1/4
Ep.119 -
ฝ่าวงล้อม
ฉินเฟิงกล่าวออกไปตามตรง
“ฉันต้องการที่จะฝ่าวงล้อมออกไปก็จริง
แต่ไม่ได้ตั้งใจจะพาคนจำนวนมากติดตามไปด้วย
ตอนนี้พวกคุณก็ได้เห็นกับตาแล้วว่ากองทัพแมลงมันยังไม่ได้รับอาหารเพียงพอเลยออกมาล่าแบบนี้
ดังนั้นหากมี ‘กลุ่มอาหาร’ จำนวนมากออกเคลื่อนไหว
นี่ย่อมเป็นการดึงดูดพวกแมลงจำนวนมาก”
“ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจ
อีกอย่างกองกำลังหลิงหานข้างนอกก็เตรียมการจะบุกเข้ามายึดเมืองคืนอยู่แล้ว
ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ ฉันขอแนะนำว่าควรจะอยู่รอการช่วยเหลือดีกว่า”
“ถ้าพวกเราอยากอยู่รอการช่วยเหลือ
แล้วพวกเราจะมาที่นี่ทำไม ฉิน ...ไม่สิ มิสเตอร์ฉิน คุณคือความหวังเดียว!
ฉันหวังว่าคุณจะสามารถพาพวกเราไปด้วย!”
หนึ่งในผู้ใช้พลังเลเวล F
เปลี่ยนคำเรียกขานกระทันหัน ไม่กล้าเอ่ยชื่อฉินเฟิงตรงๆ
ฉินเฟิงกวาดตามอง
และพบว่าคนอื่นๆต่างกำลังแสดงสีหน้าวิงวอนเช่นกัน
“ถ้าอยากไป งั้นก็รอฟังคำสั่งจากฉัน!”
อันดับแรก ฉินเฟิงบอกให้พวกเขาไปรอด้านโรงแรมหลังก่อน
เผื่อว่าจะมีใครมาอีก
“ส่งข้อความหาคนที่เธอรู้จักซะ
บอกไปว่าอีกหนึ่งชั่วโมงฉันจะเริ่มฝ่าวงล้อมออกไปตามเส้นทางนี้”
ฉินเฟิงยกอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมา แล้วเปิดแผนที่เมืองหาน ลากเส้นไปตามทิศทางหนึ่ง
และส่งต่อให้หลิวซู
หลิวซูก้มลงมองเส้นทางลากยาวบนแผนที่
บังเกิดความสับสนเล็กน้อย แต่แล้วในหัวใจก็คล้ายนึกอะไรบางอย่างออก
“เส้นทางนี้ …
นายต้องการจะไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างงั้นหรอ? นี่นายคิดจะช่วยเหลือพวกเด็กๆ?”
ฉินเฟิงกล่าวเสียงเย็นชา “ก็ใช่ไง
ไม่งั้นฉันจะเลือกเดินทางเส้นนี้ทำไม?”
สถานะของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองหาน
ไม่ได้ดีไปกว่าสถานเลี้ยงเด็กในชุมชนเฉิงเป่ย บางทีอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าสถานเลี้ยงเด็กตั้งอยู่ในพื้นที่คับแคบ
และยังห่างไกลกับประตูเมืองทั้งสอง
มันไม่สะดวกต่อการฝ่าวงล้อมเป็นอย่างยิ่ง
หากไปตามทิศทางนี้ จะเทียบเท่ากับว่าฉินเฟิงกำลังเดินอ้อมเป็นวงกลม
อย่างไรก็ตาม
ฉินเฟิงก็ยังตั้งใจที่จะไป
เพราะเด็กๆคืออนาคตของโลก
ตัวฉินเฟิงเองก็เป็นเด็กกำพร้า ฉะนั้นเขาทราบดีถึงความไร้กำลังของพวกเด็กๆ
ในเวลานี้ หากฉินเฟิงไม่ช่วยเหลือพวกเขา ก็คงไม่มีใครคิดช่วยอีกแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกเขาเป็นกลุ่มที่อ่อนแอ
และเปราะบางที่สุดในเมืองหานตอนนี้
จู่ๆหลิวซูก็คล้ายรับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างในหัวใจ
“ฉันคิดว่านายไม่ชอบช่วยชีวิตคน
เพราะเกลียดการให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นภาระซะอีก” หลิวซูกล่าว
“เธอคิดไม่ผิดนะ พวกเขาเป็นภาระจริงๆ!”
ในกรณีนี้
ฉินเฟิงหมายถึงพวกคนที่อยู่ในห้องใต้ดิน
อย่างไรก็ตาม
หลิวซูเข้าใจผิดอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่หวาดกลัวฉินเฟิงอีกต่อไป
เจ้าตัวพาลคิดไปว่าความโหดร้ายที่ฉินเฟิงแสดงออกมา
มันเป็นเพียงหน้ากากที่เขามีไว้เพื่อเก็บซ่อนความดีงามจากภายในไม่ให้ใครเห็นก็เท่านั้น
“ขอบคุณนะฉินเฟิง!”
หลิวซูกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
ฉินเฟิงรู้สึกเหมือนหลิวซูน่าจะเข้าใจอะไรผิดไป
แต่เขาก็คร้านเกินกว่าจะพูดอธิบาย
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
คนอื่นๆเริ่มมาสมทบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีกระทั่งบางคนที่ส่งข้อความผ่านอุปกรณ์สื่อสาร
ว่าจะรอสมทบกับกลุ่มของฉินเฟิงระหว่างเส้นทาง
ในทำนองเดียวกัน
คนที่อยู่ห่างไกลจากเส้นทางหลบหนี เห็นได้ชัดว่าเริ่มคร่ำครวญ
พวกเขาส่งข้อความกลับมา
หวังว่าฉินเฟิงและคนอื่นๆจะมารับตนเองที่ตำแหน่งนี้เช่นกัน แต่ฉินเฟิงไม่สนใจเลย
โชคดีที่หลิวซูไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เธอเพียงประกาศคำสั่งขอฉินเฟิงแต่ไม่ได้ตอบกลับข้อความใดๆ
มิฉะนั้นน่ากลัวว่าฉินเฟิงคงบีบคอเธอจนตาย
แน่นอน
ว่าการยอมกัดฟันละทิ้งคนอื่นๆแบบนี้ ทำให้หลิวซูรู้สึกปวดร้าวเป็นอย่างมาก
“หมดเวลาแล้ว!
เตรียมตัวออกเดินทางได้!” ฉินเฟิงประกาศคำสั่งออกไป
ในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา
มีผู้คนมาสมทบกับทางฉินเฟิงถึง 200 คนเต็ม ทั้งหมดเป็นคนจากพื้นที่ใกล้เคียง
และมีแม้กระทั่งคนที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องพักของโรงแรมตั้งแต่เมื่อวานนี้
ปัจจุบัน ผู้ที่สามารถต่อสู้ได้
จริงๆแล้วมีจำนวนค่อนข้างเยอะ ในกลุ่มของฉินเฟิงตอนนี้ มีผู้ใช้พลังเลเวล F
มากถึง 13 คน และผู้ใช้พลังเลเวล G อีกมากกว่า 30 คน ที่เหลือเป็นคนธรรมดา
อย่างไรก็ตาม
เท่านี้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว!
“แบ่งกันเป็นทีมละ 10 คน
ผู้ใช้พลังเลเวล Fเป็นผู้นำแต่ละทีม แต่ละทีมจะมีผู้ใช้พลังเลเวล G 3 คน ส่วนอีก
7 คนเป็นคนธรรมดา”
ฉินเฟิงประกาศคำสั่ง
เนื่องจากปัจจุบันเป็นช่วงเวลาวิกฤต
ดังนั้นฝูงชนจึงปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว เลเวล F ทั้ง 13
คนปฏิบัติตามคำสั่งของฉินเฟิงทันที เลือกคนในทีมของตัวเอง
นี่เป็นเรื่องธรรมดา
เพราะถึงเวลาต่อสู้จริงๆ ฉินเฟิงไม่สามารถดูแลคนธรรมดาอย่างทั่วถึงได้
จึงต้องเป็นหน้าที่ของคนเหล่านี้ สำหรับคนธรรมดาที่ติดตามมาได้
นับว่าเป็นวาสนาของพวกเขาแล้ว
“ฉันจะพูดประโยคนี้แค่เพียงครั้งเดียว
หากใครก็ตามที่เข้าร่วมกับกลุ่มฝ่าวงล้อมของเรา
ขอให้เตรียมใจว่าจะไม่ก่อความวุ่นวายขึ้นตามมา รูปแบบกระบวนทัพจะเป็นผู้ใช้อบิลิตี้อยู่ภายนอก
คนธรรมดาอยู่ภายใน”
“ส่วนฉันจะอยู่หน้าสุด
และจะลงมือล่าทหารสัตว์ร้าย , นายพลสัตว์ร้าย หรือกองทัพแมลงเลเวล F
จำนวนมากเท่านั้น ห้ามสั่งฉัน หุบปากให้สนิท อย่าตะโกนใส่ฉัน
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้ก็ไปหาเทปกาวมาปิดปากซะ!”
แม้ว่าคำประกาศของฉินเฟิงจะดูรุนแรง
แต่มันก็เพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของทุกคน
มีแม่คนหนึ่งถึงขั้นเกิดความคิดลงมือทำจริงๆ
เธอเอาเทปกาวออกมา และปิดปากลูกสาวตัวเองเอาไว้ นอกจากนี้ยังปิดปากของตัวเอง
ในแววตาฉายถึงความตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่า--
--อยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
จะต้องฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้!
ฉินเฟิงมองไปทางแม่คนนั้น
เขาพยักหน้าให้เธอและกล่าวว่า “คุณมาอยู่ทีมเดียวกันกับผม”
เห็นได้ชัดว่าแม่ไม่คาดคิดว่าฉินเฟิงจะเลือกเธอ
เจ้าตัวรู้สึกปลาบปลื้มมาก เพราะยังไงซะ ฉินเฟิงคือหัวใจสำคัญของกลุ่มฝ่าวงล้อมนี้
เป็นการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งที่สุด
นอกเหนือไปจากฉินเฟิง
ยังมีวังเฉินอีกคนหนึ่งอยู่ในกลุ่มของพวกเขา ที่เหลือจะเป็นลุงหลิว , ภรรยาลุง ,
พนักงานสี่คน , แม่และลูกสาว ทั้งสิ้นสิบคน
แล้วเหตุใดทีมย่อยของฉินเฟิงถึงมีเลเวล
F ตั้ง2 คน? แน่นอน นั่นก็เพราะฉินเฟิงไม่ต้องการให้ลุงหลิวกับภรรยาเขาได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อย
เลยต้องป้องกันไว้ก่อน
“เริ่มออกเดินทางได้”
ฉินเฟิงชูมือขึ้น
และเดินนำออกจากโรงแรม
กลุ่มแมลงโดยรอบถูกเก็บกวาดหมดแล้วโดยฉินเฟิง
หลังจากออกมาข้างนอก สถานการณ์เลยยังดูปลอดภัยมาก
มีแมลง 1 - 2 ตัวโผล่มาบ้างตามรายทาง
แต่ทั้งหมดก็ถูกคนอื่นๆกำจัดอย่างรวดเร็ว
ในความเป็นจริงแล้ว
ตราบใดที่สถานการณ์ไม่ร้ายแรงจนเกินไป ผู้ใช้พลังอย่างไรเสียก็คือผู้ใช้พลัง
พวกเขาทำหน้าที่ได้ดี และน่าประทับใจมาก นี่นับว่าเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน!
แต่แน่นอน ว่าระหว่างการฝ่าวงล้อม
ยังไงก็ต้องมีอุบัติเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเสมอ
ความตายและการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หึ่ง หึ่ง!
จู่ๆก็มีแมลงสีดำจำนวนมากบินออกมาจากมุมตึกอย่างกระทันหัน
พวกมันคือหนึ่งในแมลงที่น่าหวาดกลัวที่สุด ---ด้วงกระหายเลือด!
และด้วงกระหายเลือด คือสัตว์ร้ายเลเวล
F! ไม่เพียงบินได้
แต่ยังครอบครองความสามารถในการรับรู้กลิ่นเลือดในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร
ซึ่งเลือดที่ว่าเกิดจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บในการต่อสู้ระหว่างทาง
กลิ่นอาหารที่หอมหวลเลยโชยไปแตะจมูกพวกมัน
ด้วงกระหายเลือดทำการปิดล้อมกลุ่มของฉินเฟิงทันที!
มีมากกว่า 30 ตัวในฝูงของพวกมัน
หัวหน้าฝูงคือด้วงกระหายเลือดที่มีขนาดตัวใหญ่หว่า 2 เมตร เป็นนายพลสัตว์ร้าย
นอกจากนี้ยังมีด้วงระดับทหาร ขนาดตัวราวๆ 1.5 เมตร !
สำหรับพวกสัตว์ร้าย
ไม่ว่าจะเป็นตัวใดก็ตาม หลังจากที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ความแข็งแกร่งของมันย่อมเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
และนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะรับมือได้!
ด้วงกระหายเลือดขนาด 1.5
เมตรแทบจะมีขนาดตัวเกือบเท่ากับมนุษย์
และในแง่ของความแข็งแกร่งที่พัฒนาตามขนาดตัว มันสามารถสังหารผู้ใช้พลังเลเวล F
ได้ในเวลาไม่กี่วินาที
ฉินเฟิงกระโดดขึ้นควบม้าศึกทันใด
มือฉกคว้าด้ามจับที่แขวนไว้ตรงเอว --มีดกษัตริย์ครามเผยโฉมออกจากฝักในทันใด
แสงสีทองพร่างพราวทำให้ผู้คนรู้สึกดวงตาพร่ามัว
ตามต่อด้วยเปลวเพลิงที่พวยพุ่ง
ม้าศึกดีดตัวขึ้น ควบทะยานไปในอากาศ
ต้อนรับการมาเยือนของด้วงกระหายเลือด
“จงสะบั้น!”
ยามเมื่อมีดกษัตริย์ครามที่มิอาจทำลายได้
ผสานรวมกับท่ามีดเปลวเพลิงและสับลง นายพลสัตว์ร้ายยังไม่ทันตอบสนอง
ก็ถูกผ่าเป็นสองซีกไปแล้วโดยฉินเฟิง
มีดกษัตริย์ครามวาดออกไปในแนวนอนอีกครั้ง
“ระบำดอกไม้ไฟ!”
เปลวเพลิงรูปพัดปะทุโหม
กวาดผ่านด้วงกระหายเลือดในอากาศ
กลุ่มด้วงกระหายเลือดพลันถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง
ส่งเสียงกรีดร้องลั่นน่าหวาดกลัว แต่ในพริบตามันก็กลายเป็นสีโค้ก ร่วงตกลงกับพื้น
ฉินเฟิงโจมตีอีกครั้ง และอีกครั้ง
ไม่นาน ด้วงกระหายเลือดส่วนใหญ่ที่บุกเข้ามาก็ถูกเก็บจนแทบเกลี้ยง!
เหลือเพียงด้วงกระหายเลือดอีก 2 - 3
ตัวที่สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของฉินเฟิงได้ มันพุ่งเข้าไปในฝูงชนทันที
ทันใดนั้นก็เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง แต่โชคยังดี
ที่มันถูกสังหารลงอย่างรวดเร็วโดยผู้ใช้พลังเลเวล F
นี่เองคือข้อดีของการซอยทีมย่อย
แล้วกระจายกำลังกัน ---การฝ่าวงล้อมยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ทว่าพวกแมลงมีจำนวนมากเกินไป
ในเวลาหนึ่งชั่วโมง พวกเขาสามารถเดินไปได้แค่ 3 ช่วงตึกเท่านั้น
ซึ่งหากเป็นในเวลาปกติ มันอาจจะใช้เวลาเดินแค่ไม่ถึง 10 นาที …
Copyright © 2025 xxxxx.com, All Right Reserved