“เดินหนีสวรรค์?”
เมื่อเฉินเฟยหายไปค่ายกลกระบี่จ้งหยวนก็สลายตัว ต่งซิวจื่อนึกถึงท่าร่างของเฉินเฟยเมื่อครู่แล้วขมวดคิ้ว ด้วยความเร็วเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาไล่ตามไปก็ตามไม่ทัน
กระบี่จ้งหยวนลึกล้ำจนน่าประหลาดใจ พลังมหาศาลของร่างกายมาตอนที่ผู้คนไม่ทันตั้งตัว เมื่อรวมกับความเร็วของท่าร่างเมื่อครู่ด้วยจึงยิ่งน่าเหลือเชื่อ
นั่นมันเป็นพรสวรรค์แบบใดกัน เฉินเฟยเพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ยังผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีเฉินเฟยกลับมีกลอุบายมากมายเช่นนี้
ต่งซิวจื่อรู้ว่ากระบี่จ้งหยวนกับเดินหนีสวรรค์เป็นมรดกของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว แต่ละวิชานั้นลึกซึ้งและฝึกฝนได้ยาก
เฉินเฟยกลับใช้เวลาไม่กี่เดือนในการฝึกสองวิชานั้นให้มาถึงจุดนี้ หากเป็นระดับขัดเกลาทวารคนอื่นที่มีความเข้าใจและคุณสมบัติต่ำ ต่อให้ใช้เวลาสิบปีก็ยากจะบรรลุระดับนั้น
ต่งซิวจื่อคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ไม่เลว แต่วิชาที่เขาเชี่ยวชาญในตอนนี้ หากเปรียบเทียบในแนวนอนจะดีกว่ากระบี่จ้งหยวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่เขาฝึกฝนมาหลายปีจนตอนนี้การบ่มเพาะเกือบจะถึงระดับขัดเกลาทวารขั้นกลาง แล้วเฉินเฟยเพิ่งฝึกฝนมานานแค่ไหนกัน
นอกจากนี้ยังมีพลังมหาศาลอีก วิชามรดกฉบับสมบูรณ์ในสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเหมือนจะไม่มีสิ่ฃนี้ แล้วมันมาจากไหน?
“พี่ตง เราจะไล่ตามไปหรือไม่?” ฉือเจิ้งหวู่มองต่งซิวจื่อแล้วถามเสียงทุ้ม
“ตามไม่ทันหรอก ผู้ฝึกตนทั่วไปของเราที่เก่งด้านท่าร่างมีน้อยด้วย”
ต่งซิวจื่อมองเจิ้งกวงเฟยที่กำลังเดินกลับมา ท่าร่างของเจิ้งกวงเฟยนั้นรวดเร็ว แต่ถ้าเจิ้งกวงเฟยไล่ตามเฉินเฟยเพียงลำพัง คงไม่แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้วใครจะเป็นคนฆ่าใคร
ด้วยความกล้าที่เฉินเฟยแสดงออกมาเมื่อครู่ หากเจิ้งกวงเฟยโชคดีไล่ตามไปทัน เขาคงโดนตรึงอยู่กับพื้นแล้วถูกเฉินเฟยเชือดนิ่มโดยไม่อาจต่อต้าน
ตงซิ่วจือคิดได้ดังนั้นจึงถอนหายใจ
ผู้ฝึกทั่วไปมีวิชาน้อย การได้วิชาฉบับสมบูรณ์ถือเป็นพรวิเศษ มันไม่เหมือนวิชาของสำนักที่จับคู่กันได้
หากนำมรดกสามชุดของสำนักกระบี่เริ่มดวดวงแยกกัน มันจะดีไม่เท่าวิชาที่สำนักเพลิงเทพและสำนักกระบี่เซียนเมฆาที่ให้เป็นรางวัลแก่ผู้ฝึกตนทั่วไป แต่มันสามารถฝึกฝนร่วมกันได้
ในการโจมตีสามารถใช้กระบี่จ้งหยวนหรือกระบี่วิญญาณยักษ์ ในการบุกหรือถอยหนีใช้เดินหนีสวรรค์ เพียงสิ่งนี้อย่างเดียวก็ดีกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปมากแล้ว
เจิ้งกวงเฟยมาหาต่งซิวจื่อ เขาอายเกินกว่าจะพูดอะไร ถูกคนระดับเดียวกันที่เพิ่งทะลวงระดับขัดเกลาทวารกวาดกระเด็นออกไป ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็น่าอับอาย
สิ่งสำคัญคือเมื่อครู่ที่เฉินเฟยถูกพวกเขาปิดล้อม เขาได้พูดจาไว้ใหญ่โต ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายบาดเจ็บจากกระบี่เดียว มันช่างน่าเหลือเชื่อนัก
ร่างเฉินเฟยวูบไหว เมื่อรับรู้ได้ว่าต่งซิวจื่อทั้งสามไม่ได้ไล่ตามมาก็อดยิ้มไม่ได้
ก้าวหน้าสามารถโจมตี ก้าวหลังสามารถป้องกัน นี่แหละคือเดินหนีสวรรค์ และยังเป็นเหตุผลว่าทำไมเฉินเฟยอดใจรอไม่ไหวที่จะทำให้เดินหนีสวรรค์เป็นแบบง่าย ตอนนี้เขาได้รับรางวัลจากมันแล้ว
หากใช้ท่าร่างแล้วไม่สามารถสลัดสามคนนั้นได้ สุดท้ายมันจะเป็นการต่อสู้ดุเดือด
ตอนนี้เฉินเฟยเปิดจุดทวารเพียงสามจุด พลังของค่ายกลกระบี่จึงไม่สามารถใช้ได้นาน แม้พลังมหาศาลของสยบมังกรคชสารจะอยู่ได้นานกว่านี้ แต่หากไม่ได้การสนับสนุนจากค่ายกลกระบี่ โอกาสรับความผิดพลาดของเฉินเฟยยังต่ำเกินไป
ท้ายที่สุดตราบใดที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย วงจรอุบาทว์ก็จะเกิดขึ้นและต้องตายในที่สุด ในเวลานั้นอย่างมากก็ฆ่าอีกฝ่ายได้หนึ่งคน
แต่ถ้าตัวเองตายและอีกฝ่ายตายเพียงเล็กน้อย แบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร?
เมื่อมีชีวิตอยู่เท่านั้นจึงมีความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ!
เฉินเฟยใช้ทางอ้อมกลับไปยังสำนักและรายงานสถานการณ์ที่เขาเผชิญต่อเจ้าสำนักฉวีชิงเซิง
ฉวีชิงเซิงโกรธมากหลังจากฟังเรื่องราวของเฉินเฟย แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
มันเป็นความเศร้าของผู้อ่อนแอ แม้แต่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวซึ่งมีระดับขัดเกลาทวารมากมายยังเป็นผู้อ่อนแอต่อหน้าสำนักเพลิงเทพ ความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย
สำนักเพลิงเทพให้คนมาล้อมสังหารเฉินเฟย แต่สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่สามารถให้คนไปปิดล้อมคนของสำนักเพลิงเทพ เพราะการทำแบบนั้นเป็นการเผชิญหน้ากับสำนักเพลิงเทพโดยตรง
คนที่มีความสุขที่สุดจากเรื่องนี้คือสำนักกระบี่เซียนเมฆา เพราะมันหมายความว่าสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวและสำนักกระบี่เซียนเมฆาเชื่อมโยงกัน
ในเวลานั้นสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวต้องย้ายเข้าสำนักกระบี่เซียนเมฆาและกลายเป็นสมาชิกของสำนักกระบี่เซียนเมฆาโดยสมบูรณ์ ด้วยวิธีนี้เท่านั้นจึงสามารถรับประกันความปลอดภัยของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาว
ไม่อย่างนั้นหากสำนักเพลิงเทพตอบโต้กลับ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะไม่มีทางต่อต้าน เจี่ยนจิ้นเซิงคนเดียวก็สามารถกวาดล้างทั้งสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวได้แล้ว คงมีเพียงไม่กี่คนที่หลบหนีไปได้
และการรวมเข้ากับสำนักกระบี่เซียนเมฆาเทียบเท่ากับการตัดมรดกของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวโดยสิ้นเชิง บางทีสำนักกระบี่เซียนเมฆาอาจให้สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวเก็บรักษาเอกลักษณ์เอาไว้สักพัก
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเงาของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวจะหายไป สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหลือ
ในบรรดามรดกมากมายของสำนักกระบี่เซียนเมฆา ส่วนมากล้วนได้รับมาด้วยวิธีนี้ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวมีอดีตอันรุ่งโรจน์และไม่เต็มใจปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น
สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่ได้เร่งด่วนมากนัก เพราะเป้าหมายหลักของสำนักเพลิงเทพยังเป็นสำนักกระบี่เซียนเมฆา
“หากไม่ใช่เรื่องสำคัญ ช่วงนี้เจ้าอยู่ในสำนักเถอะ” ฉวีชิงเซิงมองเฉินเฟยแล้วพูด
เห็นได้ชัดว่าสมาชิกสำนักถูกคนอื่นปิดล้อมสังหารและยังรู้ว่าใครเป็นศัตรู แต่พวกเขาไม่สามารถยืนหยัดเพื่อเขาได้ สิ่งนี้ทำให้เจ้าสำนักฉวีชิงเซิงยากจะปล่อยวาง
“ท่านเจ้าสำนักไม่ต้องกังวล ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี”
เฉินเฟยหัวเราะเบา เขาเพียงมารายงานสถานการณ์และไม่ได้ตั้งใจให้สำนักแก้แค้นให้ สำนักกระบี่เริ่มดวงดาวไม่ได้มีพลังเช่นนั้น
เฉินเฟยเพียงหวังว่าศิษย์สาวกคนอื่นจะระวังตัวมากขึ้น
ครั้งนี้คนของสำนักเพลิงเทพล้อมสังหารเฉินเฟยไม่สำเร็จ การปิดล้อมครั้งต่อไปยิ่งมีโอกาสน้อยกว่า เว้นแต่จะส่งระดับขัดเกลาทวารขั้นกลางที่มีท่าร่างยอดเยี่ยมมา
ท่ามกลางผู้ฝึกตนทั่วไป มีคนน้อยมากที่มีการบ่มเพาะระดับนั้นและมีท่าร่างที่ดี ส่วนคนของสำนักเพลิงเทพ พวกเขาตั้งเป้าที่สำนักกระบี่เซียนเมฆามากกว่า
เมื่อเห็นว่าเฉินเฟยเด็ดเดี่ยวฉวีชิงเซิงไม่ชักชวนอีก เพียงบอกให้เฉินเฟยสนใจความปลอดภัยจองตัวเองมากขึ้น หลังจากเฉินเฟยจากไป ฉวีชิงเซิงเรียกรวมตัวผู้อาวุโสคนอื่นและอธิบายสถานการณ์ที่เฉินเฟยเผชิญหน้าให้ฟัง
ผู้อาวุโสคนอื่นของสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวต่างโกรธเคือง แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนิ่งเฉย เพราะหากก้าวเข้าไปร่วมด้วยจะถอยกลับไม่ได้อีก
การรวมเข้ากับสำนักกระบี่เซียนเมฆาอาจดูปลอดภัย แต่เป็นไปได้ว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายสำนักกระบี่เริ่มดวงดาวต้องไปอยู่แนวหน้า
เฉินเฟยมาพบเฟิงซิวผู่และบอกให้เขาระวังตัวมากขึ้น เฟิงซิวผู่บอกให้เฉินเฟยอยู่ในสำนักไปก่อน อย่างน้อยในสำนักยังปลอดภัยอยู่
แต่พอเฉินเฟยแสดงเดินหนีสวรรค์ให้เห็น เฟิงซิวผู่ก็ถึงกับพูดไม่ออก เขาแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเฉินเฟยเกือบจะอยู่ในระดับเดียวกับตัวเอง
เฟิงซิวผู่ฝึกเดินหนีสวรรค์มาหลายปี ในขณะที่เฉินเฟยใช้เวลาฝึกเพียงเท่านั้น
ในเวลานี้เฟิงซิวผู่เข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ระดับเดียวกับเฉินเฟยที่ต้องมองเฉินเฟยนำหน้าไปอย่างช่วยไม่ได้แล้ว
“อย่าได้ภูมิใจ หากเจ้าไม่ก้าวหน้าก็จะถอยกลับ เจ้าต้องฝึกหนักต่อไป!” เฟิงซิวผู่พูดเสียงทุ้ม
เฉินเฟยมองเฟิงซิ่วผูอย่างตกตะลึง ดูเหมือนว่าตอนนี้มีเพียงอาจารย์ตัวเองที่สามารถพูดสิ่งนี้กับตัวเองได้ ฐานะของคนอื่นไม่มีสิทธิพูดแบบนี้อีกแล้ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา เฉินเฟยมาถึงเมืองเซียนเมฆา
ครั้งนี้เฉินเฟยใช้ทางอ้อม เขาตัดสินใจว่าหากในอนาคตต้องการกลับไปสำนักจะใช้ทางอ้อมนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการโดนติดตามและสังหาร
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานหนักเพื่อเพิ่มการบ่มเพาะ
