ตอนที่ 163

3/6

Ep.163 -

กลับสู่เมืองหานอีกครั้ง

ในชีวิตก่อน

เป็นหลุยเหมิงที่ได้ทักษะลับกลืนดาราไปครอบครอง หลงระเริงไปกับมัน

นำมาซึ่งเหตุการณ์นองเลือดมากมาย

นั่นเองคือสิ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงชั่วร้ายดังกระฉ่อน

แต่ฉินเฟิงจะไม่ทำเช่นนั้น

ตราบใดที่เขาไม่สังหารผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ

ทักษะลับกลืนดาราก็จะเป็นเทคนิคเฉพาะตัว และไม่ถูกใช้งานในทางไม่ดี

แน่นอน

ว่าทักษะลับดังกล่าวยังทำให้กำลังภายในปั่นป่วนเช่นกัน

กล่าวได้ว่านอกจากฉินเฟิงแล้ว ไม่มีใครที่เหมาะสมที่จะใช้งานมัน

และมั่นใจได้เลย

ว่าเขาจะไม่เผยแพร่ทักษะฝึกฝนนี้ออกไปอย่างแน่นอน

ตันหยูเป็นเพียงคนแรกที่เข้ามาสอบถามเขา

จากนี้ไป เกรงว่าคงจะมีเพิ่มขึ้นไม่จบสิ้น

ดังนั้นเพื่อรับมือกับมัน

ที่ฉินเฟิงต้องทำ คือเติบโตขึ้น พัฒนาขึ้น

แข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีผู้ใดกล้ามาสอดรู้สอดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้!

ต้องฝึกฝนจนแข็งแกร่งให้มากพอจนผู้คนไม่อาจไล่ตามเขาได้ทัน

มากพอที่จะไม่ให้ใครมาคุกคามตนเอง

เสียงรถไฟคำรามข้ามผ่านทุ่งล่า

ในที่สุดก็มาถึงเขตชานเมืองหาน

ปัจจุบันกลุ่มคนของทางเฉิงเป่ยอยู่ห่างจากเมืองหานราวๆ

10 ไมล์ ที่นี่มีสถานชุมชนขนาดเล็กถูกจัดตั้งขึ้น

แต่ไม่มีอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพมิติ คาดว่าน่าจะเป็นเหมือนกับค่ายชั่วคราว

ในพื้นที่

ห้องพักทุกหลังถูกสร้างขึ้นด้วยเหล็กแบบดาดๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ลี้ภัย , พ่อค้า

หรือผู้ใช้พลัง ทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ สภาพแวดล้อมเลยค่อนข้างแย่

แต่อย่างน้อยก็ยังมีที่ให้ซุกหัวนอน

ทุกคนถูกจัดให้อยู่ในบ้านหลังเล็กๆ พักผ่อนในห้องที่ดูเรียบง่าย

ส่วนอุปกรณ์สื่อสารได้ถูกเชื่อมต่อกับกองบัญชาการของเครือข่ายท้องถิ่น

เพื่อให้สะดวกต่อการตัดสินใจและวางแผน

ในช่วงเวลานี้

เหนือเมืองหานปรากฏโดรนลอยลำอยู่เป็นจำนวนมาก

มันคอยสำรวจและส่งรายงานสถานการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบของตน อย่างเช่นตรงตำแหน่งนี้

พลเมืองได้รับการช่วยเหลือแล้ว ตรงนี้ยังหลงเหลือแมลงสัตว์ร้ายอยู่

หรือตำแหน่งไหนได้รับผลกระทับหนักสุด ทุกสิ่งล้วนปรากฏขึ้นบนแผนที่จากเครือข่าย

“ลูกพี่ ถ้าเทียบกับตอนพวกเรา

ปัจจุบันรอยแยกมิติเล็กกว่าเดิมมาก

เรื่องนี้เหมือนว่าคนของทางฟูเฉิงเองก็กำลังพูดถึงมันอยู่เหมือนกัน

ว่าต้องการเก็บกวาดพื้นที่รอบๆให้มั่นคงก่อน หรือว่าบังคับปิดมันลงเลยในทันทีดี

แต่ไม่ว่าจะข้อไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะกู้คืนเมืองหานในตอนนี้”

ฉินเฟิงพยักหน้าสายตายังคงจดจ้องอยู่บนแผนที่เมืองหาน

“พื้นที่ตรงส่วนนี้ .. ”

พอกวาดมองจนถึงตำแหน่งหนึ่ง คิ้วของฉินเฟิงก็ขมวดเล็กน้อย

อันที่จริงก่อนออกเดินทาง เขาก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว แต่พอเห็นด้วยตาตัวเองมันก็--

วังเฉินที่กำลังสนทนา

แจ้งข้อมูลแก่เขาทันที

“ตำแหน่งนั้นคือรังมด

จากการสอดแนมอยู่หลายวันด้วยโดรนบิน เลยพอคำนวณปริมาณคร่าวๆของมดเหล็กดำได้ ที่สำคัญนางพญาของพวกมันยังเลื่อนขั้นขึ้นเป็นราชันย์สัตว์ร้ายเรียบร้อยแล้ว!”

ดวงตาของฉินเฟิงเริ่มอึมครึม

ในชีวิตก่อนหน้า

เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม

เรื่องราวดังกล่าวถือว่าสมเหตุสมผล

เพราะเสือสองตัวมิอาจอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันได้

สัตว์ร้ายประเภทแมลงในเมืองหานแตกต่างจากชุดคลุมดำกระหายเลือดและราชันย์อัศวิน

ที่เป็นเผ่าพันธุ์มากสติปัญญา ไหนจะเรื่องที่พวกมันเป็นซากศพเหมือนกันทั้งหมดอีก

แต่ส่วนหนึ่งคาดว่าคงเป็นเพราะมันตกอยู่ภายใต้คำสั่งของเจ้านายมือขาดเช่นกัน

ทั้งหมดที่กล่าวมาจึงเป็นเหตุผลให้ระดับราชันย์ทั้งสองร่วมมือกันได้

แต่ในเมืองหาน

ราชันย์ตัวแรกที่ปรากฏขึ้นคือแม่พันธุ์แมงมุมเลือดขาเหล็ก

และไม่มีแมลงสายพันธ์ใดต่อกรกับมันได้ ดังนั้นมันจึงเริ่มสร้างอาณานิคมของตน

ขณะเดียวกันก็เป็นเสือที่คอยเฝ้าจับตามองสายพันธ์อื่นที่อาจขึ้นมาเป็นศัตรู

เดิมทีแม่พันธุ์แมงมุมตัดสินใจไว้ก่อนแล้ว

ว่าทันทีที่ลูกแมงมุมขาเหล็กฟักตัว

มันก็จะเริ่มออกล่าแมลงสายพันธ์อื่นๆที่อาจก่อภัยคุกคาม อย่างไรก็ตาม

มันกลับถูกสังหารลงโดยฉินเฟิงซะก่อน

ด้วยเหตุนี้เอง

เมื่อศัตรูโดยธรรมชาติตกตายลง ฝูงมดเหล็กเลยเริ่มออกล่าหากินไม่เลือก

พวกมันค่อยๆเติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มีการแจกจ่ายอาหารและแหล่งพลังงานมากขึ้น

จนสุดท้ายภายในรังก็ให้กำเนิดตัวตนระดับราชันย์สัตว์ร้าย

และเช่นเดียวกันกับแม่พันธุ์แมงมุม

นางพญามดครอบครองอัตราการสืบพันธุ์ที่สูงมาก ต่างตรงที่ไม่ใครหยุดมัน

อาณาจักรมดขนาดใหญ่จึงถือกำเนิดขึ้น

“หากใช้มันเป็นจุดศูนย์กลาง

การแพร่กระจายของแมลงสัตว์ร้ายในเมืองหานจะดูเป็นรูปเป็นร่างค่อนข้างชัดเจน

ลูกพี่ตั้งใจจะไปลุยตรงจุดไหนก่อนดี?” วังเฉินถามด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

เป็นประกายที่เผยถึงความเคารพขณะเดียวกันก็ตื่นเต้น

วังเฉินย้อนนึกไปถึงในตอนแรก

ในฉากที่ฉินเฟิงเผชิญหน้ากับแม่พันธุ์แมงมุมเลือดขาเหล็กเพียงลำพัง

การต่อสู้ในครั้งนั้น

หากใครไม่ได้ดูมัน ขอบอกเลยว่าอดเสียดายแทนไม่ได้จริงๆ!

