ตอนที่ 137

3/4

Ep.137 -

ฉุดดึงเข้าสู่วังวน

อย่างไรก็ตาม

ระหว่างที่คนเหล่านี้นึกคิด และกระแสของวังวนวายุกำลังไหลเข้าสู่มือของฉินเฟิง

พลันปรากฏแสงสีแดงเฉิดฉาย ปะทุออกจากฝ่ามือของฉินเฟิงอย่างกระทันหัน

เปรี้ยง!

เส้นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ระเบิดออก

พุ่งทะลวงใจกลางวังวนวายุ สายลมที่ปั่นป่วนกลายเป็นขับหนุนเปลวเพลิงให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม

กรีดอากาศเป็นทิศทางตรง เข้าปะทะซางโหวเต็มรัก

วินาทีต่อมา

ร่างไหม้เกรียมก็ถูกแรงปะทะดีดกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตร

ก่อนจะร่วงแหมะนอนจมอยู่ในพงหญ้า

ฉินเฟิงชักมือกลับ

สะบัดควันไฟที่ลอยฟุ้งบนมือออกไปเบาๆ

นักเรียนจากสถาบันซิต๋าหลายตะลึงงัน

นิ่งงันกลายเป็นคนโง่งม

“ส่งป้ายชื่อมาให้ฉันด้วยตัวเอง

มิฉะนั้น ก็อย่ามาโทษว่าฉันไร้ความปราณี!”

อีกสามคนที่เหลือมองหน้ากันและกัน

ปากอ้าตะโกน “แยกกันวิ่ง!”

เห็นได้ชัดว่าในหัวใจของพวกเขายังไม่ยอมแพ้

ส่งสัญญาณแยกย้ายกันไปคนละทาง บางทีหนึ่งในพวกเขาอาจจะรอดก็ได้!

ทว่ามีหรือที่ฉินเฟิงจะปล่อยไป

เปลวไฟขนาดเท่าก้อนกรวดปะทุโหม แยกออกเป็นสามลูก ระเบิดจากฝ่ามือ

พุ่งเข้าหาทั้งสามด้วยความเร็วที่สูงยิ่งกว่า

ยามปะทะส่งทั้งสามปลิวว่อนไปคนละทิศทาง

และนี่ไม่ใช่บอลไฟเดิมๆ

หากแต่เป็นบอลไฟที่ฉินเฟิงได้แรงบันดาลใจมาจากท่าวังวนวายุก่อนหน้านี้

เนื่องจากแรงระเบิดของลำแสงเปลวเพลิงน่ะมันรุนแรงเกินไป

ดังนั้นเขาจึงควบรวมเปลวไฟเป็นกระแสวังวน ซึ่งจะระเบิดได้ง่ายกว่า

สูญเสียพลังงานน้อยกว่า แต่ก็เบากว่าเช่นกัน

แผ่นหลังของทั้งสามคนถูกแรงระเบิดจนเกิดเลือดไหลซึม

แม้นักเรียนบางคนจะสวมใส่เกราะรูน แต่แรงกระแทกก็ยังมากพอที่จะทำให้สลบไป

เรียกว่าน็อคในกระบวนท่าเดียว!

ฉินเฟิงตรงเข้าไป

หยิบกระเป๋ารบของทั้งหมดมา จากนั้นก็แกะป้ายชื่อออก บนป้ายชื่อส่งเสียง ‘คลิ๊ก!’

และเมื่อมันแยกออกจากเสื้อผ้าที่แนบอยู่ ก็พลันปรากฏช่องว่างมิติขึ้นทันที

แล้วพวกนักเรียนก็ถูกกลืนหายไป

พวกเขาถูกส่งกลับไปยังฐานทัพทหาร

ตามกฏที่ผู้แพ้ต้องถูกออกจากการแข่งขัน

ผู้ใช้อบิลิตี้ระดับ 3

ของสถาบันซิต๋าแล้วมันยังไง? สุดท้ายก็ไม่คณามือฉินเฟิงอยู่ดี

“ฉินเฟิง!”