ในสถานการณ์วุ่นวายเช่นนี้ทุกคนล้วนมีส่วนร่วม และบ่อยครั้งที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมสิ่งที่ทำ หากต้องการทำลายสถานการณ์แบบนั้นจะต้องมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
แต่การปรับปรุงพลังของระดับขัดเกลาทวารส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา นั่นคือช่วงนี้ที่สำนักกระบี่เซียนเมฆาถูกคุกคามซึ่งทำให้เฉินเฟยมีโอกาสก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
เฉินเฟยยังแข็งแกร่งไม่พอ ไม่อย่างนั้นหากเฉินเฟยแข็งแกร่งพอเขาคงฆ่าสามคนนั้นไปแล้ว สำนักเพลิงเทพจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า และมีโอกาสสูงที่จะมุ่งเป้าไปหาสำนักกระบี่เซียนเมฆา
เฉินเฟยใช้ทุกเวลาในการหลอมโอสถและฝึกฝน
หนึ่งเดือนต่อมา เฉินเฟยเปิดจุดทวารอีกครั้งทำให้จำนวนจุดทวารทั้งหมดเป็นสี่จุด ในขณะเดียวกันได้แลกเคล็ดพันไหมของสมาคมนักหลอมโอสถซึ่งเป็นขั้นสามถึงห้า
ตอนนี้เฉินเฟยมีค่าผลงานมากมาย เคล็ดพันไหมซึ่งเมื่อก่อนไม่อาจเข้าถึง ตอนนี้สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างง่ายดาย
การแลกสมุนไพรอายุมากอย่างเดียวยังห่างไกลจากความสามารถในการใช้ค่าผลงานที่เพิ่มขึ้นของเฉินเฟย
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน เฉินเฟยมีจุดทวารห้าจุด ผู้ฝึกตนทั่วไปต้องใช้เวลามากกว่าสิบหรือยี่สิบปีจึงมาถึงจุดนี้
ในขณะเดียวกันการหลอมโอสถทะยานเนินเขาอย่างบ้าคลั่งทุกวันได้เพิ่มความชำนาญโอสถหลิงเสวี่ยจนถึงระดับรู้แจ้ง
ในสมาคมนักหลอมโอสถ เฉินเฟยรับภารกิจหลอมโอสถหลิงเสวี่ยสองเตา
ตรวจสอบสมุนไพรวิญญาณ ก่อนไฟและหลอมโอสถ เฉินเฟยทำทุกขั้นตอนอย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วไม่ต่างจากการหลอมโอสถครั้งก่อน แต่หากมีปรมาจารย์ด้านการหลอมโอสถอยู่ที่นี่จะเห็นถึงความแตกต่างเล็กน้อย
ความแตกต่างนี้คือความรู้สึกผ่อนคลาย
ไม่เร่งร้อนหรือล่าช้า ทุกรายละเอียดของการหลอมโอสถหลิงเสวี่ยปรากฏในมืออย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามันซับซ้อน แต่พอมองเฉินเฟยทำกลับรู้สึกสบายตา
แม้แต่คนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการหลอมโอสถ เมื่อเห็นการกระทำของเฉินเฟยก็ยังเข้าใจว่าเฉินเฟยไปถึงจุดสูงสุดของการหลอมโอสถหลิงเสวี่ย
ครึ่งชั่วยามต่อมา เปิดฝาเตาออก กลิ่นหอมสมุนไพรอบอวนมากกว่าเดิม
เฉินเฟยหยิบโอสถหลิงเสวี่ยสี่เม็ดลงจานเคลือบ มองลวดลายโอสถจางๆที่ปรากฏบนโอสถ ด้วยความชำนาญโอสถหลิงเสวี่ยในระดับรู้แจ้ง โอสถหลิงเสวี่ยที่หลอมออกมาจึงเกิดลวดลายโอสถ
“หากลดจำนวนโอสถเหลือสามเม็ด ลวดลายโอสถจะปรากฏในโอสถแต่ละเม็ดอย่างเด่นชัด”
เฉินเฟยคิดในใจ โอสถหลิงเสวี่ยที่มีลวดลายโอสถต้องมีฤทธิ์ยามากกว่าโอสถหลิงเสวี่ยธรรมดา แต่เฉินเฟยกำลังทำภารกิจอยู่ การหลอมเช่นนั้นไม่ทำให้เฉินเฟยได้ประโยชน์ใด
“บีบอีดโอสถเหลือสามเม็ดจะเพิ่มฤทธิ์ยาของโอสถ ถ้าเพิ่มจำนวนเป็นสี่หรือห้าเม็ดบางทีฤทธิ์ยาอาจลดลง แต่ยังทำให้ภารกิจสำเร็จได้ไม่ใช่หรือ?”
ดวงตาเฉินเฟยเป็นประกาย ถึงเวลาทดสอบทักษะหลอมโอสถที่แท้จริงแล้ว!
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved