จือชุนทั้งสามไม่ได้สังเกตเลยว่าขณะที่ฟังบรรยาย พลังงานได้หลุดลอยจากกระหม่อมอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เฉินเฟยก็ไม่มีข้อยกเว้น

เฉินเฟยกำลังฟังอย่างมึนเมา ทันใดนั้นเขาเห็นข้อความบรรทัดหนึ่งกำลังกระพริบอยู่ในสายตาตลอดเวลา

ทำไมจึงมีข้อความบรรทัดหนึ่งอยู่ในสายตา?

[1]เก็บทรายสร้างปราสาท รวมขนจนได้ผ้าคลุม สะสมทีละน้อยจนกลายเป็นจำนวนมหาศาล

[2]พบคนรู้ใจดื่มกันพันจอกยังถือว่าน้อย เจอคนรู้ใจชอบอะไรเหมือนกัน คบหาพูดคุยกันเท่าไรก็ไม่เบื่อ