เสียงของโจวฮ่าวดังมาจากระยะไกล

ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของฉินเฟิง

“จัดการหมดแล้วงั้นหรอ?”

“แน่นอน เจ้าพวกนี้มือใหม่ทั้งนั้น

จะมาสู้กับฉันได้ยังไง!”

ต้องไม่ลืมนะว่าโจวฮ่าวเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณเลเวล

G6 ที่เคยลงศึกจริงและเคยสู้กับอาชญากรมาแล้ว

ในขณะที่พวกนักเรียนซิต๋ายังไม่สามารถก้าวไปถึงเลเวล G ด้วยซ้ำ

“ร้ายกาจ!”

ฉินเฟิงยกนิ้วโป้งให้

เอ่ยปากสรรเสริญอย่างไม่ลังเล

โจวฮ่าวหัวเราะ และกล่าว

“เจ้าพวกนี้มันดวงตามืดบอด คิดแค่ว่าในทีมของพวกเรา มีแต่จ้าวหยูที่ทรงพลัง

จังหวะแรกไม่มีใครคิดสนใจฉัน

ผลสุดท้ายเลยถูกฉันฉวยโอกาสอัดจนหมอบลงไปจูบกับพื้นแทบทุกคน!”

แต่นั่นจะโทษอีกฝ่ายไม่ได้ซะทีเดียว

เพราะเสื้อคลุมที่โจวฮ่าวสวมใส่ มันมีความสามารถซ่อนอยู่ นั่นคือ

หลังจากอัดฉีดด้วยกำลังภายในลงไปแล้ว

จะเกิดแสงสีเงินช่วยหลบเร้นโจวฮ่าวจากสายตาของผู้คน

“เอาล่ะ เสบียงน่าจะเพียงพอแล้ว”

เมื่อปล้นชิงเสบียงของทั้งสามทีม

พวกฉินเฟิงก็มีอาหารพอสำหรับรับประทานเป็นเวลา 3 วัน

“ฟ้าใกล้มืดแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสองวัน

พวกเราพักผ่อนกันก่อนจะดีกว่า ไม่ต้องรีบร้อนไป เพราะกลางคืนจะอันตราย

จากการรับรู้ของฉัน พวกซิต๋าไม่ใช่แค่ดักซุ่มโจมตีอยู่ที่นี่

แต่พวกมันยังโรยผงขับไล่สัตว์ร้ายเอาไว้ด้วย!

“เข้าใจล่ะ

งั้นพวกเราก็รับช่วงต่อจากพวกนั้นสินะ”

“ตกลง ฉันเชื่อนาย”

ผู้คนในทีมได้ยกให้ฉินเฟิงเป็นหัวหน้า

และยินดีรับฟังคำของเขา

ในความเป็นจริง

พวกซิต๋าไม่ได้ตั้งใจจะซุ่มโจมตีฉินเฟิงหรอก แต่พวกเขาตั้งแค้มป์กันที่นี่ต่างหาก

แล้วมือปืนที่เฝ้ายามก็ดันไปเจอฉินเฟิงเข้าพอดี และพอเห็นว่าป้ายชื่อฉินเฟิงเป็นผู้ใช้อบิลิตี้ลำดับ

21 เลยคิดว่าศัตรูเป็นแค่พวกหางแถว นี่เองคือต้นเหตุของเปิดฉากโจมตีในครั้งนี้

แต่ใครจะไปคิด

ว่าฉินเฟิงและคนอื่นๆดันกลายเป็นเหล็กกล้าที่มิอาจสั่นคลอนได้อย่างกระทันหัน

ทั้งสี่หยิบอาหารแท่งขึ้นมากินในสถานที่ปลอดภัย

และเริ่มรู้สึกว่าปากแห้งกำลังหยิบน้ำขึ้นมาดื่มกัน

แต่ในจังหวะนั้นเอง

ปรากฏถึงเสียงซอกแซ่กดังขึ้นจากพงหญ้า

จางเทียนกับโจวฮ่าวดีดตัวขึ้นทันที

ไม่นานเกินรอ

ร่างเงาสีขาวก็กระโจนออกมาจากมุมอับสายตา พุ่งเข้าหาฉินเฟิง

“อันตราย!”

ร่างเงาสีขาวว่องไวเกินไป แต่ฉินเฟิงกลับไม่ได้ตั้งท่าป้องกันใดๆ

และเมื่อร่างเงาขาวหยุดลง คนที่เหลือจึงพบว่า

จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับหมาปอม

“ฟู่ว … ที่แท้ก็เป็นเสี่ยวไป๋!”

โจวฮ่าวลดการป้องกันลง และเสี่ยวไป๋มิได้กลับมามือเปล่า

มันยังคาบกระต่ายอ้วนที่ใหญ่กว่าตนเองเอาไว้ในปากมาฝากอีกด้วย

“ดูเหมือนว่ามื้อนี้เราจะได้กินอาหารพิเศษกันนะ”

ฉินเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ประเสริฐ ประเสริฐจริงๆ!

งั้นฉันขอรับหน้าที่ย่างเนื้อกระต่ายเอง!” โจวฮ่าวดูมีความสุขมาก

เนื่องจากในทีมมีผู้ใช้อบิลิตี้ไฟ

ดังนั้นการก่อกองไฟเลยไม่ใช่ปัญหา

จ้าวหยูเรียกลูกไฟออกมา

จุดลงบนกิ่งไม้แห้งที่เก็บมากองรวมกัน ส่วนจางเทียนกำลังโบกสะบัดมีดผ่าตัด ถลกหนังกระต่าย

และแยกอวัยวะภายในของมันออกมาอย่างรวดเร็ว

จากนั้นโจวฮ่าวก็ใช้ผลไม้วิญญาณที่พบโดยบังเอิญระหว่างทาง

หั่นเป็นชิ้นๆแล้วยัดไส้ลงในกระตาย

ไม่นาน กลิ่นหอมก็เริ่มฟุ้งกระจาย

จ้าวหยูถอนหายใจด้วยอารมณ์เล็กน้อย

“ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเราไม่ได้มาสู้เลย

แต่ออกมาปิกนิกกันในสวนสาธารณะซะมากกว่า!”

“ปิกนิกกันในทุ่งล่าก็ได้

ขอแค่แข็งแกร่งเรื่องอื่นก็ไม่ใช่ปัญหา” โจวฮ่าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

กระต่ายถูกย่างจนสุก ท้องฟ้ามืดสลัว

ทั้งสี่นั่งรอบกองไฟ กัดกินเนื้อกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อย

แต่เมื่อเทียบกับพวกเขาทั้งสี่ที่กำลังมีความสุขแล้ว

คนอื่นๆกลับตื่นตัว และหวาดกลัวอยู่แทบตลอดเวลา

เพราะตกดึก

คือช่วงเวลาที่สัตว์ร้ายจะปรากฏตัวขึ้น

และพวกมันเองก็รอไม่ไหวสำหรับงานเลี้ยงฉลองประจำปีที่จะจัดขึ้นนานๆครั้งแบบนี้!

สำหรับพวกมัน

นี่คือช่วงเวลาที่อาหารอย่างมนุษย์ถูกส่งเข้ามาป้อนถึงปาก!

“โบร๊ว …”

เสียงหอนดังยาวขึ้นต่อเนื่อง

“โบร๊ว โบร๊ว ...”

ต่อด้วยอีกเสียงหนึ่ง และอีกหนึ่ง

“ฝูงหมาป่า!”

สีหน้าของจ้าวหยูแปรเปลี่ยน

“แถมยังอยู่ไม่ไกลจากพวกเรา”

ฉินเฟิงเริ่มเพ่งสมาธิ

สถานการณ์แบบนี้

ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น

หลังจากได้ยินเสียงหอนและสับฝีเท้าของหมาป่า

ไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องตัดผ่านผืนฟ้า

“ช่วยด้วย!”

“อ๊า อย่าทิ้งฉัน กลับมาช่วยฉันก่อน”

และเสียงนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว

ไม่ทราบเหมือนกันว่าเจ้าของเสียงถูกสังหารโดยฝูงหมาป่า หรือแกะป้ายชื่อตัวเองออก

และหลบหนีจากพื้นที่สวนล่าใบไม้ผลิไปแล้ว

สีหน้าของคนที่เหลือเริ่มกลายเป็นหนักอึ้ง

เพราะเสียงที่เขาและเธอได้ยิน มันกำลังดังตรงเข้ามาทางตำแหน่งที่ตั้งแค้มป์อยู่!

เนื่องจากฉินเฟิงและคนอื่นๆ

จุดกองไฟย่างกระจ่ายกินกันอย่างเปิดเผย และพวกมือปืนก็ไม่ใช่คนโง่เขลา

เหล่ามือปืนที่กำลังลาดตระเวนจะไม่สังเกตเห็นตำแหน่งของพวกฉินเฟิงได้อย่างไร?

ดังนั้นหลังจากบังเอิญเผชิญกับฝูงหมาป่า

พวกเขาจึงเร่งตรงมายังทิศทางของฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว

แม้อีกฝ่ายจะไม่ยินดีช่วยพวกตนก็ไม่เป็นไร

เพราะยังไงซะ มันก็ดีกว่าถูกฉุดดึงลงสู่ความตายเพียงลำพัง

“ขึ้นไปบนต้นไม้!”

ฉินเฟิงเอ่ยสั่ง  และปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่เป็นคนแรก

โจวฮ่าว , จางเทียน

ช่วยกันดึงจ้าวหยูขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่อีกต้นหนึ่ง

กำลังภายในและพลังสมาธิถูกควบรวมมาไว้ที่ดวงตา

ท่ามกลางความมืดมิด วิสัยทัศน์ของพวกเขากว้างไกลขึ้นเป็นอย่างมาก

ไม่นานก็สามารถมองเห็นร่างที่อยู่ไกลออกไปได้

ทั้งหมดพบว่ามันเป็นเครื่องแบบนักเรียนสีเขียวเข้ม

เป็นนักเรียนจากสถาบันซิต๋าอีกแล้ว

แต่การพบนักเรียนจากสถาบันเดิมซ้ำๆน่ะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เพราะตำแหน่งที่พวกฉินเฟิงเข้ามา คาดว่าน่าจะอยู่ติดกับสถาบันซิต๋า

และนี่เองคือเหตุผลที่เจอกับนักเรียนซิต๋าหลายครั้งหลายครา

สีหน้าของโจวฮ่าวแสดงออกชัดถึงความโกรธ

“คิดจะลากพวกเราให้ตายไปด้วยกันอย่างงั้นหรอ?

ได้เลย ฉันจะเป็นคนลงมือฆ่าแกเอง!” โจวฮ่าวชักปืนขึ้น เตรียมยิงใส่อีกฝ่าย

“โจวฮ่าว ฉันขอล่ะอย่าเลย

ถ้านายทำแบบนั้นในตอนนี้ เขาจะตายจริงๆนะ!” จ้าวหยูเร่งขวางโจวฮ่าว

ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง

ในตำแหน่งถัดออกไป เกิดเสียงปืนดังขึ้น

ปัง!

ไรเฟิลสาดเสียงคำรามต่ำออกมา

อ๊าาาา!

นักเรียนของซิต๋าที่กำลังวิ่งหลบหนี

ร่วงลงกับพื้น

เมื่อทุกคนหันไปตามเสียงก็พบว่า ----

---เป็นฉินเฟิง!