ตอนที่ 942

Ep.942 - ตั้งชื่อมิติ

‘ทักษะลับกลืนดารา … ทำไมมันถึงถูกเรียกว่ากลืนดารา?’

‘นั่นเพราะทักษะลับกลืนดาราสามารถดูดซับกำลังภายในของผู้อื่น

แม้มันจะสามารถดูดซับจิตวิญญาณหรือพลังงานมาได้ด้วยเช่นกันก็ตาม

แต่ฉันคิดว่าชื่อเรียกนี้นับว่าถูกต้องแล้ว’

‘คำว่ากลืนดาราของทักษะนี้

อย่าบอกนะว่าหมายถึงแก่นพลังงานในร่างกายมนุษย์?’

‘ทักษะลับกลืนดาราคือเทคนิคสายมาร

เป็นวิชาที่สามารถทำให้ผู้คนออกเข่นฆ่าสังหารอย่างบ้าคลั่ง

แต่ผู้ใดกันที่เป็นคนคิดค้นมัน? ฉันครอบครองพลังพิเศษดูดกลืน

ดังนั้นเลยสามารถบรรเทาจุดอ่อนของทักษะลับกลืนดาราได้ ทำให้ทักษะนี้

มิใช่สายมารอีกต่อไป’

‘ตอนนี้พอมาลองคิดดูดีๆเกี่ยวกับมัน ทักษะนี้

น่ากลัวว่ากลืนดาราคงไม่พ้นเป็นทักษะกำลังภายในของพันธมิตรองค์กรมืดจริงๆ

ไม่เพียงแค่นั้น แต่มันอาจเป็นทักษะของจ้าวเหนือหัว! มิฉะนั้น

มันคงไม่ได้รับการตั้งชื่อว่ากลืนดารา!’

ยิ่งฉินเฟิงขบคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่

เขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น

เนื่องจากทักษะลับกลืนดาราสามารถดูดซับกำลังภายในของมนุษย์

และแท้จริงแล้วกำลังภายในของมนุษย์มาจากตันเถียน

แต่พอกำลังภายในของฉินเฟิงยกระดับขึ้นสู่เลเวล S ตันเถียนกลับแปรสภาพเป็นดารา

ดาราที่ประกอบไปด้วยน้ำแข็ง มองจากจุดนี้ หมายความว่า นับจากนี้หากทักษะลับกลืนดาราดูดซับสิ่งใด

ในอนาคตมันอาจสามารถเกิดการวิวัฒ กลายเป็นแกนกลางของพลังงานธาตุนั้นๆใช่หรือไม่?

มองยังไงนี่ก็เป็นทักษะที่ท้าทายเจตจำนงสวรรค์

ฉินเฟิงไม่เคยคิดมาก่อนเลย แต่แน่นอน ว่าหลังจากคิดได้แล้ว

ฉินเฟิงยังคงปิดปากเงียบ จะไม่ยอมให้ใครรู้ถึงการดำรงอยู่ของทักษะลับกลืนดารา

เจ้าสิ่งนี้ สำหรับพันธมิตรองค์กรมืดแล้ว

มันคือทักษะฝึกฝนที่พวกเขาเฝ้าใฝ่ฝันอย่างไม่ต้องสงสัย ขณะเดียวกัน

สำหรับพันธมิตรมนุษย์แล้ว มันคือภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวง

ฉินเฟิงเชื่อสุดใจ ว่าหากเรื่องนี้หลุดออกไป

เพื่อแก้ไขอันตรายที่ซ่อนอยู่ พันธมิตรมนุษย์ย่อมไม่สนใจสมาชิกตัวเล็กๆที่เพิ่งเข้าร่วมอย่างฉินเฟิง

ดาหน้าออกมาสังหารเขาแน่นอน

ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในจิตใจ

จนยานรบบินมาถึงเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง

เป็นเมืองที่มีเพียงหมายเลขประจำตัวติดไว้หน้าทางเข้าเท่านั้น ว่าเป็นเมืองหมายเลข

14214

ที่นี่มีวิลล่าว่างเปล่าอยู่มากมาย

หูซานเลือกหนึ่งในนั้นเป็นที่พำนักของฉินเฟิง

บัตรประจำตัวของฉินเฟิงสามารถเชื่อมต่อกับประตูมิติขนาดเล็กในพื้นที่วิลล่าได้

หมายความว่านับจากนี้ไปเขาจะเลือกข้ามมิติมาที่นี่

หรือเซ็นทรัลซิตี้ก็แล้วแต่ความสะดวก

หลังจากทำเรื่องที่จำเป็นทั้งหมดเสร็จสิ้น

หูซานก็กล่าวจุดประสงค์สุดท้ายของการกระทำในวันนี้

“ฉินเฟิง มิติที่พวกเราไปก่อนหน้านี้

ดูเหมือนว่าจะเป็นมิติที่จ้าวเหนือหัวเพิ่งตายไป ยังไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ที่นั่น

ฉันอยากจะต่อยอดเรื่องนี้ให้เป็นชิ้นเป็นอัน ร่วมมือกันชั่วคราวโดยมีหนานกงซีหมิง

, เป่ยถังเฉียน และฉัน คุณสนใจจะร่วมมือกับพวกเราด้วยรึเปล่า?”

หัวใจของฉินเฟิงกระตุกวูบ หากเป็นเรื่องราวของมิติของเทพเจ้า

แน่นอนว่าฉินเฟิงต้องอยากมีส่วนร่วมอยู่แล้ว

เพราะเขายังต้องการดูดซับแก่นพลังงานของเจ้าเหนือหัว!

อย่างไรก็ตาม

ดูเหมือนว่าทักษะลับกลืนดาราจะไม่มีความความสามารถนี้ ทว่าอบิลิตี้ติดตัวของเขา

พลังพิเศษดูดกลืนกลับมีความสามารถสั่นคลอนดาวเคราะห์อบิลิตี้ได้

ดังนั้นน่าจะสามารถดูดกลืนมันได้ใช่หรือไม่?

แต่เดี๋ยวค่อยเอาไว้ทดสอบกันอีกทีในภายหลัง

“ท่านผู้ใหญ่หู ผมยินดีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้อย่างแน่นอน

แต่ความแข็งแกร่งของผม ไม่ทราบว่าจะเป็นไปได้ไหม”

หูซานหัวเราะฮะฮ่า “ถ้าความแข็งแกร่งของคุณยังไม่พอให้เข้าร่วม

ฉันกลัวว่าคนอื่นๆคงไม่สามารถเข้าร่วมได้แล้ว ถ้าไม่มีคุณ

พวกเราคงไม่มีทางสามารถสร้างฐานที่นั่นได้”

ไม่นานจากนั้น หูซานก็ส่งข้อความหาเป่ยถังเฉียนกับหนานกงซีหมิง

ทั้งสองปรากฏกายขึ้นในวิลล่าของฉินเฟิง

“จอมพลฉิน ขอแสดงความยินดีที่ได้เข้าร่วมพันธมิตรมนุษย์”

หนานกงซีหมิงกล่าว

“ขอบคุณครับ” ฉินเฟิงตอบรับ ทั้งสี่นั่งลง

หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์หยิบเครื่องดื่มมาวางให้ จากนั้นล่าถอยออกไป

ปล่อยให้ทั้งสี่ดื่มด่ำสนทนา

เนื้อหาในบทสนทนา

แน่นอนคือเรื่องของการพัฒนามิติที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้

ประการแรกคือมาตรการป้องกัน อุปกรณ์รักษาเสถียรภาพมิติ ,

การขยับขยายพื้นที่ , การลงทุนด้านกำลังคน ฯลฯ

ในด้านกำลังคน ฉินเฟิงไม่มีสิทธิ์พูด ดังนั้นเขาจึงลงทุนในด้านเงินและเครื่องจักร

ส่วนผลตอบแทนจะเป็นสมบัติที่ได้รับจากมิติแห่งนี้

ไม่ว่าจะเป็นแร่เส้นชีพจร , สมุนไพรวิญญาณที่พบ

และในกรณีที่มรดกของจ้าวเหนือหัวเปิดขึ้นอีกครั้ง

ฉินเฟิงจะสามารถได้รับการแจ้งเตือนเช่นกัน

กล่าวโดยสังเขป ถือว่าได้รับผลประโยชน์มหาศาล

ทั้งสี่เจรจา ตอบตกลงกันอย่างรวดเร็ว ฉินเฟิงได้รับส่วนแบ่ง

30%ของกำไร , หูซานก็ 30% เช่นกัน ส่วนเป่ยถังเฉียนและหนานกงซีหมิงคนละ 20%

นี่เป็นแค่การตัดสินใจชั่วคราวเท่านั้น

สำหรับเรื่องที่ว่าจะมีคนอื่นๆเข้าร่วมอีกในภายหลังหรือไม่

เอาไว้ค่อยเปลี่ยนแปลงอีกทีใน 1 ปีหลังจากนี้

“ตอนนี้ พวกเราก็มาตั้งชื่อให้มิติกันเถิด” หูซานกล่าว

หนานกงซีหมิงเสนอความคิด “ฉันเห็นว่าบนเกาะเป็นทุ่งน้ำแข็ง

มีสัตว์ร้ายประเภทมังกรอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ฉันจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร

แต่ในเมื่อมันมีระดับความอันตรายที่สูงมาก ฉะนั้นขอเรียกว่าเกาะมังกร”

ฉินเฟิงไม่ได้เสนอความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

พยักหน้าเห็นด้วยโดยตรง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในชีวิตก่อนของฉินเฟิง ที่นี่ก็ถูกเรียกว่าเกาะมังกรจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เป่ยถังเฉียนกลับกล่าวว่า

“ฟังดูเหมือนเป็นแค่เกาะเลย ที่พวกเรากำลังคุยกันคือเรื่องตั้งชื่อมิติ

อ้างอิงตามพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในมิตินั้น

จะดีกว่าไหมถ้าพวกเราเรียกมันว่ามิติเทพวายุ!”

“งั้นเรียกว่ามิติเทพน้ำแข็งไม่ดีกว่าหรือ?

เพราะสภาพแวดล้อมในมิติแห่งนั้น อำนาจน้ำแข็งรุนแรงที่สุด” หูซานกล่าว

“ฉันจำได้ว่าในพันธมิตรมนุษย์ ชื่อเทพน้ำแข็งเคยมีคนใช้ไปแล้ว

” เป่ยถังเฉียนกล่าว

“ช่างเถิดๆ มันก็แค่ชื่อเรียก

เช่นนั้นตั้งชื่อว่ามิติของพระเจ้าเป็นอย่างไร เพราะยังไงซะพวกเราไม่มีแผนจะรายงานเรื่องนี้อยู่แล้ว

สภาพแวดล้อมที่นี้ไม่น่าใช้เป็นที่อยู่อาศัย จะล่มสลายลงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!”

หนานกงซีหมิงกล่าว

“ตกลง”

“เอาชื่อนั้นแหละ”

“ผมเห็นด้วยครับ”

ฉินเฟิงและคนอื่นๆ ร่วมกันตั้งชื่อมิติแห่งนี้ อาจกล่าวได้ว่า

สำหรับฉินเฟิง นี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ ได้มีส่วนร่วมพัฒนามิติที่ไม่รู้จัก

ตั้งชื่อแก่มัน ขุดทรัพยากรจากมัน

กล่าวได้ว่าฉินเฟิงในตอนนี้

ได้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางแห่งสิทธิและอำนาจที่แท้จริงของผู้ใช้พลังเลเวล S แล้ว

‘แม้ฉันยังไม่ขึ้นเป็นเลเวล S

อย่างน้อยความแข็งแกร่งในปัจจุบันก็มีอิทธิพลต่อผู้ใช้พลังเลเวล S

แต่ผู้ใช้พลังเลเวล A ยังไม่รู้ว่าฉันแข็งแกร่งขนาดไหน

ดังนั้นคงไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องของฉัน …

ฉะนั้นควรรีบเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดจะดีกว่า’

ฉินเฟิงคิดกับตัวเองในใจ

หลังจากทำข้อตกลงกันเสร็จสิ้น

ทั้งสี่ก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน ฉินเฟิงมิได้กลับมิติโลกทันที

แต่ก้มลงเล่นอุปกรณ์สื่อสารใหม่

เปิดเนื้อหาเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของพันธมิตรมนุษย์

ลามไปถึงในส่วนของรางวัลภารกิจต่างๆ

ฉินเฟิงอ่านมันและเกิดความคิดบางอย่างในใจเขา

ภารกิจเหล่านี้ มีเฉพาะเลเวล S

ที่แท้จริงเท่านั้นจึงสามารถเข้าร่วมได้ หากฉินเฟิงผลีผลามรับภารกิจ

มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นตัวรับกระสุน

แทนที่จะเป็นเช่นนั้น

ฉินเฟิงควรยกระดับความแข็งแกร่งของเขาก่อนดีกว่า เอาไว้ถึงเลเวล S ค่อยว่ากันอีกที

เมื่อได้ข้อสรุปเช่นนี้ ฉินเฟิงวางอุปกรณ์สื่อสารลง

หยิบบัตรมิติออกมา เปิดประตูมิติ กลับสู่เมืองเฟิงหลี

“แจ้งต่อพวกผู้บริหาร

ว่าพวกเราจะจัดประชุมกันในอีกหนึ่งชั่วโมง ใครมาไม่ได้ก็เข้าร่วมผ่านวิดีโอ”

ฉินเฟิงส่งข้อความหาซูซิงฝู

“รับทราบท่านประธาน”

ซูซิงฝูรับคำ ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเร่งรีบ

กลุ่มเฟิงหลีในปัจจุบัน แตกต่างจากเมื่อก่อนแล้ว

มันไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง การบริหารที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งมาก

ไม่จำเป็นต้องใช้การดำรงอยู่ในระดับเลเวล B ขึ้นไปอีกต่อไป

ขณะเดียวกัน ซูซิงฝู , โจวฮ่าว และชูฟ่าน

ได้กลายเป็นสามเหล็กกล้าภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเฟิง แต่ความแข็งแกร่งในตอนนี้

แม้โจวฮ่าวจะมากที่สุด แต่ก็อยู่แค่เลเวล C8 เท่านั้น ...