ตอนที่ 132

2/4

Ep.132 - ทีม 4 คน

“ฉินเฟิง ท่าทีหยิ่งผยองนั่นมันอะไรกัน

เชื่อไหมว่าแค่ฉันเอ่ยปากก็สามารถฆ่าแกได้!” หลินไคโกรธจนแทบคลั่ง

อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงไม่สนใจ

กลิ่นอายสังหารกระพริบผ่านในแววตาของเขา

ใครจะฆ่าใครกันแน่!

อาจเป็นเพราะบทสนทนาระหว่างพวกเขาส่งเสียงดังมากเกินไป

ในที่สุดก็มีอาจารย์แทรกผ่านเข้ามาในฝูงชน

“เกิดอะไรขึ้น?

พวกเธอไม่ได้กำลังหาทีมอยู่หรอกหรอ? ทะเลาะอะไรกัน!” เฉิงเฉาขมวดคิ้ว

มองทั้งสองกลุ่ม และหลังจากรู้ทราบว่าทั้งสองคือใคร เขาก็เริ่มรู้สึกได้ถึงปัญหา

แต่ในตอนนั้นเอง

ก็มีอีกเสียงหนึ่งตะโกนออกมาจากฝูงชน

“อาจารย์ใหญ่!”

“อาจารย์ใหญ่!”*

(ขอเปลี่ยนคำเรียกเติ้งเหนียนว่าอาจารย์ใหญ่

จะได้ไม่ซ้ำกับผู้อำนวยการหลินเต๋อหรงครับ)

เป็นเติ้งเหนียน!

แม้หลินไคจะทำตัวราวกับกระทิงคลั่ง

แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะต่อกรกับคนที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพ่อของตน

และไม่อยากถูกสั่งสอนที่นี่ ดังนั้นจึงถลึงตามองฉินเฟิง

“ฝากไว้ก่อนเถอะ

แต่ฉันจะไม่จากไปเปล่าๆแน่นอน ในวันนี้! ใครก็ตามในคลาสมือปืนที่กล้าเข้าร่วมทีมกับฉินเฟิง

ฉันจะไปเช็คบิลมันย้อนหลัง!”

หลินไคทิ้งระเบิดตูมใหญ่

หันหลังและเดินจากไป

เบ๊คนอื่นๆก็ติดตามไปด้วยเช่นกัน

และรู้สึกเพียงแค่ว่าฉินเฟิงทำให้เจ้านายของพวกเขาต้องเสียหน้า

เฉิงหมิงเองก็โกรธเกรี้ยว

เขาไม่คาดคิดเลย

ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่อาจข่มฉินเฟิงได้

แถมยังทำให้มันหยิ่งผยองมากขึ้นกว่าเดิมซะอีก!

“ฉินเฟิง ในฐานะที่พวกเราเป็นพี่น้องจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า

ฉันอยากจะเตือนนาย ว่านายน้อยหลินไม่ใช่คนที่สามารถล่วงเกินได้!”

“พี่น้อง?

แกเคยเป็นพี่น้องกับฉันตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฉินเฟิงแสยะยิ้มเย็น

โจวฮ่าวเองก็ขมวดคิ้ว “ฉินเฟิง

นายจะไปสนใจมันทำไม บางทีคราวนี้อาจจะเป็นมันที่จงใจยุยงให้เจ้านายเข้ามาก่อกวนพวกเราก็ได้

แต่มันคงคิดไม่ถึงว่าจะหน้าแตก แล้วต้องวิ่งหนีหางจุกตูดกลับไปแบบนี้”

ใบหน้าของเฉินหมิงแดงก่ำขึ้นมาทันที

คำพูดของโจวฮ่าวชัดเจนว่าแทงใจดำเขา

“โจวฮ่าว พูดได้ก็พูดไปก่อนเถอะ

เดี๋ยวต่อไปพวกเราจะได้เห็นดีกัน!” เฉินหมิงแสดงออกถึงความเกลียดชัง

จ้องมองโจวฮ่าวด้วยความโกรธ

“ก็เอาซี่ ฉันจะรอดู!”

ได้ยินถึงเสียงทะเลาะกันอีกรอบ

ในที่สุดเติ้งเหนียนก็ก้าวออกมาต่อหน้าฉินเฟิงและคนอื่นๆ

“พวกเธอมามุงดูอะไรกันที่นี่

หาเพื่อนร่วมทีมกันได้แล้วรึยัง?”

เมื่อได้ยินคำกล่าวของเติ้งเหนียน

ฝูงชนรอบข้างก็แยกย้ายกันไปทันที

เติ้งเหนียนหันไปมองฉินเฟิงในฝูงชน

พยักหน้าให้ด้วยความเมตตา มิได้เอ่ยคำใดสักคำ แล้วหันหลังเดินจากไป

บางประโยค

ไม่เหมาะสมที่จะเอ่ยวาจาที่นี่

ในเวลานั้นเอง

อุปกรณ์สื่อสารของฉินเฟิงก็สั่นไหว ฉินเฟิงกวาดตามอง

และพบว่าเป็นเติ้งเหนียนที่ส่งมาว่าหลังจากรายงานตัวทีมแล้ว

ให้ไปคุยกับเขาที่สำนักงาน

ฉินเฟิงมิได้รู้สึกประหลาดใจใดๆ

อย่างไรก็ตาม

หลังจากอ่านข้อความในอุปกรณ์สื่อสาร ฉินเฟิงก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

และค้นพบว่าสีหน้าของโจวฮ่าวกับจ้าวหยูค่อนข้างน่าเกลียด ทั้งสองขมวดคิ้วมุ่น

ในแววตาแฝงไปด้วยความโกรธ มีเพียงจางเทียนที่ยังคงสงบ มีท่าทีไม่แยแสใดๆ

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ?”

โจวฮ่าวสบถด้วยความโกรธ

“ก็ไอ้หลินไคน่ะสิ! ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย ตั้งแต่ที่มันพ่นคำขู่เมื่อกี้ออกมา

ก็ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นในคลาสมือปืนคนไหนมาเข้าทีมกับพวกเราเลย!”

“เขาทำแบบนี้ได้ยังไงกัน!”

จ้าวหยูเองก็โกรธอย่างเห็นได้ชัด แต่เธอไม่ทางเลือกอื่น ได้แต่ปิดปากเงียบ

ขณะที่โจวฮ่าวเป็นเหมือนดั่งลูกวัวแรกเกิดที่ไม่กลัวเสือ

เขากำลังขบคิดในจิตใจว่าสมควรจะให้บทเรียนหลินไคอย่างไรดี

“ฉันจะลองติดต่อกับพวกเขาดู”

ฉินเฟิงเปิดอุปกรณ์สื่อสาร เนื่องจากมีการประกาศอันดับออกมาก่อนหน้านี้

ดังนั้นอุปกรณ์สื่อสารจึงสามารถใช้ติดต่อกับผู้คนที่ติดอันดับได้โดยอัตโนมัติ

มันมีกระทั่งฟังก์ชั่นคัดกรองและบล็อค อย่างเช่นตั้งค่าให้คนที่อยู่อันดับล่างๆไม่สามารถติดต่อกับตนเองได้

และฉินเฟิงตั้งค่าเอาไว้ว่าไม่ให้ใครติดต่อเขา

แต่ตอนนี้เขาได้เปิดมันแล้ว และหลายคนรับรู้ได้ว่าฉินเฟิงกำลังจัดทีม

แต่ตำแหน่งเดียวที่ว่างอยู่คือมือปืน

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กลับไม่มีนักเรียนจากคลาสมือปืนคนไหนติดต่อมาหาเลย

ฉินเฟิงไม่ใส่ใจ

เลือกส่งคำถามไปยังสิบอันดับแรกของสาขาปืนโดยตรง

พิมพ์ถามไปแค่ว่าอีกฝ่ายมีทีมรึยัง

ในบรรดาคนเหล่านั้น

บางคนก็เลือกจะไม่สนใจฉินเฟิง บางคนก็ใช้เวลาสักพัก ก่อนจะตอบว่าตนเองมีทีมแล้ว

‘มีทีมแล้วอย่างงั้นหรอ … ?’

‘นั่นเป็นไปไม่ได้!

เพราะถ้าหากมีทีมจริงๆ ชื่อก็จะหายไปจากรายการจัดอันดับ!’

ผ่านไปกว่าสิบนาที

ฉินเฟิงก็ไม่ได้รับการติดต่อใดๆอีก

นอกจากนี้

นักเรียนใหม่เกือบทั้งหมดก็ลงทะเบียนกันเสร็จสิ้นแล้ว

“ไปเถอะ ไม่ต้องเสียเวลารอกันอีกแล้ว”

ฉินเฟิงเอ่ยปาก

จ้าวหยูแสดงออกถึงความกังวล

“แต่ถ้าไม่มีมือปืน พวกเราจะเสียเปรียบนะ

บางทีอาจถูกสไนเปอร์ของฝ่ายตรงข้ามลอบโจมตีเอาก็ได้”

มือปืนน่ะเป็นราชาแห่งการโจมตีระยะไกล

เมื่อคุณไม่สามารถประชิดตัวอีกฝ่ายได้

นั่นหมายถึงการไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่อีกฝ่ายได้โดยสิ้นเชิง

“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง อย่าลืมสิ

ว่าฉันเองก็สามารถใช้อาวุธปืนได้!” ฉินเฟิงกล่าว

จ้าวหยูพอได้ยิน

ดวงตาก็เปล่งประกายสดใสขึ้นทันที

นั่นสินะ

เพราะในครั้งแรกที่เข้าเรียนวิชายิงปืน ฉินเฟิงเคยโค่นอาจารย์ลง

จนอีกฝ่ายถึงขั้นบิดตูดหนีมาแล้ว

“จริงๆด้วย

ฝีมือยิงปืนของฉินเฟิงเองก็แข็งแกร่งเหมือนกันนี่นา งั้นฉันไม่ต้องการคนเพิ่มแล้ว

มีสี่ก็ดีเหมือนกันจะได้แบ่งคะแนนกันได้เยอะๆไง ไปกันเถอะ!”

โจวฮ่าวไม่อยากจะอยู่ในจตุรัสอีกต่อไป

เพราะปัจจุบันมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนกำลังมองมาทางพวกเขาด้วยความสงสารและเห็นใจ

และยังมีข้อสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

ว่าฉินเฟิงอาจไม่ได้เก่งจริงๆ

แต่เขาถูกยกขึ้นเป็นตัวโปรโมตสถานที่ชุมชนก็เท่านั้นเอง

‘ถ้าพวกนายเห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

คงต้องบอกว่าสายตาของพวกนายมันมืดบอด!’

นี่คือสิ่งที่โจวฮ่าวคิด

แต่เขาไม่ได้อธิบายออกไป เอาไว้เห็นด้วยตาตัวเองเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็หน้าสั่นเอง

ทั้งสี่เดินไปลงทะเบียนทีม

แม้เฉิงเฉาจะประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของฉินเฟิง

“มาแล้วนักเรียนดีเด่นฉินเฟิงของพวกเรา

เกียรติยศในครั้งนี้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอแล้วนะ!” เฉิงเฉาตบไหล่ฉินเฟิง

“ผมจะพยายามเท่าที่ทำได้ครับ!”

ฉินเฟิงตอบไม่เต็มปากเต็มคำ แล้วการลงทะเบียนก็สิ้นสุดลง หลายคนแยกย้ายกันไป

บางคนไปฝึกต่อ บางคนก็ไปพักผ่อน เพราะท้ายที่สุดแล้ว

การฝึกพิเศษตลอดทั้งหนึ่งเดือนเพื่อวันนี้ เป็นเรื่องที่หนักหนาเกินไปสำหรับบางคน

มันรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ

และในวันพรุ่งนี้เวลา 8 โมงเช้า ทั้งหมดจะต้องมารวมตัวกัน

เพื่อเดินทางไปยังสวนล่าใบไม้ผลิโดยพาหนะที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้

“พวกเราจะมาฝึกพิเศษเตรียมตัวกันหน่อยไหม?”

โจวฮ่าวเอ่ยถาม

แต่ฉินเฟิงส่ายหัว “ไม่หรอก

ไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ ฉันเองก็มีธุระต้องทำด้วย”

“ตกลง งั้นเจอกันพรุ่งนี้”

“เออ เจอกัน”

ทั้งหมดร่ำลา และแยกย้ายกันไป

ฉินเฟิงมุ่งไปยังสำนักงานของเติ้งเหนียน

….

ในสำนักงาน

ฉินเฟิงนั่งลงบนโซฟา

ยกชาที่เติ้งเหนียนเตรียมไว้ให้ขึ้นจิบ

“ฉันได้ยินมาว่า

เมื่อเร็วๆนี้เธอเพิ่งนำกลุ่มผู้ลี้ภัยจากเมืองหานกลับมาอย่างงั้นหรอ

แถมยังล่าแม่พันธุ์แมงมุมเลือดขาเหล็กได้อีก?” เติ้งเหนียนเอ่ยถาม

ข่าวนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะปกปิด

แม้เมืองหานจะอยู่ค่อนข้างไกล แต่ยังคงใช้เครือข่ายร่วมกัน

ตอนนี้เมืองหานตกอยู่ในกำมือศัตรู

และกำลังส่งคำร้องขอผู้ใช้พลังจำนวนมากไปช่วยเหลือ

ดังนั้นผลการต่อสู้ของฉินเฟิงก่อนหน้านี้ เลยถูกส่งต่อออกไปเป็นธรรมดา

“ใช่แล้วครับ”

ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง

เติ้งเหนียนถอนหายใจ

“นี่สินะคำกล่าวที่ว่าลูกศิษย์อย่างไรสักวันหนึ่งย่อมเหนือกว่าอาจารย์!”

“อาจารย์ใหญ่ยกย่องผมเกินไปแล้ว”

“ไม่เลย เธออย่าถ่อมตัวสิ

มันเป็นเรื่องจริง สำหรับงานสวนล่าใบไม้ผลิปีนี้

ฉันดีใจมากจริงๆที่เธอเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา ฉันอยากให้เธอได้คะแนนดีๆ

ก้าวขึ้นเป็นที่หนึ่ง เพราะหลายปีที่ผ่านมา

พวกเรามักจะตกเป็นรองในการแข่งขันอยู่เสมอ”

ประโยคนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ

เพราะท้ายที่สุดแล้วสถาบันระดับสูงที่เก่งที่สุดย่อมไม่พ้นสถาบันของทางเฉิงหยาง

ที่นั่นมีนักเรียนเก่งๆมากมาย กระทั่งจำนวนโรงเรียนก็ยังมากกว่าสถาบันแห่งอื่นถึงสามเท่า

และด้วยปริมาณที่มหาศาล

นักเรียนอัจฉริยะก็ย่อมมีมหาศาลเช่นกัน

แต่ใครจะไปคาดคิด

ว่าในสถานชุมชนเฉิงเป่ยในปีนี้

จะมีสัตว์ประหลาดที่สามารถเหยียบย่ำอัจฉริยะเหล่านั้นจนจมดินได้ปรากฏตัวขึ้น!