ตอนที่ 288

4/6

Ep.288 -

เข้าสู่สุสานเทพสงคราม

เบาะแสะเหล่านี้ จะปล่อยไว้ไม่ได้

มิฉะนั้นสถานะของฉินเฟิงอาจถูกกเปิดเผย ชักนำภัยพิบัติสู่สถานชุมชนเฟิงหลี

“เสี่ยวไป๋ เร็วเข้า

กำจัดดินพวกนี้ออกไป”

ไป๋หลีเพียงนึกคิดในจิตใจ

หลุมขนาดใหญ่พลันปรากฏขึ้นแทนที่แอ่งลาวา

ฉินเฟิงโฉบกายไปข้างมัน ระเบิดออกไปหลายหมัด

ทุบทำลายหลุมใหญ่ จนมีสภาพดูไม่ได้

ในตอนนั้นเอง

หางตาของเขาเริ่มมองเห็นศัตรูบางส่วนจากบริเวณผืนป่าแล้ว

ฉินเฟิงอัดฉีดกำลังภายในลงสองขา

ทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง

“ไอ้ตัวชั่วช้า จะหนีไปไหน!”

เมื่อตรวจพบความเคลื่อนไหวของฉินเฟิง สามร่างเงาก็ยิ่งไล่ล่าเดือดดาล

เป็นคนจากตระกูลซงจริงๆ

ได้แก่ซงหยูไคกับอีกสองอาวุโส

สามอาวุโสว่องไวเป็นอย่างมาก

แต่ความเร็วของฉินเฟิงเองก็ไม่เชื่องช้า เจ้าตัวระเบิดกำลังภายใน

ทะยานหลบหนีด้วยความเร็วที่น่าหวาดกลัว

ก้าวเดียวทะยานไปได้ไกลกว่า 20 เมตร

พริบตาเดียวทิ้งห่างไปกว่า 100 เมตร!

สามอาวุโสตระกูลซงไล่ล่าไม่ลดละ

ยิ่งนาน ระยะห่างระหว่างทั้งสองยิ่งหดแคบลง

วิ่งตามอย่างบ้าคลั่งเป็นเวลายาวนานกว่า

5 นาที ปัจจุบัน ห่างกันเพียง 50 เมตรเท่านั้น

ขณะนี้ ในระยะพลังสมาธิของฉินเฟิง

สามารถตรวจพบการดำรงอยู่ของคนกลุ่มหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

คนเหล่านี้อ่อนแอที่สุดอยู่ในเลเวล E

แข็งแกร่งสุดอยู่ในเลเวล D ซึ่งมีทั้งสิ้นห้าคน

ฉินเฟิงเร่งความเร็วอีกครั้ง

วูซซซ!

ไป๋หลีปรากฏตัวขึ้นในอ้อมแขนของฉินเฟิง

เมื่อครู่เธออยู่ข้างๆตลอดเวลา เผื่อว่าฉินเฟิงถูกจับได้ขึ้นมา

จะได้ระเบิดท่าสังหารเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม

ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแล้ว

เพราะระหว่างหลบหนี

ภูเขาลูกใหญ่เริ่มปรากฏขึ้นสู่สายตาทุกคน เหนือขึ้นไปของภูเขาใหญ่ถูกปกคลุมไปด้วยทะเลหมอก

คล้ายแดนสวรรค์ อีกทั้งยังมีเสาตั้งอยู่หน้าทางเข้า

สลักไว้โดยอักขระแบบดั้งเดิมใจความว่า

---สุสานเทพสงคราม!

บนเสาสลัก มีอักขระขนาดเล็กนับไม่ถ้วน

บันทึกประวัติของเทพสงคราม ทั้งยังมีเงื่อนไขบันทึกเอาไว้  และข้างๆมีบันไดหินที่ทอดยาวไปสู่ทางเข้าปรากฏอยู่

และยังเป็นจุดเดียวที่ไม่มีหมอกห้อมล้อม

ยิ่งไปกว่านั้น

ทางเข้าที่ว่ายังถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีเงิน เห็นได้ชัดว่ามันคือช่องว่างมิติ

ฉากเบื้องหน้า

ทำเอาคนจากตระกูลซงตะลึงงัน สำหรับผู้คนจำนวนมากที่ยืนอยู่หน้าสุสานเทพสงคราม

พวกเขาต่างรู้จักเป็นอย่างดี

ล้วนเป็นตัวตนสำคัญจากตระกูลหยาง , ตี๋

และโหว

ทั้งหมดเป็นผู้ใช้พลังเลเวล D

ล้วนกำลังนั่งขวาทับซ้าย ดูดซับพลังจิตวิญญาณของโลกอันอุดมสมบูรณ์ที่นี่

---มันช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถฝึกฝนได้ก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้น

จู่ๆซงหยูไคพลันนึกถึงบางสิ่ง ใบหน้าของเขากลายเป็นน่าเกลียดยิ่ง

ไม่ใช่ว่าเดิมทีซงหยวนออกมา

ก็เพื่อจะเข้าร่วมสุสานเทพสงครามหรอกหรือ? แต่เป็นบลัดฮันเตอร์ที่สังหารเขา

ไม่คาดคิดเลย ว่าอีกฝ่ายจะหลบหนีมาที่นี่

“ไอ้หนู

อย่าคิดนะว่าพวกเขาจะช่วยเจ้าได้ วันนี้หากข้าไม่อาจสังหารเจ้า ข้าไม่ขอเป็นคน!”