“นางพญามดเหล็กไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะต่อกร”

ฉินเฟิงกล่าวเสียงจม “เพราะฝูงมดมีปริมาณมากเกินไป”

ในครั้งแรกที่ฉินเฟิงจากมา

ฝูงมดน่าจะมีสักราวๆ 10,000 ตัวเท่านั้น

แต่ปัจจุบันเวลามันก็ผ่านไปนานมากแล้ว

ยิ่งไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ปริมาณของฝูงมดจึงเติบโตขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า

ยังไม่พอ พวกมันยังคงแพร่พันธุ์

วางไข่นับพันในทุกๆวัน ดังนั้นมันจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้น

ในขณะที่มดแรกเกิดจำเป็นต้องกัดแทะเหล็กหรือคอนกรีดบางส่วนเป็นอาหาร

ซึ่งในที่นี้มีปริมาณอาหารที่ว่าอยู่มากพอชนิดล้นเหลือ

พวกมันจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันตลาดอาหารที่พวกมันทำรังอยู่

อาคารทั้งหมดได้กลายเป็นก้อนกลมๆจนสิ้น และก้อนกลมๆที่ว่า

คืออุจจาระที่มดเหล็กขับออกมา

กลายเป็นกองอุจจาระมดขนาดมหึมา

วังเฉินพอได้ยินคำของฉินเฟิง

สีหน้าตื่นเต้นของเขาก่อนหน้านี้ก็เริ่มมลายหายไป

“นอกจากนี้

เรื่องการปิดล้อมรังนางพญามด เอาไว้ค่อยพูดกันในภายหลัง

เพราะยังไงซะนางพญามดก็คงไม่โผล่มาง่ายๆอยู่ดี”

“อ้อ แล้วก็นะ

ในศึกช่วงแรกฉันจะไม่ร่วมทีมกับนาย แต่จะขอแยกไปคนเดียว

ส่วนนายฉันฝากรับหน้าที่ปกป้องโจวฮ่าวและทีมของเขาอยู่ห่างๆ

ให้คนที่จะกลายมาเป็นสมาชิกใหม่ของสถานชุมชนเฟิงหลีได้มีประสบการณ์ต่อสู้

และแข็งแกร่งขึ้น”

“รับทราบ ไว้ใจได้เลยลูกพี่”

ว่าจบ

ฉินเฟิงก็ศึกษาตำแหน่งต่างๆบนแผนที่จนเข้าใจอีกครั้ง และตัดสินใจไปดูด้วยตาตนเอง

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังต้องพาไป๋หลีไปทำภารกิจรับตราโลโก้ผู้ใช้พลังเลเวล

G ด้วย

ฉินเฟิงเรียกม้าศึกออกมา

เอื้อมมือไปโอบเอวไป๋หลี อุ้มขึ้นขี่มัน พลังสมาธิของฉินเฟิงถูกกระตุ้น

ม้าศึกเริ่มขยับฝีเท้า ควบวิ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาเป็นเงา

โผบินสู่เมืองหาน

หลายคนเงยหน้าขึ้นมอง

โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถไฟฟรีที่เมืองหานจัดเตรียมเอาไว้ให้

หลังจากเกิดโลกาวินาศ

การรุกรานของรอยแยกมิติยังนำไปสู่การเกิดสิ่งแปลกใหม่และมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย

แม้ม้าศึกทมิฬจะน่าทึ่งมาก แต่ในยุคสมัยนี้ มีกระทั่งบางคนที่ขี่มังกร

เพียงแต่ผู้ใช้พลังระดับต่ำเกินไปไม่มีทางจะได้พบเห็นมันก็เท่านั้นเอง

ไม่นาน

เมืองหานก็ปรากฏสู่สายตาของฉินเฟิง เนื่องจากไม่มีทหารรักษาการณ์

เลยมีแมลงสัตว์ร้ายเกาะอยู่บนกำแพงเมืองประปราย

และภายนอกเมือง

ยังสังเกตเห็นได้ถึงมังกรดิน และแมลงสัตว์ร้ายระดับต่ำ

ชัดเจนว่าพวกมันเริ่มขยายอาณาเขตออกมาสู่ภายนอกแล้ว

เนื่องจากสายพันธ์ของพวกมันไม่ได้มีกลุ่มใหญ่โต

จึงถูกขับไล่ออกจากเมืองหาน ที่ซึ่งเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ในสายตาของพวกแมลง

แม้จะเป็นแค่มังกรดิน

แต่ก็ใช่ว่าจะง่ายที่จะจัดการ

เบื้องล่างของฉินเฟิง ผู้ใช้พลังเลเวล

G หลายคนกำลังรวมกลุ่มกันปิดล้อมมังกรดิน

ร่วมกันสู้อย่างครึกครื้น

กองทัพจากหลายแห่งก็กำลังทำการกวาดล้างมันอยู่เช่นกัน

“อ๊า!”

แต่ในตอนนั้นเอง

จู่ๆหนึ่งในนั้นก็กรีดร้องโหยหวน เขาดันประมาท เผลอถูกมังกรดินกัดเอา

ลำตัวของมังกรดินเริ่มดิ้นพล่าน คิดหมายจะดิ่งลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง

และหากมันทำสำเร็จ นั่นหมายความว่าชายคนนั้นจะจมลงสู่ความตาย!

“ไม่!”

“อดทนไว้

ฉันกำลังจะไปช่วยเดี๋ยวนี้แหละ!”

เพื่อนร่วมทีมของเลเวล G ร้องตะโกน

เขาพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้สหายตนถูกกลืนหายลงไป

ม้าศึกของฉินเฟิงควบผ่านมาพอดี

“ลำแสงเปลวเพลิง!”

หนึ่งมือสะบัดออกไปอย่างเรียบง่าย

รูนไฟสีแดงเข้มตกลงบนลำตัวขนาดใหญ่ของมังกรดิน บังเกิดเสียงระเบิดตูม! ดังกึกก้อง

ลำตัวยาวน่าเกลียดถูกเป่าหายจนขาดครึ่งทันที

เมื่อมังกรดินระเบิดขาดครึ่ง

ผู้ใช้พลังเลเวล G ก็กระเด็นหลุดไปพร้อมกับส่วนหน้าของลำตัวที่ใช้งับ และร่วงกระแทกลงกับพื้น

แม้จะเปล่งเสียงร้องน่าสงสารออกมา แต่ชีวิตของเขาไม่ตกอยู่ในอันตรายอีกต่อไป

รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด!

อย่างไรก็ตาม

ฉินเฟิงทำทีราวกับเขามิได้เพิ่งช่วยชีวิตใคร ตนเพียงควบม้าศึกผ่านไป

เข้าสู่ประตูหน้าเมืองหาน

ทั้งทีมตกอยู่ในอาการช็อก

มองตามแผ่นหลังของฉินเฟิง บังเกิดความสำนึกคุณ ในแววตาฉายถึงร่องรอยเคารพเทิดทูน

“รอดไปที นายไม่เป็นไรนะ”

“เมื่อกี้มีผู้ใช้อบิลิตี้เลเวล F

ช่วยนายไว้”

“เป็นผู้ใช้อบิลิตี้ราวกับสวรรค์โปรด!”

“เอาไว้หลังจากนี้

ก็อย่าลืมไปขอบคุณเขาด้วยล่ะ”

ฉินเฟิงไม่สนในว่าอีกฝ่ายคิดขอบคุณหรืออย่างใด

เขาทำแค่เพียงควบเร่งเข้าสู่ใจกลางเมืองหาน และหยุดอย่างรวดเร็ว

“เธอยังจำสิ่งที่ฉันสอนได้หรือเปล่า?

อย่าทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อ เป็นการเผยตัวตนที่แท้จริงมากเกินไป”

“รับทราบ!”

ไป๋หลีพยักหน้า

ในมือปรากฏอาวุธขาวราวหิมะ

--มันคือมีดเซรามิก

แน่นอน

ว่าภายในมันบรรจุวัตถุดิบสัตว์ร้ายเอาไว้มากมาย จึงมีความทนทานเป็นอย่างมาก

มีรูปทรงที่เรียวบางคล้ายมีดกษัตริย์ครามรุ่นเก่าของฉินเฟิง

และเหตุผลที่ไป๋หลีเลือกอาวุธนี้

ก็เพราะว่ามันดูสวยดี!