ตอนที่ 147

1/3

Ep.147 -

ได้ที่หนึ่ง

แต่ช่างน่าสงสาร

เพราะนักเรียนระดับสูงที่กำลังร้องโวยวาย ปัจจุบันล้วนตกอยู่ในสภาพน่าสังเวช

ว่ากันตามตรง

ผลลัพธ์ของงานสวนล่าใบไม้ผลิปีนี้เองก็น่ากังขาจริงๆนั่นแหละ

เพราะทีมอัจฉริยะเหล่านี้มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่าจะคว้าชัยชนะ

แต่น่าแปลกที่พวกเขาทั้งหมดดันถูกกำจัดลงอย่างกระทันหัน

ในขณะที่หากอิงตามปีก่อนๆ

นักเรียนส่วนมากที่ถูกกำจัด ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ค่อยโดดเด่น

แต่แน่นอน

ว่าต่อให้เป็นเรื่องร้ายแรงกว่านี้ อย่างเช่นทีมของนักเรียนทั้งสถาบันถูกทำลายลง

พวกครูและอาจารย์ใหญ่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะแทรกแซงอยู่ดี

ทว่าเมื่อปรากฏกระเรียนท่ามกลางฝูงไก่

กระเรียนก็ย่อมตกเป็นเป้าเป็นธรรมดา

“เกิดอะไรขึ้น?”

อาจารย์ใหญ่ฉูคุนแห่งสถาบันระดับสูงเมืองเฉิงหยางก้าวออกมา เอ่ยถามเสียงหม่น

ก่อนจะรับฟังเรื่องร้องเรียนจากทางสถาบันต่างๆ

ชายผู้นี้

คือชายชราในตอนแรกที่กล่าวกฏและเปิดพิธีงานสวนล่าใบไม้ผลิ

และเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณในเลเวล E9

“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ …

อาจารย์ใหญ่เติ้ง พวกเราควรได้รับคำอธิบาย!”

“นักเรียนของพวกเราได้รับบาดเจ็บโดยกำลังภายใน

นักเรียนคนนี้ ตกลงแล้วเขาเป็นผู้ใช้วรยุทธโบราณหรือผู้ใช้อบิลิตี้กันแน่!”

คนอื่นๆที่ตั้งคำถาม

เมื่อเห็นฉากที่ตัวตนเลเวล E สองคนกำลังปะทะคารมกันก็แทบลืมหายใจ

นอกจากนี้ท่ามกลางฝูงชน

ยังมีคนบางคนที่เริ่มชักไม่แน่ใจ ว่าคิดถูกแล้วจริงๆหรือไม่ที่ร้องเรียนออกไป

อย่างไรก็ตาม

เติ้งเหนียงกลับไม่แสดงออกถึงความโกรธเคืองใดๆเลยแม้แต่น้อย เพราะในสมองของเขา

มัวแต่จดจ่ออยู่กับฉินเฟิง ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มาได้มากมาย

ไหนจะสามารถกำจัดเหล่าต้นกล้าชั้นยอดจากสถาบันอื่นได้อีก

ตอนนี้คงไม่ต้องบรรยายว่าเขามีความสุขขนาดไหน

“นี่ฉันต้องรับผิดชอบเรื่องที่มีนักเรียนเก่งเกินไปงั้นหรือ?

เรื่องเป็นรุ่นพี่ปลอมตัวมาตัดไปได้เลย

เพราะเขาเป็นคนที่ได้รับการฉีดยากระตุ้นในปีนี้แน่นอน

และคุณคงเคยได้ยินชื่อของเขามาก่อนเช่นกัน” เติ้งเหนียนหัวเราะ

“เด็กคนนี้คือฉินเฟิง!”

“เธอคือฉินเฟิงงั้นหรอ?”

ฉูคุนขมวดคิ้วขึ้นมาทันที จากนั้นก็เพ่งมองฉินเฟิงด้วยความสนใจ

“งั้นเธอก็คือผู้ว่าการคนใหม่ประจำสถานชุมชนเฟิงหลี?”

ไม่นานมานี้ มีตัวตนทรงพลังในเลเวล E

หลายคนของเมืองเฉิงหยาง พยายามสยบรอยแยกมิติแห่งใหม่ที่เกิดขึ้น

เร่งทำคะแนนเพื่อหมายจะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าสถานชุมชนแห่งใหม่

แต่ทั้งหมดไม่คาดคิดเลย ว่าสุดท้ายจะถูกปล้นไปโดยวัยรุ่นชายคนหนึ่ง

ไม่เพียงแค่นั้น

แต่ผลงานการต่อสู้อีกฝ่ายยังเป็นเลิศ

สามารถสังหารซากศพในระดับเดียวกันได้โดยลำพัง ครอบครองความแข็งแกร่งที่เฉิดฉาย

จนได้รับความสนใจจากพวกระดับสูง

ทั้งหมดได้ข้อสรุปว่า

ฉินเฟิงในตอนนั้นน่าจะมีความแข็งแกร่งอยู่ในเลเวล F แล้ว และอีกไม่นาน

ในอนาคตอันใกล้ คงสามารถทะยานขึ้นมาได้ถึงเลเวล E

ดังนั้นเรื่องที่เขาสามารถโค่นนักเรียนคนอื่นๆได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ฉินเฟิงได้ยินฉูคุนกล่าวกับตนเอง

ก็เอ่ยปากตอบ

“เป็นผมเอง

ยินดีที่ได้รู้จักอาจารย์ใหญ่ฉู” ฉินเฟิงมิได้แสดงท่าทีถ่อมตนใดๆ

หากเป็นก่อนหน้านี้คงใช่ เพราะยังเป็นแค่นักเรียนธรรมดาๆ

แต่เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงสถานชุมชนเฟิงหลี

ดังนั้นเขาเลยสนทนาด้วยในฐานะของหัวหน้าของสถานชุมชน

“ที่แท้ก็เป็นเธอ แต่ว่านะ ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องที่ว่าเธอเป็นผู้ใช้อบิลิตี้มาก่อนเลย”

ฉูคุนกล่าว สายตาที่ตกลงบนป้ายชื่อขอบทองปรากฏร่องรอยของความสงสัย

ฉินเฟิงแข็งแกร่งกว่าในข่าวลือ

ดังนั้นฉูคุนเลยต้องการจะตรวจสอบไพ่ในมือของอีกฝ่าย

ฉินเฟิงกล่าว

“ด้านอบิลิตี้ของผมมันไม่คุ้มค่าจะให้กล่าวถึงหรอกครับ

ผลการทดสอบผมก็ทำออกมาได้ไม่ดีเหมือนกัน ดันโจมตีสัตว์ร้ายยางด้วยพลังวรยุทธโบราณ

ดังนั้นครูฝึกเลยตัดสินคะแนนให้ผมอยู่ลำดับที่ 21 ”

หลินเหมาและคนอื่นๆจ้องมองฉินเฟิงด้วยความเกลียดชังจากด้านข้าง

โพล่งขึ้นด้วยความโกรธ

“แกโกหก! ไม่คุ้มค่าให้กล่าวถึงได้ยังไง!

อบิลิตี้ของแกทรงพลังชนิดต่อต้านสวรรค์! พลังไฟที่แกปลดปล่อยออกมา

สามารถโค่นพวกเราลงได้กว่า 20 คนในคราวเดียว! ไอ้คนขี้โกงหน้าไม่อาย!”

โจวฮ่าวที่ยืนอยู่ข้างๆหัวเราะออกมา

“ถึงแกจะกำลังพูดความจริง

แต่ฉันรู้สึกว่า … ยิ่งพูดมันจะยิ่งเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของตัวเองนะ

ฉะนั้นหุบปากเงียบไปดีกว่า”

ใบหน้าของหลินเหมากลายเป็นแดงก่ำ

นั่นก็จริง

ยิ่งพูดเหมือนยิ่งป่าวประกาศว่าฉินเฟิงทรงพลังเพียงใด

ในขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศว่าตนก็แค่หมูที่ถูกเชือด!

ใบหน้าของอาจารย์ใหญ่สถาบันซิต๋าเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ

เร่งเอ่ยแทรก

“ลืมมันซะ!

เดิมการจัดอันดับของนักเรียน เหตุผลก็เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักเรียนแต่ละคนได้สมาชิกทีมที่ดีเท่านั้น

ถึงฉินเฟิงจะอยู่ลำดับที่ 21 แต่เธอก็ไม่ควรประมาทศัตรู เพราะการเคารพศัตรู

นั่นหมายถึงการเคารพชีวิตของตัวเธอเองเหมือนกัน!”

สิ้นประโยค

อาจารย์ใหญ่ซิต๋าก็สะบัดหน้าหนีไป ฉูคุนก็ไม่คิดทำอะไรอีก ยินยอมปล่อยผ่าน

ให้เรื่องมันจบลงเพียงเท่านี้!

ต่อมา ก็ถึงเวลานับจำนวนป้ายชื่อ

หรือก็คือคะแนนรวม

และย่อมเป็นทีมของฉินเฟิงที่ชนะขาดลอย

คว้าอันดับหนึ่งไปครอบครอง

“ทีมที่ได้รับสิบอันดับแรกในงานสวนล่าใบไม้ผลิ

จะได้รับตราสัญลักษณ์ โลโก้ผู้ใช้พลังเลเวล G ไปครอบครองในทันที!”

“ทีมอันดับหนึ่ง

จะได้รับอุปกรณ์รูนสีม่วงเลเวล G , มีสิทธิ์เลือกทักษะวรยุทธโบราณ ,

ทักษะผู้ใช้อบิลิตี้ ,ทักษะการฝึกพลังสมาธิ หรือทักษะการใช้ปืน และทุนการศึกษาอีก

100,000 เหรียญ!”

“อันดับสองและสาม

จะได้รับอุปกรณ์รูนสีฟ้าเลเวล G , มีสิทธิ์เลือกทักษะวรยุทธโบราณ ,

ทักษะผู้ใช้อบิลิตี้ ,ทักษะการฝึกพลังสมาธิ หรือทักษะการใช้ปืน และทุนการศึกษาอีก

50,000 เหรียญ!”

“อันดับสี่ถึงสิบ

จะได้รับรางวัลเป็นชุดต่อสู้ T3

มีสิทธิ์เลือกทักษะวรยุทธโบราณ , ทักษะผู้ใช้อบิลิตี้

,ทักษะการฝึกพลังสมาธิ หรือทักษะการใช้ปืน และทุนการศึกษาอีก 10,000 เหรียญ!”

พิธีมอบรางวัลยังคงดำเนินต่อไป

ฝูงชนส่งเสียงโห่ร้องยินดี คนที่ไม่ได้รับรางวัลก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด

เพราะช่วงอยู่ในสวนล่า พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวสมุนไพรและวัตถุดิบต่างๆมาได้มากมาย

ซึ่งบางทีมันอาจจะมีมูลค่ามากกว่ารางวัลด้วยซ้ำ

ระหว่างที่ครูฝึกกำลังเดินแจกอุปกรณ์สื่อสารคืน

ฉินเฟิงตัดสินใจเดินไปหาอาจารย์คลาสมือปืน

และบอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ของเฉินหมิง

“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง

ผมแค่หวังว่าอาจารย์จะมอบอุปกรณ์สื่อสารของเฉินหมิงให้กับผม”

อาจารย์ที่เขาสนทนาด้วยเป็นแค่มือปืนเลเวล

F

เขาจ้องมองไปยังใบหน้าของฉินเฟิงที่ดูสงบนิ่ง ไม่แสดงออกถึงห้วงอารมณ์ใดๆ

ทว่ากลิ่นอายความแข็งแกร่งยังคงแผ่ออกมา

ประจวบกับประสิทธิภาพที่สำแดงออกมาก่อนหน้านี้ และสถานะอย่างผู้ว่าการเขตเฟิงหลี

อาจารย์คลาสปืนจึงไม่อาจทำเป็นเพิกเฉยได้

“นี่ … ก็ได้

ฉันจะให้อุปกรณ์สื่อสารของเขาแก่เธอ

แต่เธอต้องบอกเรื่องนี้กับอาจารย์ใหญ่เติ้งเหนียนด้วยนะ

เพราะปัญหาอย่างมนุษย์กลายพันธุ์ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย นี่ยังไม่พูดถึง … ”

หน้าผากของอาจารย์คลาสปืนเริ่มปรากฏรอยเหี่ยวย่นจากความตึงเครียด “ไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับรองผู้ว่าการหลิน!”

หลังจากหลินไคตาย

ศพก็ถูกแยกออกมาจากสวนล่า เรื่องนั้นอาจารย์รู้ตั้งนานแล้ว ขณะนี้ในสมองของเขา

วนอยู่กับความคิดเดียว นั่นคืออีกไม่นาน คงไม่พ้นมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น!

“ครับ ผมจะไปบอกเรื่องนี้กับอาจารย์เติ้งเหนียน”

ฉินเฟิงพยักหน้า

….

การต่อสู้เอาชีวิตรอดได้สิ้นสุดลงแล้ว

ทั้งหมดไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มเป็นเวลากว่า 3 วัน บางคนได้รับบาดเจ็บ

ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แต่ถึงอย่างนั้น

ทุกคนก็ยังตัดสินใจกลับไปยังสถานชุมชนของตัวเองทันที

รางวัลของสิบอันดับแรก

สามารถเลือกผ่านได้จากอุปกรณ์สื่อสาร ฉินเฟิงเลือกอุปกรณ์รูนสีม่วงเป็นรองเท้าบูท

และมอบมันให้แก่โจวฮ่าว เนื่องจากเขาไม่จำเป็นต้องใช้มัน

แต่กระนั้น พอได้เห็นทักษะประเภทต่างๆ

สายตาของฉินเฟิงก็สาดประกายวาววับ สุดท้ายตัดสินใจจิ้มลงบนรายชื่อที่เขียนว่าทักษะลับ

‘ท่าร่างก้าวแห่งหมอก’

“ท่าร่างก้าวแห่งหมอก

ได้รับการปรุบปรุงดัดแปลงโดยคนรุ่นหลัง

เป็นท่าร่างที่ทรงพลังดั่งการเคลื่อนไหวของภูติผีและปีศาจ

ชวนให้ศัตรูรู้สึกสับสน”

“ยิ่งถ้านำไปใช้ร่วมกับทักษะมีด

และหลอมรวมเข้ากับรูนมืดแล้วล่ะก็ ….  ฤทธิ์เดชที่มันจะสำแดงออกมา

คงไม่ต้องอธิบายหรอกกระมัง?”

“ก้าวแห่งหมอกเหมาะที่จะใช้คู่กับรูนมืด

และอบิลิตี้มืดของฉัน

ทั้งยังสามารถนำมันไปดัดแปลงและใช้เป็นประโยชน์ได้อีกมากมาย”

“ตัดสินใจแล้ว ฉันเลือกมัน!”

หลังจากฉินเฟิงพิจารณาจนมั่นใจแล้ว

เขาก็กดรับทักษะนี้โดยตรง ระหว่างนั้นเอง เขาก็เจอกับเติ้งเหนียนเข้าพอดี

“ฉินเฟิง ครั้งนี้ฉันต้องขอบคุณเธอนะ”

เติ้งเหนียนกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลานี้จิตใจเขาปลอดโปร่ง

มีความสุขเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันเฉิงเป่ยมีฉินเฟิง และสามารถโค่นสถาบันอีก 4

แห่งลงได้

“เรื่องเล็กน้อยน่ะครับ

แต่ตอนนี้ผมมีเรื่องบางอย่าง อยากรบกวนอาจารย์ใหญ่ครับ” พูดจบ

ฉินเฟิงก็บอกเล่าเหตุการณ์เกี่ยวกับเฉินหมิงออกไป ว่าเขาฆ่าหลินไค

รวมถึงเรื่องที่ในเวลานั้นมีคนอื่นอยู่เช่นกัน ทุกคนต่างเห็นมันได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม

เฉินหมิงได้จบชีวิตลงแล้วด้วยน้ำมือฉินเฟิง

ดังนั้นฉินเฟิงเกรงว่าหลินเซิงคงหันมาคิดบัญชีกับเขาแทน

แม้ไม่มีเรื่องนี้

หลินเซิงก็เกลียดเขาอยู่แล้ว ยิ่งพอมีเรื่องนี้

เกรงว่าอีกฝ่ายคงจะเกลียดเขามากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า!

เติ้งเหนียนพอได้ยินเรื่องของเฉินหมิง

สีหน้าของเขาก็หม่นทะมึนลง