ซงหยูไคเร่งความเร็วยิ่งขึ้น

หนึ่งหลบหนี

สามไล่ล่ามาจนถึงตีนเขาเบื้องล่างของสุสานเทพสงคราม

ผู้ใช้พลังเลเวล D และ E

บริเวณตีนภูเขา ทั้งหมดลืมตาขึ้น มองมาทางฉินเฟิง ในพลังสมาธิของฉินเฟิง

บังเอิญได้พบเจอกับคนรู้จัก

เป็นคนที่ก่อนหน้านี้ตนเองแนะนำให้เดินทางมาที่นี่

---ชูหยิงซาน

แม้ซูหยิงซานจะไม่สามารถเข้าสุสานเทพสงครามได้

แต่ในช่วงเวลาที่สุสานเทพสงครามเปิดอยู่ จิตวิญญาณแห่งขุนเขาก็จะเปิดตาม

พลังงานฟ้าดินโดยรอบจะพุ่งสูงขึ้นกว่า 5 - 6 เท่า

เหมาะแก่การใช้ฝึกฝนเป็นอย่างยิ่ง สมมติง่ายๆว่าหากฝึกฝนที่นี่หนึ่งเดือน

จะเทียบเท่ากับการฝึกฝนภายนอกถึงครึ่งปี

อย่างไรก็ตาม

นี่ไม่ใช่เวลารำลึกความหลัง ฉินเฟิงไม่มีเวลาได้ทักทายอีกฝ่าย

ฉินเฟิงสับฝีเท้าดุเดือด

ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก หนึ่งมือสะบัด ปรากฏใบหยกขึ้นในมัน

--ตั๋วเข้าสู่สุสานเทพสงคราม!

ฉินเฟิงพุ่งเข้าหาทางเข้าที่อยู่ถัดไปจากเสาสุสานเทพสงครามทันที

รูนมิติตรงทางเข้ากระพริบไหว

ห่อหุ้มฉินเฟิงและหายวับไปในพริบตา

ซงหยูไคที่ไล่ติดตามมาไม่ยอมหยุดฝีเท้า

เขาคิดว่าหากฉินเฟิงไปได้ ตนก็สามารถไปได้ พุ่งเข้าหาทางเข้าทันที

วินาทีต่อมา

แสงสีเงินตรงทางเข้าพลันกระพริบไหว ซงหยูไคลืมตาขึ้นอีกที

ค้นพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่นอกหน้าทางเข้า ห่างออกไป 20 เมตรอย่างน่าฉงน

เป็นแสงมิติที่เคลื่อนย้ายเขาออกมา

หวือ หวือ!

จากนั้นก็ปรากฏรังสีแสงอีกสองคราว

เป็นอาวุโสที่ไล่ตามมาติดๆ

ทางเข้าภูเขาปรากฏอักขระโบราณขึ้นอย่างกระทันหัน สำหรับคนจากตระกูลชั้นสูง

การอ่านอักษรเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก!

【ไม่มีบัตรหยกเทพสงคราม】

【อายุเกิน 20 ปี】

【ห้ามเข้า!】

“เป็นไปได้อย่างไร! เช่นนั้นทำไมบลัดฮันเตอร์ถึงเข้าไปได้?”

ซงหยูไคแทบเป็นบ้า

เป็นธรรมดาที่ทางเข้าจะปฏิเสธซงหยูไค

ผู้คนที่อยู่รอบข้าง

มองฉากนี้ราวกับเป็นเรื่องตลก และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมา

หนึ่งในคนที่กำลังนั่งสมาธิ

ชายผู้พาดหอกที่มีพู่หางม้าอยู่ตรงปลายไว้บนบ่าผุดยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ออกมา

คล้ายยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่น

“นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?

เพราะน้องชายคนนั้นมีบัตรหยกเทพสงครามอย่างไรเล่า อีกทั้งยังอายุไม่ถึง 20 ปี

เขาเลยสามารถเข้าไปได้”

“เจ้าหุบ … ” ซงหยูไคเดือดดาล

กำลังจะสบถออกมา แต่เมื่อเห็นอีกฝ่าย เขาก็จำต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป

--เป็นหยางเหมา

อาวุโสสองแห่งตระกูลหยาง , ผู้ใช้วรยุทธโบราณในเลเวล D5

อีกด้านหนึ่ง

เป็นชายวัยกลางคนตัวเตี้ยกำลังนั่งสมาธิอยู่เช่นกัน บนตักเขาวางทับไว้ด้วยดาบหนัก

เผยท่าทีเยาะเย้ย และกล่าว “ปรากฏว่านั่นคือบลัดฮันเตอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตอนนี้

ฉันได้ยินมาว่าเขาเพิ่งสังหารซงหยูเหิงไป ไม่นึกเลย

ว่าอาวุโสตระกูลซงจะถูกรังแกโดยเด็กที่กระทั่งขนหน้าอกยังไม่ขึ้น

น่าอับอายเหลือเกิน!”

ใบหน้าของซงหยูไคกลายเป็นแดงก่ำ

“ตี๋เล่ย

สนใจจักประลองกันสักหน่อยหรือไม่?” อาวุโสสามตระกูลซงตะโกนเสียงดัง

“ก็เอาซีวะ

กำลังคันไม้คันมืออยู่พอดี!”

บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลายเป็นคุกรุ่น

“ตระกูลซ่ง

อย่าลืมว่าที่นี่คืออาณาเขตของใคร พวกแกต้องการจะสู้จริงๆน่ะหรือ?

อย่าทำให้เลือดชั่วต้องเปรอะเปื้อนที่แห่งนี้เลย

รีบไสหัวไปซะก่อนที่จะกลายเป็นศพ!”

หญิงในวัยสามสิบปีที่มีแส้คล้องอยู่รอบเอวกล่าวอย่างเผ็ดร้อน

---เป็นโหวหยางเจียวจากตระกูลโหว

นอกจากนี้ ยังมีเลเวล D

อีกสองคนอยู่ข้างๆ ทั้งคู่เป็นรองผู้นำจากเมืองในสี่เมืองทะเลเหนือ

คนกลุ่มนี้ แม้ว่าจะมาจากต่างที่

แต่จุดยืนของพวกเขากับตระกูลซงนั้นต่างกัน

พวกเขาคือกลุ่มพันธมิตรมนุษยชาติ

ขณะที่ตระกูลซงเป็นกลุ่มองค์กรมืด

เดิมก็เป็นปรปักษ์กันอยู่แล้ว

แต่เนื่องจากไม่ต้องการสงคราม เลยไม่คิดยุ่งเกี่ยวใดๆต่อกัน

อาวุโสตระกูลซงสีหน้าซีดเซียว

โดยเฉพาะอาวุโสสามทำได้เพียงกลืนคำพูดในใจกลับลงไป ไม่กล้าเอ่ยคำใดอีก

เพียงแต่ในหัวใจของพวกเขายังคงสับสน

ว่าเหตุใดคนเหล่านี้ถึงได้มาที่นี่!

ในความเป็นจริงแล้วสุสานเทพสงครามไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อพวกเขา

แต่เนื่องจากเหตุการณ์ที่ซงหยวนถูกฆ่าเมื่อสามวันก่อน เป็นสัญญาณเตือนแก่พวกเขา

ซงหยวนเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลซง

นับเป็นสมบัติของตระกูล แต่กลับจบลงโดยการถูกสังหาร

ตระกูลซงคือหนึ่งในกลุ่มที่โหดร้ายไร้ปราณี

หากเกิดพวกมันสงสัยตระกูลของตนเล่า?

มันจะไม่บุกมาทำลายความหวังใหม่ของตระกูลพวกตนหรอกหรือ?

ซึ่งพวกเขาก็เดาถูก

เพราะซงหลินฮานเกิดความคิดอย่างนั้นขึ้นจริงๆ

ด้วยเหตุนี้เอง

สามตระกูลใหญ่จึงส่งผู้เชี่ยวชาญเลเวล D ออกมาติดตามพวกเด็กๆ

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมากมาย

แม้ตระกูลซงจะไม่ส่งคนมาฆ่ารุ่นเยาว์ของพวกเขา แต่ทั้งหมดก็ไม่กล้าจากไป

และยังคอยจับตาดูเรื่องนี้อย่างลับๆ

ใครมันจะไปคิดกัน

ว่าสุดท้ายผลลัพธ์กลับเป็นแบบนี้

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบลัดฮันเตอร์ยังอายุไม่ถึง

20 ปี”

“ตอนนี้ภายในสุสานเทพสงคราม

มีแต่คนอายุต่ำกว่า 20 ปีทั้งนั้น พวกเราทำได้แค่รออยู่ที่นี่

แบบนี้มันไม่น่าห่วงหรือ?”

“การแข่งขันภายในสุสานเทพสงครามคงดุเดือดอย่างแน่นอน

พวกเราได้แต่หวังว่าบลัดฮันเตอร์จะไม่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ โชคดีที่เขาเอาแต่ตามล่าตระกูลซง

ทั้งยังมีสถานะเป็นนักล่าเงินรางวัล ฉันไม่คิดว่าเขาเป็นคนขององค์กรมืด”

เวลานี้

ความคิดในจิตใจของผู้คนแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดล้วนมุ่งเป้าไปที่คนๆเดียว

ขณะเดียวกัน

ฉินเฟิงก้าวเข้าสู่ประตูทางเข้า วิสัยทัศน์ในแววตาของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป